วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา. "บิล เกตส์"ได้ทวีตข้อความยาวๆ ถึงนักศึกษา ที่เพิ่งจบใหม่มีประเด็นคมๆหลายเรื่อง แต่ที่ผมชอบที่สุด คือ .... เขาสมมุติว่าถ้าตัวเองสามารถย้อนเวลากลับเป็นนักศึกษาใหม่ สาขาวิชาอะไร ที่เขาอยากเรียนบ้าง ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะการ"ย้อนอดีต" แบบสมมุติของเขา หมายถึง"วิสัยทัศน์" ที่มองไปใน"อนาคต" ถ้าเขาไม่เชื่อว่าสาขาวิชาเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อโลกในอนาคต เขาคงไม่อยากเรียน สาขาวิชาแรก คือ. AI หรือ"ปัญญาประดิษฐ์" ช่วงเวลาที่เขาทวีตอยู่ในช่วงเดียวกับที่"อัลฟาโกะ" เพิ่งสร้างปรากฏการณ์เขย่าโลกด้วยการชนะ "มือหนึ่ง"ของโลกชาวจีน เป็นการยืนยันว่าแม้แต่เกมที่ซับซ้อนที่สุดในโลก "ปัญญาประดิษฐ์" ก็สามารถชนะ"คน"ได้แล้ว ยิ่งนานวัน AI ยิ่งฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ไม่แปลกที่"บิล เกตส์" จะอยากกลับไปศึกษาในสาขาวิชานี้ ในมุมของเขา. AI จะช่วยให้มนุษย์มี Productive มากขึ้น และช่วยขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น วิชาที่สอง คือ พลังงานสะอาด "บิล เกตส์"มีความคิดเรื่อง "ช่วยโลก" มานานแล้ว พลังงานสะอาด จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ ขอเพียงแค่ทำราคา ลงมาให้จับต้องได้. ซึ่งวันนี้เราเห็นแนวโน้มแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูง แบตเตอรี่ "คุณภาพ" สูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่...."ราคา" ต่ำลง "รถไฟฟ้า" คนเชื่อแล้วว่ามาแน่ ความสำเร็จของ"เทสลา" ทำให้วงการรถยนต์สั่นสะเทือน ล่าสุด"อิรอน มัสก์" เพิ่งแถลงข่าวเรื่องกระเบื้องมุงหลังคาโซลาร์เซลล์ นอกจากเขาจะออกแบบให้สวยทัดเทียมกับกระเบื้องมุมหลังคาทั่วไป ไม่มันวาวเป็นกระจกเหมือนในอดีต ราคาที่ประกาศออกมาก็ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ แข่งขันในตลาดได้ ครับ. ใครจะไปนึกว่าผู้ผลิตกระเบื้องมุมหลังคา จะมีคู่แข่งชื่อ"อิรอน มัสก์" SCG ก็คงงงเหมือนกัน ตอนนี้แทบทุกธุรกิจต้องเจอกับคู่แข่งที่ "ข้ามสายพันธ์ุ" เป็น "คู่แข่ง"ที่นึกไม่ถึง" สาขาวิชาที่ 3 ที่ "บิล เกตส์"อยากเรียน คือ Bioscience หรือ"ชีววิทยาศาสตร์" ความรู้ในสาขาวิชานี้จะทำให้มนุษย์มีสุขภาพดีขึ้น และมีชีวิตยืนยาวขึ้น เดี๋ยวนี้เราสามารถตรวจ DNA แล้วรู้ว่าเรามีมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่อวัยวะส่วนไหน พอรู้ก็ดูแลอวัยวะ ส่วนนั้นให้ดีๆ ความรู้ทั้ง 3 สาขานี้ คือ สิ่งที่"บิล เกตต์"เชื่อว่าจะ"เปลี่ยนโลก" สังเกตุไหมครับว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ หรือโซเชียลมีเดียอะไรเลย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีบทบาทมากในการเปลี่ยนโลก เหตุผลก็คือ เพราะเรื่องพวกนี้ตัวเขารู้ดีอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับ 3 วิชาดังกล่าวที่เขาไม่รู้ แม้ 3 สาขาวิชานี้ จะไม่ใช่เรื่องใหม่. แต่การขีดเส้นใต้ย้ำอีกครั้งโดยคนฉลาดระดับ"บิล เกตส์" ยิ่งทำให้เราต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะนี่คือ"วิชา"ที่เปลี่ยนโลกในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา. "บิล เกตส์"ได้ทวีตข้อความยาวๆ ถึงนักศึกษา

ที่เพิ่งจบใหม่มีประเด็นคมๆหลายเรื่อง
แต่ที่ผมชอบที่สุด คือ ....
เขาสมมุติว่าถ้าตัวเองสามารถย้อนเวลากลับเป็นนักศึกษาใหม่

สาขาวิชาอะไร
ที่เขาอยากเรียนบ้าง
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก

เพราะการ"ย้อนอดีต"
แบบสมมุติของเขา

หมายถึง"วิสัยทัศน์"
ที่มองไปใน"อนาคต"

ถ้าเขาไม่เชื่อว่าสาขาวิชาเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อโลกในอนาคต
เขาคงไม่อยากเรียน

สาขาวิชาแรก คือ. AI หรือ"ปัญญาประดิษฐ์"

ช่วงเวลาที่เขาทวีตอยู่ในช่วงเดียวกับที่"อัลฟาโกะ"

เพิ่งสร้างปรากฏการณ์เขย่าโลกด้วยการชนะ

"มือหนึ่ง"ของโลกชาวจีน

เป็นการยืนยันว่าแม้แต่เกมที่ซับซ้อนที่สุดในโลก
"ปัญญาประดิษฐ์" ก็สามารถชนะ"คน"ได้แล้ว

ยิ่งนานวัน AI
ยิ่งฉลาดขึ้นเรื่อยๆ

ไม่แปลกที่"บิล เกตส์"
จะอยากกลับไปศึกษาในสาขาวิชานี้

ในมุมของเขา. AI จะช่วยให้มนุษย์มี Productive มากขึ้น
และช่วยขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

วิชาที่สอง คือ
พลังงานสะอาด

"บิล เกตส์"มีความคิดเรื่อง "ช่วยโลก" มานานแล้ว
พลังงานสะอาด จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้

ขอเพียงแค่ทำราคา
ลงมาให้จับต้องได้.

ซึ่งวันนี้เราเห็นแนวโน้มแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูง

แบตเตอรี่
"คุณภาพ" สูงขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่...."ราคา" ต่ำลง

"รถไฟฟ้า"
คนเชื่อแล้วว่ามาแน่

ความสำเร็จของ"เทสลา"

ทำให้วงการรถยนต์สั่นสะเทือน

ล่าสุด"อิรอน มัสก์" เพิ่งแถลงข่าวเรื่องกระเบื้องมุงหลังคาโซลาร์เซลล์

นอกจากเขาจะออกแบบให้สวยทัดเทียมกับกระเบื้องมุมหลังคาทั่วไป
ไม่มันวาวเป็นกระจกเหมือนในอดีต

ราคาที่ประกาศออกมาก็ต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้

แข่งขันในตลาดได้

ครับ. ใครจะไปนึกว่าผู้ผลิตกระเบื้องมุมหลังคา จะมีคู่แข่งชื่อ"อิรอน มัสก์"

SCG ก็คงงงเหมือนกัน
ตอนนี้แทบทุกธุรกิจต้องเจอกับคู่แข่งที่

"ข้ามสายพันธ์ุ" เป็น
"คู่แข่ง"ที่นึกไม่ถึง"

สาขาวิชาที่ 3 ที่
"บิล เกตส์"อยากเรียน คือ

Bioscience หรือ"ชีววิทยาศาสตร์"

ความรู้ในสาขาวิชานี้จะทำให้มนุษย์มีสุขภาพดีขึ้น และมีชีวิตยืนยาวขึ้น
เดี๋ยวนี้เราสามารถตรวจ DNA แล้วรู้ว่าเรามีมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งที่อวัยวะส่วนไหน

พอรู้ก็ดูแลอวัยวะ
ส่วนนั้นให้ดีๆ

ความรู้ทั้ง 3 สาขานี้ คือ สิ่งที่"บิล เกตต์"เชื่อว่าจะ"เปลี่ยนโลก"

สังเกตุไหมครับว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ หรือโซเชียลมีเดียอะไรเลย

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีบทบาทมากในการเปลี่ยนโลก

เหตุผลก็คือ เพราะเรื่องพวกนี้ตัวเขารู้ดีอยู่แล้ว

ไม่เหมือนกับ 3 วิชาดังกล่าวที่เขาไม่รู้

แม้ 3 สาขาวิชานี้
จะไม่ใช่เรื่องใหม่.

แต่การขีดเส้นใต้ย้ำอีกครั้งโดยคนฉลาดระดับ"บิล เกตส์"

ยิ่งทำให้เราต้องจับตามองเป็นพิเศษ

เพราะนี่คือ"วิชา"ที่เปลี่ยนโลกในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว มีทางไป ๗ ทาง คือ ทางที่ ๑. ไปพระนิพพาน ด้วยกำลังของ วิปัสสนาฌาน! ทางที่ ๒. ไปชั้นพรหม ด้วยกำลังของ สมถภาวนา! ทางที่ ๓. ไปสวรรค์ ด้วยกำลังของ หิริโอตตัปปะ คือ เกรงกลัว ละอายต่อบาป! ทางที่ ๔. กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยกำลังของ ศีล ๕ ทางที่ ๕. ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ด้วยกำลังของ ความหลง! ทางที่ ๖. ไปเป็นเปรต อสูรกาย ด้วยกำลังของ โลภะ คือความโลภ! ทางที่ ๗. ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ด้วยกำลังของ โทสะ คือความโกรธ! ------------ - เงินทอง ส่งถึง โรงพยาบาล ลูกหลาน ส่งถึง หลุมศพ บุญกุศล ส่งถึง ภพหน้า ภาวนา ส่งถึง นิพพาน ------------- ..อยากทำบุญ แต่ไม่มีเวลาไปวัด ..ไม่มีเวลาไปทำบุญ แต่ยังมี เวลาหายใจอยู่ ..ก็ใช้ลมหายใจนั้น ให้เป็นประโยชน์ สิ! ..แค่ทำใจ ให้สงบ หายใจเข้า ก็ภาวนา ว่า "พุท" หายใจออก ก็ภาวนา ว่า "โธ" แค่นี้ ก็ได้บุญ มหาศาลแล้ว! -------------- พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เรา มีความสุข ..แต่พระองค์ สอนให้เรา รู้จักทุกข์ เรียนรู้ทุกข์และ เข้าใจในทุกข์นั้น หาเหตุแห่งทุกข์ ..แล้วกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ ที่ทำให้เกิด ทุกข์! -------------- ..กาย กับ ใจ อยู่ที่ไหน ที่นั่นแหละเป็นที่ ปฎิบัติบูชา ..ภาวนาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่วัด อยู่ที่ ทำงาน อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่ไหนๆ ก็ภาวนาได้หมดทุกที่ ..บวช หรือ ไม่บวช ก็ภาวนาได้! ------------ อ่านแล้ว นำไปคิด นำไปใช้ เมื่อใช้แล้ว ปฎิบัติแล้วจะ เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้แจ้งเห็นจริงในภัย ของการเกิดว่า เป็นทุกข์ แสนทรมาน และน่ากลัว! ...ธรรมมะดีดีกับวันดีดี

เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว มีทางไป ๗ ทาง คือ
ทางที่ ๑. ไปพระนิพพาน ด้วยกำลังของ วิปัสสนาฌาน!
ทางที่ ๒. ไปชั้นพรหม ด้วยกำลังของ สมถภาวนา!
ทางที่ ๓. ไปสวรรค์ ด้วยกำลังของ หิริโอตตัปปะ คือ เกรงกลัว ละอายต่อบาป!
ทางที่ ๔. กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยกำลังของ ศีล ๕
ทางที่ ๕. ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ด้วยกำลังของ ความหลง!
ทางที่ ๖. ไปเป็นเปรต อสูรกาย ด้วยกำลังของ โลภะ คือความโลภ!
ทางที่ ๗. ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ด้วยกำลังของ โทสะ คือความโกรธ!
------------
- เงินทอง ส่งถึง โรงพยาบาล ลูกหลาน ส่งถึง หลุมศพ บุญกุศล ส่งถึง ภพหน้า ภาวนา ส่งถึง นิพพาน
-------------
..อยากทำบุญ แต่ไม่มีเวลาไปวัด ..ไม่มีเวลาไปทำบุญ แต่ยังมี เวลาหายใจอยู่ ..ก็ใช้ลมหายใจนั้น ให้เป็นประโยชน์ สิ! ..แค่ทำใจ ให้สงบ หายใจเข้า ก็ภาวนา ว่า "พุท" หายใจออก ก็ภาวนา ว่า "โธ" แค่นี้ ก็ได้บุญ มหาศาลแล้ว!
--------------
พระพุทธเจ้า ไม่ได้สอนให้เรา มีความสุข ..แต่พระองค์ สอนให้เรา รู้จักทุกข์ เรียนรู้ทุกข์และ เข้าใจในทุกข์นั้น หาเหตุแห่งทุกข์ ..แล้วกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ ที่ทำให้เกิด ทุกข์!
--------------
..กาย กับ ใจ อยู่ที่ไหน ที่นั่นแหละเป็นที่ ปฎิบัติบูชา ..ภาวนาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่วัด อยู่ที่ ทำงาน อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่ไหนๆ ก็ภาวนาได้หมดทุกที่ ..บวช หรือ ไม่บวช ก็ภาวนาได้!
------------
อ่านแล้ว นำไปคิด นำไปใช้ เมื่อใช้แล้ว ปฎิบัติแล้วจะ เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว จะรู้แจ้งเห็นจริงในภัย ของการเกิดว่า เป็นทุกข์ แสนทรมาน และน่ากลัว!

...ธรรมมะดีดีกับวันดีดี

ในกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส มีร้านหนังสือร้านหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแซน เป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากการขายหนังสือเก่าหรือหนังสือมือสอง ร้านหนังสือแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาแวะเยือนหากมาที่ปารีส เพราะที่นี่คือตำนาน แหล่งรวมความฝันของนักเขียน นักคิดในยุคต่างๆ นับตั้งแต่ร้านเปิดเมื่อปี ค.ศ. 1940 เจ้าของร้านชื่อ จอร์จ วิตแมน เขามีความฝันที่อยากจะขายหนังสือมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม วิตแมนไม่ใช่คนฝรั่งเศส แต่เป็นคนอเมริกัน เกิดในรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ เขาก็ออกเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ และมาติดใจหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของปารีส จึงตัดสินใจเปิดร้านหนังสือขึ้นที่นี่ สิ่งที่ทำให้ร้านหนังสือริมแม่น้ำแซนร้านนี้พิเศษกว่าร้านใดในโลก เพราะร้านแห่งนี้มีเตียงนอนวางตามมุมห้องมากมาย เพื่อให้นักเขียน นักเดินทางที่ไม่มีที่พักได้มาอาศัยนอน จอร์จ วิตแมนจะให้แต่ละคนดูแลรับผิดชอบงานต่างๆ ที่มีในร้านเพื่อแลกกับอาหารและที่นอน ผู้คนกว่าสี่หมื่นคนเคยมาใช้ชีวิตในร้านหนังสือแห่งนี้นับตั้งแต่จอร์จเปิดร้าน บางคนมาพักแค่คืนเดียว บางคนพักที่นี่เกือบห้าปี มีเรื่องราวสนุกสนานปนเศร้ามากมายของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในร้านหนังสือแห่งนี้ ร้านชื่อว่า “เช็คสเปียร์แอนด์คัมปานี” ร้านที่ทำธุรกิจหนังสือโดยถือคติว่า “อย่าปฏิบัติตัวเป็นศัตรูกับคนแปลกหน้า เนื่องจากพวกเขาอาจเป็นเทวดาจำแลง” โลกในมือนักอ่าน

ในกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส มีร้านหนังสือร้านหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำแซน เป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากการขายหนังสือเก่าหรือหนังสือมือสอง

ร้านหนังสือแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาแวะเยือนหากมาที่ปารีส  เพราะที่นี่คือตำนาน แหล่งรวมความฝันของนักเขียน นักคิดในยุคต่างๆ นับตั้งแต่ร้านเปิดเมื่อปี ค.ศ. 1940

เจ้าของร้านชื่อ จอร์จ วิตแมน เขามีความฝันที่อยากจะขายหนังสือมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม

วิตแมนไม่ใช่คนฝรั่งเศส แต่เป็นคนอเมริกัน เกิดในรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์ เขาก็ออกเดินทางเร่ร่อนไปเรื่อยๆ  และมาติดใจหลงใหลในมนตร์เสน่ห์ของปารีส จึงตัดสินใจเปิดร้านหนังสือขึ้นที่นี่

สิ่งที่ทำให้ร้านหนังสือริมแม่น้ำแซนร้านนี้พิเศษกว่าร้านใดในโลก เพราะร้านแห่งนี้มีเตียงนอนวางตามมุมห้องมากมาย เพื่อให้นักเขียน นักเดินทางที่ไม่มีที่พักได้มาอาศัยนอน

จอร์จ วิตแมนจะให้แต่ละคนดูแลรับผิดชอบงานต่างๆ ที่มีในร้านเพื่อแลกกับอาหารและที่นอน

ผู้คนกว่าสี่หมื่นคนเคยมาใช้ชีวิตในร้านหนังสือแห่งนี้นับตั้งแต่จอร์จเปิดร้าน บางคนมาพักแค่คืนเดียว บางคนพักที่นี่เกือบห้าปี

มีเรื่องราวสนุกสนานปนเศร้ามากมายของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในร้านหนังสือแห่งนี้

ร้านชื่อว่า “เช็คสเปียร์แอนด์คัมปานี” ร้านที่ทำธุรกิจหนังสือโดยถือคติว่า

“อย่าปฏิบัติตัวเป็นศัตรูกับคนแปลกหน้า เนื่องจากพวกเขาอาจเป็นเทวดาจำแลง”

โลกในมือนักอ่าน

คุณค่าของคน .. อยู่ที่ใจ คุณค่าของไฟ .. อยู่ที่ความร้อน คุณค่าของฆ้อน .. อยู่ที่น้ำหนัก คุณค่าของผัก .. อยู่ที่วิตามิน คุณค่าของดิน .. อยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์ คุณค่าของบุญ .. อยู่ที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ..

คุณค่าของคน .. อยู่ที่ใจ
คุณค่าของไฟ .. อยู่ที่ความร้อน
คุณค่าของฆ้อน .. อยู่ที่น้ำหนัก
คุณค่าของผัก .. อยู่ที่วิตามิน
คุณค่าของดิน .. อยู่ที่ความอุดมสมบูรณ์
คุณค่าของบุญ .. อยู่ที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ..

"จงมีดวงใจที่ไม่มีวันแข็งกระด้าง มีภาวะทางจิตที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย และมีสัมผัสที่ไม่มีวันทำให้เจ็บ" "ผู้ที่ผ่อนเบาภาระของคนอื่นในโลกนี้ ไม่มีใครไร้ประโยชน์" "ดวงใจที่รักนั้นคือปัญญาที่จริงแท้ที่สุด" "เราไม่จำเป็นต้องละอายต่อน้ำตาของเราเลย" "ความเจ็บปวดแห่งการจากพรากนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความปีติยามพานพบกันอีกครั้ง" "วันที่เสียไปเพื่อคนอื่นๆ นั้นไม่สูญเปล่าสำหรับตัวตนของเรา" ... ชาร์ลสฺ ดิ๊กเก็นสฺ [Charles Dickens, 1812-1870] นักประพันธ์ชาวอังกฤษที่โลกรู้จักดี รำลึกถึงในวันนี้ ที่ลาโลกไป 147 ปี ... ภาพโดย Lauren Alexander นักเขียนภาพชาวอังกฤษ 'Have a heart that never hardens, and a temper that never tires, and a touch that never hurts.' 'No one is useless in this world who lightens the burdens of another.' 'A loving heart is the truest wisdom.' 'We need never be ashamed of our tears.' 'The pain of parting is nothing to the joy of meeting again.' 'A day wasted on others is not wasted on one's self.'

"จงมีดวงใจที่ไม่มีวันแข็งกระด้าง มีภาวะทางจิตที่ไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย และมีสัมผัสที่ไม่มีวันทำให้เจ็บ"

"ผู้ที่ผ่อนเบาภาระของคนอื่นในโลกนี้ ไม่มีใครไร้ประโยชน์"

"ดวงใจที่รักนั้นคือปัญญาที่จริงแท้ที่สุด"

"เราไม่จำเป็นต้องละอายต่อน้ำตาของเราเลย"

"ความเจ็บปวดแห่งการจากพรากนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความปีติยามพานพบกันอีกครั้ง"

"วันที่เสียไปเพื่อคนอื่นๆ นั้นไม่สูญเปล่าสำหรับตัวตนของเรา"

... ชาร์ลสฺ ดิ๊กเก็นสฺ [Charles Dickens, 1812-1870] นักประพันธ์ชาวอังกฤษที่โลกรู้จักดี รำลึกถึงในวันนี้ ที่ลาโลกไป 147 ปี

... ภาพโดย Lauren Alexander นักเขียนภาพชาวอังกฤษ

'Have a heart that never hardens, and a temper that never tires, and a touch that never hurts.'

'No one is useless in this world who lightens the burdens of another.'

'A loving heart is the truest wisdom.'

'We need never be ashamed of our tears.'

'The pain of parting is nothing to the joy of meeting again.'

'A day wasted on others is not wasted on one's self.'

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

">> 10 เรื่องควรรู้ เมื่อเริ่มหาเงินเองได้ ..... 1. เรียนเก่งแค่ไหน ไม่ได้ช่วยให้หาเงินได้มากกว่า .. เรียนเก่งมากไป จะยิ่งติดกรอบ เลยแคบในช่องทางหาเงิน โดยเฉพาะยุคนี้ ที่ช่องทางหาเงินเปิดกว้างกว่าสมัยก่อนมาก 2. กิจกรรมไร้สาระระหว่างเรียน บางครั้งช่วยให้เราหาเงินเก่ง ... เด็กกิจกรรมมักเรียนไม่โดดเด่นนัก แต่คนเหล่านี้โดดเด่นในองค์กรสมัยใหม่ ที่งานเปิดกว้าง ตำแหน่งงานออกแบบเองในยุคนี้ 3. การคบเพื่อนหลากหลายฐานะ สร้างโอกาสในชีวิตได้ ..คนส่วนใหญ่มองว่า ยุคนี้หาโอกาสยาก นั่นเพราะเขาแคบ มัวแต่คบคนที่เหมือนกัน ฐานะเดียวกัน ก็เลยมองไม่เห็นโอกาสที่เปิดกว้าง แบบคนที่มีเพื่อนทุกฐานะ 4. ภาษาอังกฤษโคตรสำคัญเลยยุคนี้ .. องค์ความรู้ดีๆ ใน Internet ถ้าคุณอ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ สุดยอดได้เปรียบ 5. เล่นเฟสให้เป็น เปลี่ยนชีวิตได้ .. คนส่วนใหญ่เล่นเฟสได้ แต่เล่นไม่เป็น .. 'เล่นได้' คือ เล่นสนุกไร้สาระ .. แต่ 'เล่นเป็น' คือรู้จักเชื่อม เฟส ที่ไร้สาระ ให้ขยายโอกาสในงานตัวเอง นี่คือเล่นเป็น เปลี่ยนชีวิตได้ 6. ยุคนี้ใครหารายได้เป็นทางเดียวไม่มีทางรวย .. คนที่คิดว่าจะรวยจากการหารายได้ทางเดียว แล้วรวยแบบสมัยก่อน ยุคนี้ซวย เพราะ ยุคนี้คือ ยุคที่เงินหาได้ทุกที่ พูดง่ายๆ หาเงินก้อนใหญ่มันยาก แต่ หาก้อนเล็กจากหลายๆ ที่ง่ายกว่า 7. ความรวยในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่มีเงินก้อนเท่าไหร่ แต่อยู่ที่รายได้สม่ำเสมอแค่ไหนต่างหาก ... เป้าหมายของชีวิตสบาย ไม่ใช่ถูกล็อตเตอรี่ ได้เงินก้อนใหญ่แล้วเครียดทยอยใช้ .. แต่อยู่ที่ได้เงินสม่ำเสมอ จากหลายๆแหล่งรายได้ และได้เงินนั้นแม้เราหยุดทำงานแล้วก็ตาม 8. คนมีเงิน เสียงไม่ดัง เท่าคนหาเงินเอง ... ยุคนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนมีเงิน เท่าคนรู้จักหาเงินได้เอง 9. ยุคนี้การให้ สร้างโอกาสมากกว่าการรับ ... คนที่อยากสำเร็จยุคนี้ ให้คิดเรื่องการให้ การสร้างประโยชน์ให้คนให้เยอะที่สุด โดยที่เราออกแรงน้อยสุด เดี๋ยวเงินและโอกาสมาเอง ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดแต่จะหาเงิน 10. คนมีความรักต่อคนอื่น จะหาเงินเก่ง กว่าคนขี้อิจฉาและเห็นแก่ตัว ... ยุคนี้ Internet เปิดโอกาสให้เรามอบสิ่งดีๆ สร้างโอกาสดีๆแชร์ความรู้ความคิดดีๆ ให้คนอื่น จงคิดดีและหวังดีต่อคนอื่น แล้วทุกสิ่งดีๆ นั้นจะกลับมาสู่เราอย่างน่าอัศจรรย์ค่ะ !! Credit : คุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม"

">> 10 เรื่องควรรู้ เมื่อเริ่มหาเงินเองได้
.....
1. เรียนเก่งแค่ไหน ไม่ได้ช่วยให้หาเงินได้มากกว่า ..
เรียนเก่งมากไป จะยิ่งติดกรอบ
เลยแคบในช่องทางหาเงิน โดยเฉพาะยุคนี้
ที่ช่องทางหาเงินเปิดกว้างกว่าสมัยก่อนมาก

2. กิจกรรมไร้สาระระหว่างเรียน
บางครั้งช่วยให้เราหาเงินเก่ง ...
เด็กกิจกรรมมักเรียนไม่โดดเด่นนัก
แต่คนเหล่านี้โดดเด่นในองค์กรสมัยใหม่
ที่งานเปิดกว้าง ตำแหน่งงานออกแบบเองในยุคนี้

3. การคบเพื่อนหลากหลายฐานะ
สร้างโอกาสในชีวิตได้ ..คนส่วนใหญ่มองว่า
ยุคนี้หาโอกาสยาก นั่นเพราะเขาแคบ
มัวแต่คบคนที่เหมือนกัน ฐานะเดียวกัน
ก็เลยมองไม่เห็นโอกาสที่เปิดกว้าง
แบบคนที่มีเพื่อนทุกฐานะ

4. ภาษาอังกฤษโคตรสำคัญเลยยุคนี้ ..
องค์ความรู้ดีๆ ใน Internet
ถ้าคุณอ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ สุดยอดได้เปรียบ

5. เล่นเฟสให้เป็น เปลี่ยนชีวิตได้ ..
คนส่วนใหญ่เล่นเฟสได้ แต่เล่นไม่เป็น ..
'เล่นได้' คือ เล่นสนุกไร้สาระ ..
แต่ 'เล่นเป็น' คือรู้จักเชื่อม เฟส ที่ไร้สาระ
ให้ขยายโอกาสในงานตัวเอง
นี่คือเล่นเป็น เปลี่ยนชีวิตได้

6. ยุคนี้ใครหารายได้เป็นทางเดียวไม่มีทางรวย ..
คนที่คิดว่าจะรวยจากการหารายได้ทางเดียว
แล้วรวยแบบสมัยก่อน ยุคนี้ซวย เพราะ
ยุคนี้คือ ยุคที่เงินหาได้ทุกที่ พูดง่ายๆ
หาเงินก้อนใหญ่มันยาก แต่
หาก้อนเล็กจากหลายๆ ที่ง่ายกว่า

7. ความรวยในยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่มีเงินก้อนเท่าไหร่
แต่อยู่ที่รายได้สม่ำเสมอแค่ไหนต่างหาก ...
เป้าหมายของชีวิตสบาย ไม่ใช่ถูกล็อตเตอรี่
ได้เงินก้อนใหญ่แล้วเครียดทยอยใช้ ..
แต่อยู่ที่ได้เงินสม่ำเสมอ จากหลายๆแหล่งรายได้
และได้เงินนั้นแม้เราหยุดทำงานแล้วก็ตาม

8. คนมีเงิน เสียงไม่ดัง เท่าคนหาเงินเอง ...
ยุคนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนมีเงิน
เท่าคนรู้จักหาเงินได้เอง

9. ยุคนี้การให้ สร้างโอกาสมากกว่าการรับ ...
คนที่อยากสำเร็จยุคนี้ ให้คิดเรื่องการให้
การสร้างประโยชน์ให้คนให้เยอะที่สุด
โดยที่เราออกแรงน้อยสุด เดี๋ยวเงินและโอกาสมาเอง
ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดแต่จะหาเงิน

10. คนมีความรักต่อคนอื่น จะหาเงินเก่ง
กว่าคนขี้อิจฉาและเห็นแก่ตัว ...
ยุคนี้ Internet เปิดโอกาสให้เรามอบสิ่งดีๆ
สร้างโอกาสดีๆแชร์ความรู้ความคิดดีๆ ให้คนอื่น
จงคิดดีและหวังดีต่อคนอื่น
แล้วทุกสิ่งดีๆ นั้นจะกลับมาสู่เราอย่างน่าอัศจรรย์ค่ะ !!

Credit : คุณภาววิทย์ กลิ่นประทุม"

***เทคนิคการค้าขาย*** พ่อค้าชื่อ ปาล์มเมอร์และวูด เป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่มีนิสัยขึ้โกงและ เห็นแก่เงิน ค้าขาย ไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้าเพื่อให้ได้กำไรมากๆ เริ่ม แรกการค้าไปได้ดีมาก แต่เมื่อค้าขายหลอกลวงคนไปนานๆ เข้า ก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป จนกระทั่งกิจการใกล้ล้มละลาย "ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อใจเราอีกแล้ว ทำยังไงดีละ?" วูดถามขึ้น ปาล์มเมอร์จึงตอบว่า "ฉันคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว เราหยุดหลอกลวงใครๆ สักพัก เพื่อให้ คนกลับมาเชื่อใจเราอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยกลับไปตลบ หลังครั้งใหญ่ในแนบเนียน" วูดภูมิอกภูมิใจในความคิดดีๆ ของตน ทั้งคู่จึงแยกกันทำการค้า เพราะเกรงว่าคนจะไม่เชื่อถือถ้ายังจะค้าขายร่วมกัน ราว 1 ปีผ่านไป ปาล์มเมอร์ไปหาวูด "ไม่ดีเลย คนเขายังไม่เชื่อใจเราหรือยังไงก็ไม่รู้ เฮ้อกลับไปทำ เหมือนเดิมดีกว่ามั้ง" ''อย่าเพิ่งเลยทนเอาหน่อยเถอะ ถ้าคิดจะอ่อยเหยื่อครั้งใหญ่ ก็ ต้องแสร้งทำเป็นซื่อสัตย์ไปเรื่อยๆ ก่อน อาจเหนื่อยหน่อย แต่จะ ได้ผลคุ้มค่าในภายหลัง" สองคนแยกกันค้าขายกันต่อไป จนกระทั่ง 5 ปี ผ่านไป ปาล์ม เมอร์กับวูดก็มาเจอกันตามสัญญา "วูด ตอนนี้ลูกค้าเชื่อใจเราแล้ว เชื่ออย่างสนิทใจเสียด้วย" "เราก็เหมือนกัน 5 ปีเต็มๆที่ค้าขายแบบซื่อสัตย์ตอนนี้ของก็ขาย ดี ลูกค้าก็ไว้เนื้อเชื่อใจ" เมื่อพูดจบทั้งคู่ก็นิ่งเงียบ มองหน้ากันไปมา วูดเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า "วันนี้ครบปีที่ 5 ที่เราแกล้งค้าขายอย่างซื่อสัตย์ ถึงเวลาที่ต้อง ตลบหลังครั้งใหญ่แล้ว แต่เรามีเรื่องจะมาบอกและขอโทษนาย เราคิดว่า การค้าขายเหล่านี้เหมาะกับเราดีแล้ว จะไม่กลับไปค้า ขายแบบหลอกลวงอีกต่อไป" ปาล์มเมอร์ได้ยินก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข แล้วพูดว่า "ไม่เป็นไร ความจริงเราก็จะมาบอกเรื่องนี้กับนายเหมือนกัน ความซื่อสัตย์ ไม่ใช่แค่เป็นผลดีกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังดีกับตัว เราเองด้วย ไม่มีกลยุทธ์การค้าข้อไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว"

***เทคนิคการค้าขาย***

พ่อค้าชื่อ ปาล์มเมอร์และวูด เป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่มีนิสัยขึ้โกงและ
เห็นแก่เงิน ค้าขาย ไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้าเพื่อให้ได้กำไรมากๆ เริ่ม
แรกการค้าไปได้ดีมาก แต่เมื่อค้าขายหลอกลวงคนไปนานๆ เข้า
ก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป จนกระทั่งกิจการใกล้ล้มละลาย

"ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อใจเราอีกแล้ว ทำยังไงดีละ?"
วูดถามขึ้น ปาล์มเมอร์จึงตอบว่า
"ฉันคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว เราหยุดหลอกลวงใครๆ สักพัก เพื่อให้
คนกลับมาเชื่อใจเราอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นเราค่อยกลับไปตลบ
หลังครั้งใหญ่ในแนบเนียน"
วูดภูมิอกภูมิใจในความคิดดีๆ ของตน ทั้งคู่จึงแยกกันทำการค้า
เพราะเกรงว่าคนจะไม่เชื่อถือถ้ายังจะค้าขายร่วมกัน

ราว 1 ปีผ่านไป ปาล์มเมอร์ไปหาวูด
"ไม่ดีเลย คนเขายังไม่เชื่อใจเราหรือยังไงก็ไม่รู้ เฮ้อกลับไปทำ
เหมือนเดิมดีกว่ามั้ง"
''อย่าเพิ่งเลยทนเอาหน่อยเถอะ ถ้าคิดจะอ่อยเหยื่อครั้งใหญ่ ก็
ต้องแสร้งทำเป็นซื่อสัตย์ไปเรื่อยๆ ก่อน อาจเหนื่อยหน่อย แต่จะ
ได้ผลคุ้มค่าในภายหลัง"

สองคนแยกกันค้าขายกันต่อไป จนกระทั่ง 5 ปี ผ่านไป ปาล์ม
เมอร์กับวูดก็มาเจอกันตามสัญญา
"วูด ตอนนี้ลูกค้าเชื่อใจเราแล้ว เชื่ออย่างสนิทใจเสียด้วย"
"เราก็เหมือนกัน 5 ปีเต็มๆที่ค้าขายแบบซื่อสัตย์ตอนนี้ของก็ขาย
ดี ลูกค้าก็ไว้เนื้อเชื่อใจ"

เมื่อพูดจบทั้งคู่ก็นิ่งเงียบ มองหน้ากันไปมา วูดเอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"วันนี้ครบปีที่ 5 ที่เราแกล้งค้าขายอย่างซื่อสัตย์ ถึงเวลาที่ต้อง
ตลบหลังครั้งใหญ่แล้ว แต่เรามีเรื่องจะมาบอกและขอโทษนาย
เราคิดว่า การค้าขายเหล่านี้เหมาะกับเราดีแล้ว จะไม่กลับไปค้า
ขายแบบหลอกลวงอีกต่อไป"
ปาล์มเมอร์ได้ยินก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข แล้วพูดว่า
"ไม่เป็นไร ความจริงเราก็จะมาบอกเรื่องนี้กับนายเหมือนกัน
ความซื่อสัตย์ ไม่ใช่แค่เป็นผลดีกับผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังดีกับตัว
เราเองด้วย ไม่มีกลยุทธ์การค้าข้อไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว"