วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

มนุษย์นั้นแสนบอบบาง อยู่ที่ไหนก็ต้องปลอดภัย

มนุษย์นั้นแสนบอบบาง อยู่ที่ไหนก็ต้องปลอดภัย

ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ ใครๆ ก็ต่างเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของเราเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญามากที่สุด นั่นจึงทำให้สมองของเรามีขนาดใหญ่ คิดสร้างสรรค์อะไรก็เจริญก้าวหน้าเหลือหลาย อารยธรรมของมนุษย์จึงมาไกลได้ขนาดนี้ไง แต่หารู้ไม่ว่า ‘ร่างกาย’ ของเรานั้น แม้จะเข้าฟิตเนสออกกำลังกายหรือจะเป็นนักกีฬาอาชีพสุดกำยำขนาดไหน ร่างกายก็ช่างบอบบางยิ่งนัก เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดมากกว่า เท่านั้นยังไม่พอ วิถีชีวิตปัจจุบันที่ช่างโหดร้ายก็ยิ่งส่งผลให้ ‘จิตใจ’ ของเราอ่อนแอลงไปทุกวันๆ. 

ถ้าว่ากันตามกฎของมาสโลว์แล้ว ความต้องการพื้นฐานของเราในขั้นแรก คือความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) นั่นคือกินดีอยู่ดี ทำให้มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป เมื่อพึงพอใจในขั้นต้นแล้วก็นำไปสู่ความต้องการขั้นต่อมา นั่นคือต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) อย่าได้มีอันตรายใดๆ เข้ามาทำให้ต้องรู้สึกวิตกจริต ซึ่งนี่เป็นเพียงสองลำดับขั้นต้นที่เป็นความต้องการพื้นฐานเบสิกสุดๆ เท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าขาดไปสักอย่างมนุษย์อย่างเราๆ ต้องแย่แน่ๆ. 

แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีเช่นกัน ที่สมองของมนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการสองขั้นที่ว่าได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือการปลดล็อคความกังวลที่เราต้องเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงในการใช้ชีวิตไปได้อีกมาก เรียกได้ว่าใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ มาดูกันว่า ในแต่ละวันในพื้นที่ที่เราจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่มากที่สุดอย่างในบ้าน ที่ทำงาน และบนรถยนต์นั้น มีนวัตกรรมหรือระบบความปลอดภัยอะไร มาช่วยลดความเสี่ยงต่อร่างกายและจิตใจอันบอบบางของมนุษย์อย่างเราๆ ลงไปได้บ้าง

อยู่ในบ้าน

โดยทั่วไปแล้วฟังก์ชันของบ้าน ในเชิงความรู้สึกคือสถานที่ที่เป็นเหมือนที่พักที่เราจะได้ผ่อนคลายมากที่สุด เป็นที่พักใจหลบหนีจากความวุ่นวายต่างๆ ข้างนอก บรรยากาศอันคุ้นเคยทำให้รู้สึกปลอดภัยที่จะทำอะไรก็ได้ภายในบ้านของเรา เพราะภายในบ้านโดยพื้นฐานจะประกอบไปด้วยหน่วยครอบครัว อันประกอบไปด้วย ญาติ พ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยา หรือลูก ที่ถ้าหากตัดหน้าที่ในเชิงสังคมอย่างการเลี้ยงดูไปแล้ว คนในครอบครัวนี่แหละ คือสิ่งที่เยียวยาความอ่อนแอภายในจิตใจของมนุษย์ได้อย่างดีที่สุด หลังจากที่ออกไปผจญโลกภายนอกอย่างหนักหนาครั้งใด ประโยคง่ายๆ อย่าง “กลับบ้านเรานะ” ทำเอาสะเทือนความรู้สึกทุกครั้งไป

ส่วนในเชิงกายภาพ บ้านคือสถานที่ไว้ใช้หลับนอนหรือพักผ่อนร่างกาย สภาพแวดล้อมจึงต้องเงียบสงบ ปราศจากการรบกวนทางมลภาวะ ทั้งเสียงและอากาศ เราจึงได้เห็นนวัตกรรมที่มีแต่ไหนแต่ไรอย่างตัวบ้าน ที่ทำให้เรารู้สึกอยู่เป็นสัดส่วนหลุดแยกออกจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ หรือกำแพงบ้านที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยจากภัยธรรมชาติต่างๆ กระทั่งภายในบ้านเองที่ก็มีความเสี่ยงจากอันตรายไม่น้อยไปกว่าภายนอก อย่างเช่น เครื่องตัดไฟรั่ว ที่ช่วยป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่มีกันทุกครัวเรือน สร้างความอุ่นใจยามที่อาศัยอยู่ในบ้านได้เป็นอย่างดี

อยู่บนรถ.

ในยุคที่มนุษย์ต้องเดินทางจากบ้านไปสู่ที่ทำงาน การโดยสารด้วยรถยนต์จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งระบบขนส่งสาธารณะในบ้านเรายังไม่เอื้อทั้งความสะดวกสบายและเส้นทาง ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะฟังก์ชันของรถ คือการนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยโดยสวัสดิภาพ และในแง่ความรู้สึกรถยนต์เปรียบได้กับพื้นที่ส่วนตัวสุดพิเศษ การได้นั่งอยู่ในรถมันก็น่าสบายใจกว่า เราจึงได้เห็นการออกแบบภายในของรถรุ่นใหม่ๆ ที่หรูหราสวยงามมีสไตล์ จัดวางอุปกรณ์และฟังก์ชันใช้งานในรถอย่างเหมาะสม ทำให้การขับรถเป็นเรื่องสนุก ถึงรถจะติดน่าหงุดหงิดขนาดไหนก็ตามที

ด้านความปลอดภัยต่อมนุษย์ผู้ขับขี่ นาทีนี้คงต้องยกให้กับเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วยการคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนในขณะขับขี่ อย่างขณะที่เราขับรถในเมืองที่มีรถมากๆ ระบบ SBS (Smart Break Support) และ Smart City Brake Support (SCBS) จะตรวจจับระยะห่างและความเร็วระหว่างรถคันหน้า เมื่อใดที่เราเผลอขับไปใกล้คันหน้ามากเกินไปจนเสี่ยงที่จะชน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและช่วยเบรกโดยอัตโนมัติ หรือในขณะที่ถอยรถออกจากช่องจอดรถ ซึ่งปัญหาคือจะมองรถที่ขับผ่านมาจากด้านข้างระยะไกลได้ลำบาก ระบบ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) จะช่วยเตือนเพื่อให้คุณรีบหยุดรถ นอกจากนั้นยังมีระบบที่แคร์รถร่วมถนนคันอื่นอย่างระบบไฟหน้า ALH (Adaptive LED Headlamps) ที่ปรับการทำงานสูง-ต่ำ แยกซ้าย-ขวาอัตโนมัติให้แสงไม่ไปรบกวนสายตาคนอื่นที่อยู่ข้างหน้าหรือขับสวนมาได้ นอกจากนี้ ในรถมาสด้า3 ใหม่ยังมีเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ที่มาพร้อมระบบ G-VECTORING CONTROL (GVC) ที่ฉลาดถึงขั้นมีการประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัย ความเร็ว รวมถึงการเหยียบคันเร่ง เพื่อควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์และถ่ายเทน้ำหนักไปแต่ละล้อ เพื่อให้คุณขับรถได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น คราวนี้จะเดินทางไปไกลแค่ไหน มนุษย์อย่างเราๆ ก็สบายใจไปหลายเปราะเลยทีเดียว

อยู่ที่ทำงาน

สถานที่ที่มนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่รองลงมาจากบ้าน คงหนีไม่พ้นที่ทำงานหรือออฟฟิศ ยิ่งในยุคนี้ มนุษย์บางคนใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก ในแง่ความรู้สึกแล้ว สถานที่ทำงานไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์จะรู้สึกผ่อนได้มากนัก เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่าอยู่แล้วต้องทำงาน เมื่อทำงานก็ต้องแบกรับความกดดัน ความเครียด และการแข่งขัน เพื่อแลกกับรายได้เพื่อนำไปใช้ชีวิตแบบอยู่ดีมีสุขในสถานที่แห่งอื่น เราจึงได้เห็นมนุษย์ออฟฟิศพยายามสร้างพื้นที่ของตนเองด้วยการตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสิ่งของชิ้นโปรดหรืออะไรก็ตามที่ทำให้สามารถหลีกหนีจากการทำงานตรงนั้นไปได้ชั่วคราว หรือถ้าเป็นสายที่ไม่ได้นั่งโต๊ะก็ต้องมีมุมไว้ผ่อนคลาย อย่างมุมนั่งพักสูบบหรี่ ซึ่งบริษัทในยุคใหม่ก็ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ผ่อนคลายให้กับพนักงานมากขึ้น

อย่างที่บอกว่ามนุษย์ต้องอยู่ที่ทำงานเป็นเวลานาน อย่างน้อยๆ ก็แปดชั่วโมงต่อวัน ยิ่งมนุษย์ออฟฟิศที่ส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานในตึกสูงระฟ้าแล้ว ความเสี่ยงย่อมต้องมากกว่าอยู่บ้านแน่นอน ที่เห็นชัดสุดคงจะเป็นอัคคีภัย ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไร ต้องอาศัยระบบแจ้งเตือนภัยและการดับเพลิงที่ทำงานได้จริง หรือถ้าเป็นออกแนวโรงงานอุตสาหกรรม ความปลอดภัยต้องมาอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ชุดเครื่องแต่งกาย ระบบรักษาความปลอดภัยต่อมนุษย์ผู้ทำงาน ไปจนถึงการซ้อมหนีไฟก็เช่นกัน ถึงที่ทำงานจะไม่ได้สบายใจเหมือนอยู่บ้าน ขอรักษาความปลอดภัยไว้ให้อุ่นใจต่อชีวิตก็ยังดี

ถึงมนุษย์นั้นจะบอบบางเพียงใด ระบบรักษาความปลอดภัยที่มนุษย์สร้างขั้นเอง ก็ช่วยให้เรารู้สึกสบายใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

อ่านนิทานเด็กๆ ให้ได้เรื่องแบบผู้ใหญ่ ด้วยการคิดเชิงปรัชญา

อ่านนิทานเด็กๆ ให้ได้เรื่องแบบผู้ใหญ่ ด้วยการคิดเชิงปรัชญา

ทักษะการคิดเป็นทักษะสำคัญที่ใครๆ ก็บอกว่าบ้านเราขาด เราอยากให้เด็กและคนไทยเองมีความสามารถในการคิด มีความเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ เจ้าทักษะการคิดตัวมันเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ทักษะ’ ดังนั้นการที่จะคิดได้เก่งขึ้นย่อมต้องอยู่ที่ว่าคนๆ นั้นช่างคิด ช่างตั้งคำถาม ชอบโต้แย้งในเรื่องต่างๆ ไปได้ขนาดไหน การฝึกหรือชวนให้ ‘ชอบคิด’ จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้คิดให้สงสัยกับโลก

การคิดเชิงปรัชญาเลยดูเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะชวนให้เราสนใจสังเกตสังกาและคิดกับโลกใบนี้ได้สนุกสนานขึ้น แต่พูดคำว่าปรัชญาฟังดูเป็นเหมือนยาขม ประเด็นที่พวกนักปรัชญาชอบคิดดูเป็นเรื่องไกลตัว และยากเย็น คำถามแบบที่ว่าความจริงคืออะไร มนุษย์อยู่ไปทำไม ความรู้คืออะไร ดูจะเป็นเรื่องที่ปุถุชนที่ไหนจะมานั่งว่างคิดกัน เลยมีข้อเสนอว่า เราควรจะใช้นิทานนี่แหละในการฝึกกระบวนการคิดและตั้งคำถามแบบปรัชญา โดยเฉพาะเป็นเครื่องมือที่ชวนให้เด็กๆ ช่างคิด ช่างสงสัยและอาจนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักได้ด้วย วิธีการก็ง่ายๆ คือใช้เรื่องราวเหนือจริงทั้งหลายในนิทานและชวนน้องๆ หนูๆ ขบคิดไปให้ไกลกว่าแค่เรื่องราวในนิทาน เอาเรื่องแต่งกลับมาชวนสงสัยเรื่องราวยากๆ ในชีวิตจริง

เพราะเป็นเรื่องแต่งจึงมีประโยชน์

การใช้นิทานเป็นเครื่องมือในการสอนและชวนคิดเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่จะเริ่มให้ชวนเด็กๆ คิดประเด็นยากๆ เพราะประเด็นแรกคือ เรื่องราวในนิทานไม่ใช่ ‘เรื่องจริง’

นิทานว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับข่าวอาชญกรรม เรามีเรื่องราวการฆาตกรรม การฆ่าแกงและเอามากิน มีความรัก การเลือก การทรยศ หักหลัง และการลงโทษ แต่สิ่งที่สำคัญมันไม่ใช่เรื่องจริง การที่จะชวนคุยเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆ ที่ตัวละครในนิทานทำจึงสามารถทำได้เพราะ เรา-ผู้อ่าน มีระยะห่างกับเรื่องราวที่เรากำลังอ่าน

ระยะห่างของนิทานเปิดโอกาสให้เราชวนเด็กๆ คิดกับเรื่องราวในเรื่องได้อย่างสบายใจ เช่นเราอาจไม่สามารถชวนหนูๆ คิดว่า เอ้อ การที่คนนั้นทำแบบนั้นแบบนี้มันดีไหม แล้วมันควรเป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องในนิทาน เราชวนคุยได้ว่า การที่แจ็คปีนต้นถั่วขึ้นไปแล้วขโมยของ แบบนี้ถือว่าผิดไหม แจ็คทำถูกต้องไหม และสุดท้ายยังจะไปฆ่ายักษ์อีก ยักษ์ผิดไหม การที่เราชวนหนูๆ ขบคิดในรูปแบบดังกล่าวสามารถนำไปสู่การ ‘ทบทวน’ ความคิดในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ในระดับปรัชญาและจริยศาสตร์กันเลย

คิดสนุกๆ กับเรื่องแต่ง แล้วในโลกแห่งความจริงล่ะ?

การ ‘ชวนคิด’ สนุกๆ ในนิทานจึงเป็นการใช้เรื่องของเด็ก ด้วยวิธีขี้สงสัยแบบเด็กๆ แต่ถกเถียงพูดคุยกันอย่างจริงจัง จุดนี้เองเรื่องเด็กๆ เลยนำไปสู่เรื่องของผู้ใหญ่แล้ว เป็นการขบคิดเชิงปรัชญาและจริยศาสตร์ว่าเฮ้ย การที่เราคิดว่าแบบนั้นดี ตัดสินแบบนี้ เพราะอะไร เราสะใจเพราะยักษ์ถูกฆ่า ทำไมถึงรู้สึกว่าพระเอกทำถูกต้อง

ถ้าเรามองรอบๆ ตัว และไม่ได้ยึดติดว่าปรัชญาต้องเป็นเรื่องแต่ในตำรา นิทานเองก็มีมิติของปรัชญาได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านและคิดกับมันอย่างไร ดังนั้นในเรื่องบันเทิงต่างๆ ไปจนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา การที่เราฝึกคิดฝึกสงสัยเลยกระบวนการให้เราได้ครุ่นคิดทบทวนจุดยืนและการกระทำของเราเสมอ

ข้อเสนอให้ใช้นิทานเป็นเครื่องมือในการชวนเด็กๆ คิดอย่างจริงจังจึงดูเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ความสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากำลังอ่านนิทาน หรือกำลังเสพอะไรอยู่ แต่ความสำคัญคือเราจะมองและมองหาอะไรจากสิ่งนั้นๆ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวนิทาน แต่เราจะทำนิทานให้ไปสู่เรื่องจริงจังและใช้เป็นเครื่องมือในการทบทวนความคิดตัวเองอย่างไร ไม่ว่าจะจากนิทาน จากละคร จากเรื่องราวชีวิตรอบๆ ตัว การยั้งใจและสงสัยสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความคิดของเราเอง ดูจะเป็นกระบวนการฝึกคิดที่สำคัญอย่างหนึ่ง

Illustration by  Namsai Supavong

ตอนเด็กเราจะชอบให้พ่อกับแม่อ่านนิทานให้ฟังเสมอ นิทานคอยแต่งเติมจินตนาการ เป็นความทรงจำดีๆ ในวัยเด็ก ในเมื่อเราเติบโตมากับมัน เมื่อเราโตขึ้น ก็อยากจะลองกลับไปสัมผัสมันอีกครั้ง แต่เอ๊ะ! พอมาอ่านแล้ว ทำไมเราไม่รู้สึกสนุกแบบตอนเด็กๆ ล่ะ เหมือนกับว่านิทานมีปรัชญาลึกๆ ซ่อนอยู่ . การฝึกกระบวนการ ‘คิด’ เป็นทักษะจำเป็นที่ควรมีไว้เป็นอาวุธและเกราะป้องกันคู่กาย แค่การฝึกทักษะนี้มักจะไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าพูดถึง ‘ปรัชญา’ แล้วล่ะก็ คงเป็นยาขมสำหรับใครหลายคน ซึ่งหากจะลองฝึก นิทานก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนิทานเป็นเรื่องแต่ง สิ่งนี้มอบระยะห่างกับความเป็นจริงให้เราได้วิพากษ์วิจารณ์ ค้นหามุมมองเชิงปรัชญาเพื่อมาเชื่อมต่อกับชีวิตจริง . ถ้าเราลองตั้งคำถามกับเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่ตอนเด็กเราจะเอาใจช่วยแจ็ค ทั้งที่จริงๆ แล้ว แจ็คปีนต้นถั่วไปขโมยของ แล้วยังฆ่ายักษ์อีกต่างหาก แล้วแบบนี้คุณจะยังมองนิทานแบบเดิมอยู่หรือเปล่า? . อ่านบทความมองนิทานแบบใหม่ด้วยปรัชญาได้ที่ : https://thematter.co/pulse/philosophical-thinking-from-fairy-tale/30989 #fairytale #philosophy #TheMATTER

ตอนเด็กเราจะชอบให้พ่อกับแม่อ่านนิทานให้ฟังเสมอ นิทานคอยแต่งเติมจินตนาการ เป็นความทรงจำดีๆ ในวัยเด็ก ในเมื่อเราเติบโตมากับมัน เมื่อเราโตขึ้น ก็อยากจะลองกลับไปสัมผัสมันอีกครั้ง แต่เอ๊ะ! พอมาอ่านแล้ว ทำไมเราไม่รู้สึกสนุกแบบตอนเด็กๆ ล่ะ เหมือนกับว่านิทานมีปรัชญาลึกๆ ซ่อนอยู่
.
การฝึกกระบวนการ ‘คิด’ เป็นทักษะจำเป็นที่ควรมีไว้เป็นอาวุธและเกราะป้องกันคู่กาย แค่การฝึกทักษะนี้มักจะไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าพูดถึง ‘ปรัชญา’ แล้วล่ะก็ คงเป็นยาขมสำหรับใครหลายคน ซึ่งหากจะลองฝึก นิทานก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนิทานเป็นเรื่องแต่ง สิ่งนี้มอบระยะห่างกับความเป็นจริงให้เราได้วิพากษ์วิจารณ์ ค้นหามุมมองเชิงปรัชญาเพื่อมาเชื่อมต่อกับชีวิตจริง
.
ถ้าเราลองตั้งคำถามกับเรื่อง “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” ที่ตอนเด็กเราจะเอาใจช่วยแจ็ค ทั้งที่จริงๆ แล้ว แจ็คปีนต้นถั่วไปขโมยของ แล้วยังฆ่ายักษ์อีกต่างหาก แล้วแบบนี้คุณจะยังมองนิทานแบบเดิมอยู่หรือเปล่า?
.
อ่านบทความมองนิทานแบบใหม่ด้วยปรัชญาได้ที่ : https://thematter.co/pulse/philosophical-thinking-from-fairy-tale/30989

#fairytale #philosophy #TheMATTER

BRIEF : ‘เงิน’ ซื้อความสุขได้ ถ้าใช้ซื้อ ‘เวลา’ . มีเงินกับมีเวลา เลือกอะไร? แล้วแบบไหนจะมีความสุขมากกว่ากัน? บางคนบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ซื้อเวลาไม่ได้ แต่ล่าสุด มีนักวิจัยออกมาบอกว่า ได้สิ เราใช้เงินทำให้เรามีความสุขได้ ถ้าเราใช้มันซื้อเวลาว่างให้กับตัวเอง . ทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจผู้คน 6,271 คนในสหรัฐฯ แคนาดา เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ทุกระดับรายได้และทำงานในหลากหลายอาชีพ โดยให้พวกเขาตอบคำถามว่าพวกเขาใช้เงินเท่าไหร่ต่อเดือน ในการจ้างคนหรือซื้อบริการที่ช่วยให้มีเวลาว่างมากขึ้น (เช่น จ้างแม่บ้านทำความสะอาด จ้างคนมาล้างรถ หรือตัดหญ้าให้) รวมถึงมีแบบทดสอบให้ทำว่าพวกเขาพึงพอใจในชีวิตตัวเองแค่ไหน และมีความกดดันเรื่องเวลามากน้อยเพียงใด . ผลสำรวจในทุกประเทศบอกตรงกันว่า คนที่ใช้เงินเพื่อซื้อเวลาว่าง จะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่า และมีความกดดันเรื่องเวลาน้อยกว่า รวมถึงอารมณ์ดีกว่าด้วย . ทีมวิจัยยังได้ทำการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้เงินซื้อเวลากับซื้อสิ่งของ โดยให้ชาว Vancouver 60 คน ใช้เงิน 40 เหรียญในการทำอะไรก็ได้เพื่อซื้อเวลาในสัปดาห์หนึ่ง และใช้เงินจำนวนเดียวกันซื้อของที่อยากได้ในอีกสัปดาห์หนึ่ง ผลที่ออกมาคือคนเหล่านั้นมีความสุขมากกว่าเมื่อใช้เงินแล้วได้เวลาว่างกลับมา แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อของ . งานวิจัยล่าสุดนี้ยังพบว่า คนไม่มากนักที่ใช้เงินซื้อเวลาในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่นในกลุ่มคนรวย 818 คนที่สำรวจ เกือบครึ่งหนึ่งเลือกที่จะไม่ใช้เงินเพื่อจ้างคนอื่นทำงานที่กินเวลาด้วยซ้ำ และเมื่อถามกลุ่มคนทำงาน 98 คนว่า ถ้ามีส้มหล่น 40 เหรียญ พวกเขาจะเอาไปทำอะไร มีเพียง 2% เท่านั้น ที่จะใช้มันเพื่อซื้อเวลา . นี่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เราจะมีเงินและรู้ว่าจะมีความสุขจากการจ้างคนอื่นให้ทำงานแทน รวมถึงทำให้เราได้เวลาเพิ่มมากขึ้น และลดความกดดันเรื่องเวลาได้ คนส่วนใหญ่ก็ไม่คิดที่จะทำแบบนั้นอยู่ดี ทั้งนี้ นักวิจัยให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจ้างคนอื่นทำบางอย่างให้เรา มันทำให้เรารู้สึกว่าเราควบคุมเวลาที่ใช้ตรงนั้นไม่ได้ (เช่นจ้างคนส่งของให้ก็อาจกลัวว่าเร็วทันใจ) . อาจดูเหมือนขี้เกียจ แต่ถ้ายึดเอาผลวิจัยนี้เป็นหลักอ้างอิง การใช้เงินเพื่อซื้อเวลาว่างให้ตัวเองบ้าง ก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีทางหนึ่งในการสร้างความสุขให้ชีวิต และเป็นวิธีใช้เงินอย่างชาญฉลาด (ตามหลักวิทยาศาสตร์) ในขณะเดียวกัน งานวิจัยชิ้นนี้ก็อาจกำลังตั้งคำถามกับเราด้วยว่า ที่เราต้องใช้เงินเพื่อซื้อเวลา เพราะเรามัวเอาแต่ใช้เวลาเพื่อหาเงินกันอยู่รึเปล่า? . อ่านงานวิจัย ‘Buying time promotes happiness’ ได้ที่ : http://www.pnas.org/content/early/2017/07/18/1706541114.full . อ้างอิงจาก : https://www.sciencealert.com/study-shows-money-really-can-buy-you-happiness-if-you-buy-free-time

BRIEF : ‘เงิน’ ซื้อความสุขได้ ถ้าใช้ซื้อ ‘เวลา’
.
มีเงินกับมีเวลา เลือกอะไร? แล้วแบบไหนจะมีความสุขมากกว่ากัน? บางคนบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ซื้อเวลาไม่ได้ แต่ล่าสุด มีนักวิจัยออกมาบอกว่า ได้สิ เราใช้เงินทำให้เรามีความสุขได้ ถ้าเราใช้มันซื้อเวลาว่างให้กับตัวเอง
.
ทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจผู้คน 6,271 คนในสหรัฐฯ แคนาดา เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ทุกระดับรายได้และทำงานในหลากหลายอาชีพ โดยให้พวกเขาตอบคำถามว่าพวกเขาใช้เงินเท่าไหร่ต่อเดือน ในการจ้างคนหรือซื้อบริการที่ช่วยให้มีเวลาว่างมากขึ้น (เช่น จ้างแม่บ้านทำความสะอาด จ้างคนมาล้างรถ หรือตัดหญ้าให้) รวมถึงมีแบบทดสอบให้ทำว่าพวกเขาพึงพอใจในชีวิตตัวเองแค่ไหน และมีความกดดันเรื่องเวลามากน้อยเพียงใด
.
ผลสำรวจในทุกประเทศบอกตรงกันว่า คนที่ใช้เงินเพื่อซื้อเวลาว่าง จะมีความพึงพอใจในชีวิตมากกว่า และมีความกดดันเรื่องเวลาน้อยกว่า รวมถึงอารมณ์ดีกว่าด้วย
.
ทีมวิจัยยังได้ทำการทดสอบเพื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้เงินซื้อเวลากับซื้อสิ่งของ โดยให้ชาว Vancouver 60 คน ใช้เงิน 40 เหรียญในการทำอะไรก็ได้เพื่อซื้อเวลาในสัปดาห์หนึ่ง และใช้เงินจำนวนเดียวกันซื้อของที่อยากได้ในอีกสัปดาห์หนึ่ง ผลที่ออกมาคือคนเหล่านั้นมีความสุขมากกว่าเมื่อใช้เงินแล้วได้เวลาว่างกลับมา แทนที่จะเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อของ
.
งานวิจัยล่าสุดนี้ยังพบว่า คนไม่มากนักที่ใช้เงินซื้อเวลาในแต่ละวัน ตัวอย่างเช่นในกลุ่มคนรวย 818 คนที่สำรวจ เกือบครึ่งหนึ่งเลือกที่จะไม่ใช้เงินเพื่อจ้างคนอื่นทำงานที่กินเวลาด้วยซ้ำ และเมื่อถามกลุ่มคนทำงาน 98 คนว่า ถ้ามีส้มหล่น 40 เหรียญ พวกเขาจะเอาไปทำอะไร มีเพียง 2% เท่านั้น ที่จะใช้มันเพื่อซื้อเวลา
.
นี่แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เราจะมีเงินและรู้ว่าจะมีความสุขจากการจ้างคนอื่นให้ทำงานแทน รวมถึงทำให้เราได้เวลาเพิ่มมากขึ้น และลดความกดดันเรื่องเวลาได้ คนส่วนใหญ่ก็ไม่คิดที่จะทำแบบนั้นอยู่ดี ทั้งนี้ นักวิจัยให้เหตุผลว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจ้างคนอื่นทำบางอย่างให้เรา มันทำให้เรารู้สึกว่าเราควบคุมเวลาที่ใช้ตรงนั้นไม่ได้ (เช่นจ้างคนส่งของให้ก็อาจกลัวว่าเร็วทันใจ)
.
อาจดูเหมือนขี้เกียจ แต่ถ้ายึดเอาผลวิจัยนี้เป็นหลักอ้างอิง การใช้เงินเพื่อซื้อเวลาว่างให้ตัวเองบ้าง ก็น่าจะเป็นหนทางที่ดีทางหนึ่งในการสร้างความสุขให้ชีวิต และเป็นวิธีใช้เงินอย่างชาญฉลาด (ตามหลักวิทยาศาสตร์) ในขณะเดียวกัน งานวิจัยชิ้นนี้ก็อาจกำลังตั้งคำถามกับเราด้วยว่า ที่เราต้องใช้เงินเพื่อซื้อเวลา เพราะเรามัวเอาแต่ใช้เวลาเพื่อหาเงินกันอยู่รึเปล่า?
.
อ่านงานวิจัย ‘Buying time promotes happiness’ ได้ที่ : http://www.pnas.org/content/early/2017/07/18/1706541114.full
.
อ้างอิงจาก : https://www.sciencealert.com/study-shows-money-really-can-buy-you-happiness-if-you-buy-free-time

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจการผลิตทูน่ากระป๋องอันดับ 1 ของไทย และผู้ผลิตอาหารทะเลและกระป๋องอันดับ 1 ของโลก ธีรพงศ์เป็นเจ้าของแบรนด์ดังระดับโลกและระดับภูมิภาคมากมาย อาทิ Chicken of the Sea, Petit Navire, John West, Parmentier, Mareblu, Select เขายังได้รับการโหวตให้เป็น Best CEO ของบริษัทจดทะเบียน 2 ปีติดต่อกัน (2558 และ 2559) จากนิตยสาร Finance Asia ในฐานะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเติบโตของธุรกิจไปสู่สากลอย่างยั่งยืน จากกิจการที่เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ในการเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือ การเป็นผู้รับจ้างผลิตปลาทูน่ากระป๋องเพื่อส่งออกที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาทเมื่อปี 2520 ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนสามารถสร้างรายได้มากกว่า 5 พันล้านเหรียญต่อปี และตั้งเป้าทะลุ 8 พันล้านเหรียญให้ได้ภายในปี 2020 ความสำเร็จของไทยยูเนี่ยนที่มี “ราชาปลาทูน่า” ผู้นี้เป็นหัวเรือใหญ่ มาจากวิสัยทัศน์ที่มองถึงความมั่นคงและความยั่งยืน ทำให้บริษัทค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเพียงบริษัทผู้รับจ้างผลิตมาสู่การมีแบรนด์เป็นของตัวเอง, การขยายไลน์การผลิตจากปลาทูน่าเป็นสัตว์ทะเลอื่นๆ, การมีสายการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ กองเรือจับปลา โรงงานแปรรูป ผลิตกระป๋องและพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ จนถึงการมีช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการเข้าครอบครองกิจการ “ระดับโลก” และ “ระดับภูมิภาค” ที่เป็นกลยุทธ์ทางลัดสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็น “key player” สำคัญในตลาดโลก เฉพาะแค่ 2 ปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้ลงทุนเข้าซื้อกิจการไปแล้ว 700-800 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้วจะมีดีลใหม่เกิดขึ้น 3 ครั้งต่อปี โดยสาระสำคัญของการขยายการลงทุนนั้นจะเน้นหนักไปที่ตลาดเกิดใหม่ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเป้าหมายที่ต้องเห็นรายได้จากแบรนด์ในเครือไทยยูเนี่ยนเพิ่มขึ้น จาก 40-43% เป็นกว่า 50% ภายในปี 2563 นอกจากนี้ ธีรพงศ์ยังมองเห็นความสำคัญในเรื่องนวัตกรรม เขาร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เปิดศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Incubator-Gii ตามที่ต่างๆ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ผ่านแนวคิด 3 ประการคือ 1) ต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในตลาด หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 2) มีการจดสิทธิบัตรในนวัตกรรมนั้น และ 3) ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องมี Gross Margin ไม่ต่ำกว่า 25% ขึ้นไป และเพราะอุตสาหกรรมอาหารทะเลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในระดับโลก ทำให้ราชาปลาทูน่าผู้นี้ตระหนักดีกว่าการจะรักษาความเป็นผู้นำในระดับโลกให้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ปฏิบัติถูกต้องตามหลักกฎหมาย และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เกิดความน่าเชื่อถือ และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนทั้งในวันนี้และอนาคต #KKSME #SME #SMEs #KiatnakinBank

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจการผลิตทูน่ากระป๋องอันดับ 1 ของไทย และผู้ผลิตอาหารทะเลและกระป๋องอันดับ 1 ของโลก ธีรพงศ์เป็นเจ้าของแบรนด์ดังระดับโลกและระดับภูมิภาคมากมาย อาทิ Chicken of the Sea, Petit Navire, John West, Parmentier, Mareblu, Select เขายังได้รับการโหวตให้เป็น Best CEO ของบริษัทจดทะเบียน 2 ปีติดต่อกัน (2558 และ 2559) จากนิตยสาร Finance Asia ในฐานะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเติบโตของธุรกิจไปสู่สากลอย่างยั่งยืน

จากกิจการที่เริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ในการเป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือ การเป็นผู้รับจ้างผลิตปลาทูน่ากระป๋องเพื่อส่งออกที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาทเมื่อปี 2520 ปัจจุบันไทยยูเนี่ยนสามารถสร้างรายได้มากกว่า 5 พันล้านเหรียญต่อปี และตั้งเป้าทะลุ 8 พันล้านเหรียญให้ได้ภายในปี 2020

ความสำเร็จของไทยยูเนี่ยนที่มี “ราชาปลาทูน่า” ผู้นี้เป็นหัวเรือใหญ่ มาจากวิสัยทัศน์ที่มองถึงความมั่นคงและความยั่งยืน ทำให้บริษัทค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นเพียงบริษัทผู้รับจ้างผลิตมาสู่การมีแบรนด์เป็นของตัวเอง, การขยายไลน์การผลิตจากปลาทูน่าเป็นสัตว์ทะเลอื่นๆ, การมีสายการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ กองเรือจับปลา โรงงานแปรรูป ผลิตกระป๋องและพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ จนถึงการมีช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการเข้าครอบครองกิจการ “ระดับโลก” และ “ระดับภูมิภาค” ที่เป็นกลยุทธ์ทางลัดสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็น “key player” สำคัญในตลาดโลก เฉพาะแค่ 2 ปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนได้ลงทุนเข้าซื้อกิจการไปแล้ว 700-800 ล้านเหรียญ เฉลี่ยแล้วจะมีดีลใหม่เกิดขึ้น 3 ครั้งต่อปี โดยสาระสำคัญของการขยายการลงทุนนั้นจะเน้นหนักไปที่ตลาดเกิดใหม่ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา พร้อมกับเป้าหมายที่ต้องเห็นรายได้จากแบรนด์ในเครือไทยยูเนี่ยนเพิ่มขึ้น จาก 40-43% เป็นกว่า 50% ภายในปี 2563

นอกจากนี้ ธีรพงศ์ยังมองเห็นความสำคัญในเรื่องนวัตกรรม เขาร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เปิดศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Incubator-Gii ตามที่ต่างๆ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ผ่านแนวคิด 3 ประการคือ 1) ต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในตลาด หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 2) มีการจดสิทธิบัตรในนวัตกรรมนั้น และ 3) ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องมี Gross Margin ไม่ต่ำกว่า 25% ขึ้นไป

และเพราะอุตสาหกรรมอาหารทะเลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในระดับโลก ทำให้ราชาปลาทูน่าผู้นี้ตระหนักดีกว่าการจะรักษาความเป็นผู้นำในระดับโลกให้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ปฏิบัติถูกต้องตามหลักกฎหมาย และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เกิดความน่าเชื่อถือ และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนทั้งในวันนี้และอนาคต

#KKSME #SME #SMEs #KiatnakinBank

มันเป็นไปไม่ได้หรอก กบจำนวนหนึ่ง ได้ทำการแข่งขันกันปีนประภาคาร พอการแข่งขันได้เริ่มขึ้น กบจำนวนมากได้พากันมองประภาคารที่สูง ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ "สูงเกินไป พวกเราจะปีนขึ้นไปได้ยังไง!" "ประภาคารมันสูงไป เราจะปีนขึ้นไปไม่ได้หรอก!" เมื่อได้ยินดังนี้ มีกบจำนวนหนึ่งที่ถอดใจแล้วหันหลังกลับ แต่ก็มีกบอีกจำนวนหนึ่งที่อยากจะลองปีน และทำการปีนขึ้นประภาคาร กบที่อยู่ข้างล่างต่างก็พากันตะโกน "มันเป็นไปไม่ได้ พวกนายอย่าปีนเลย ไม่มีใครปีนไปถึงยอดประภาคารหรอก" เมื่อต่างคนต่างพูด ยิ่งมาก กบที่ปีนก็ยิ่งลดน้อยลง แต่มีเพียงกบตัวเดียวที่ปีนขึ้นไปอย่างไม่ลดละ และเมื่อกบตัวอื่นๆต่างก็ละความพยายาม มันจึงเป็นกบตัวเดียวที่ปีนขึ้นไป บนยอดประภาคารได้เพียงหนึ่งเดียว เมื่อมันปีนลงมา กบทุกตัวต่างพากันมาถามว่า เพราะอะไรมันถึงปีนขึ้นบนยอดประภาคารได้ ปรากฏว่า กบตัวนั้นเป็นกบหูหนวก มันไม่ได้ยินที่ใครๆต่างพากันพูดตอนที่กำลังเริ่มต้นการแข่งขัน ............. ปากเขาอยู่ที่เขา ชีวิตเราอยู่ที่เรา! เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะไม่ฟังอะไรจากใคร แต่เราสามารถเลือกเก็บคำพูดของใครๆได้ .......................................................... ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/613681872133242/?type=3&theater ภาพ : http://www.pintattoos.com/

มันเป็นไปไม่ได้หรอก

กบจำนวนหนึ่ง ได้ทำการแข่งขันกันปีนประภาคาร
พอการแข่งขันได้เริ่มขึ้น
กบจำนวนมากได้พากันมองประภาคารที่สูง
ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์

"สูงเกินไป พวกเราจะปีนขึ้นไปได้ยังไง!"
"ประภาคารมันสูงไป เราจะปีนขึ้นไปไม่ได้หรอก!"

เมื่อได้ยินดังนี้ มีกบจำนวนหนึ่งที่ถอดใจแล้วหันหลังกลับ
แต่ก็มีกบอีกจำนวนหนึ่งที่อยากจะลองปีน
และทำการปีนขึ้นประภาคาร

กบที่อยู่ข้างล่างต่างก็พากันตะโกน
"มันเป็นไปไม่ได้ พวกนายอย่าปีนเลย
ไม่มีใครปีนไปถึงยอดประภาคารหรอก"
เมื่อต่างคนต่างพูด ยิ่งมาก กบที่ปีนก็ยิ่งลดน้อยลง
แต่มีเพียงกบตัวเดียวที่ปีนขึ้นไปอย่างไม่ลดละ
และเมื่อกบตัวอื่นๆต่างก็ละความพยายาม
มันจึงเป็นกบตัวเดียวที่ปีนขึ้นไป
บนยอดประภาคารได้เพียงหนึ่งเดียว
เมื่อมันปีนลงมา กบทุกตัวต่างพากันมาถามว่า
เพราะอะไรมันถึงปีนขึ้นบนยอดประภาคารได้
ปรากฏว่า กบตัวนั้นเป็นกบหูหนวก
มันไม่ได้ยินที่ใครๆต่างพากันพูดตอนที่กำลังเริ่มต้นการแข่งขัน
.............
ปากเขาอยู่ที่เขา ชีวิตเราอยู่ที่เรา!
เราไม่อาจเลือกได้ว่าจะไม่ฟังอะไรจากใคร
แต่เราสามารถเลือกเก็บคำพูดของใครๆได้
..........................................................
ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/613681872133242/?type=3&theater
ภาพ : http://www.pintattoos.com/