วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บิดามารดามีความสำคัญมากที่จะให้เกิดการศึกษาที่ถูกต้องแก่ลูกทารกเด็กๆ เพิ่งคลอดออกมาจนโตขึ้นมา จนกว่าจะไปโรงเรียนได้ ...อย่าอบรมให้มันเป็นหลงใหลในเรื่องเอร็ดอร่อยสวยงามนัก คือ ป้อยอเรื่องอาหารการกินจนเสียนิสัย จะเอาแต่ดีจะเอาแต่อร่อยอย่างไม่มีเหตุผล นี่ก็ทำให้เด็กเสียนิสัย เห็นแก่ได้ เอาแต่จะได้เอาแต่จะเอร็ดอร่อยสนุกสนานของตน โดยไม่คิดถึงความเสียหายหรือความยากลำบากของผู้อื่น บิดามารดาที่โง่เขลาคอยตามใจลูก แล้วแต่ลูกจะกินอะไรจะเล่นอะไร แม้ของเล่นที่แพงๆ ก็อุตส่าห์ซื้อให้ลูกก็ทำให้ลูกมันเสียนิสัย มันเป็นความรักที่โง่เขลาของบิดามารดา แล้วก็ทำให้ลูกนั้นเสียนิสัย เห็นแต่จะสวยจะงามจะเอร็ดจะอร่อยจะสนุกสนาน คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้ นี่มันก็เป็นพื้นฐานสำหรับที่จะทำอาชญากรรมไปตั้งแต่เล็ก นี่ก็ทางหนึ่งแล้ว เรื่องให้บังคับจิตใจอย่าหลงใหลแต่เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนานเลย ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มี ให้มีเอร็ดอร่อยสนุกสนานก็มีตามสมควร ตามสมควรเท่านั้น และอยู่ในขอบเขตในกรอบของศีลธรรมของวัฒนธรรม พุทธทาสภิกขุ ที่มา บรรยายธรรม เรื่อง ประชาชนผู้สร้างโลก ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ #ศีลธรรมกลับมาเถิด

บิดามารดามีความสำคัญมากที่จะให้เกิดการศึกษาที่ถูกต้องแก่ลูกทารกเด็กๆ เพิ่งคลอดออกมาจนโตขึ้นมา จนกว่าจะไปโรงเรียนได้

...อย่าอบรมให้มันเป็นหลงใหลในเรื่องเอร็ดอร่อยสวยงามนัก คือ ป้อยอเรื่องอาหารการกินจนเสียนิสัย จะเอาแต่ดีจะเอาแต่อร่อยอย่างไม่มีเหตุผล นี่ก็ทำให้เด็กเสียนิสัย เห็นแก่ได้ เอาแต่จะได้เอาแต่จะเอร็ดอร่อยสนุกสนานของตน โดยไม่คิดถึงความเสียหายหรือความยากลำบากของผู้อื่น

บิดามารดาที่โง่เขลาคอยตามใจลูก แล้วแต่ลูกจะกินอะไรจะเล่นอะไร แม้ของเล่นที่แพงๆ ก็อุตส่าห์ซื้อให้ลูกก็ทำให้ลูกมันเสียนิสัย มันเป็นความรักที่โง่เขลาของบิดามารดา แล้วก็ทำให้ลูกนั้นเสียนิสัย เห็นแต่จะสวยจะงามจะเอร็ดจะอร่อยจะสนุกสนาน คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้

นี่มันก็เป็นพื้นฐานสำหรับที่จะทำอาชญากรรมไปตั้งแต่เล็ก นี่ก็ทางหนึ่งแล้ว เรื่องให้บังคับจิตใจอย่าหลงใหลแต่เรื่องเอร็ดอร่อยสนุกสนานเลย ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้มี ให้มีเอร็ดอร่อยสนุกสนานก็มีตามสมควร ตามสมควรเท่านั้น และอยู่ในขอบเขตในกรอบของศีลธรรมของวัฒนธรรม

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา บรรยายธรรม เรื่อง ประชาชนผู้สร้างโลก ปี พ.ศ. ๒๕๒๗
#ศีลธรรมกลับมาเถิด

ใครที่อยากสวดมนต์ข้ามปีอยู่ที่บ้านผมมีบทสวดมนต์ดีๆมาฝากเช่นเคยนะครับ 1คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ 2 บทกราบพระรัตนตรัย อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ) 3 นมัสการพระพุทธเจ้า นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3จบ) 4 สมาทานศีล5 ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 5 บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย(ให้อานิสงส์ในทุกๆเรื่อง) บทพระพุทธคุณ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชา จะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ บทพระธรรมคุณ สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ บทพระสังฆคุณ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ 6 บทมงคลสูตร(ป้องกันอันตราย เพิ่มสิริมงคลรับปีใหม่) เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา อภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตะวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ อุปะสังกะมิตะวา ภะคะวันตัง อภิวาเทตะวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ พะหู เทวา มะนุสสา จะ มัคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมัง อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ เอตาทิสานิ กัตวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติฯ 7 บทโพชฌังคปริตร(หายจากโรคภัย สุขภาพดีรับปีใหม่) โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตกา พะหุลีกะตา สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต สัพพะทาฯ เอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญนะ ภะนาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหนตุ สัพพะทาฯ ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ 8 บทพุทธชัยมงคลคาถา(ชนะอุปสรรคทั้งปวง พบความสำเร็จในปีใหม่) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมังวิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ 9 บทแผ่เมตตา แผ่เมตตาให้แก่ตัวเราเอง อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข) อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์) อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร) อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง) สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด) บทแผ่เมตตาทั่วไป สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข อิทัง เม คุรูปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจะริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข สวัสดีปีใหม่ 2559ครับ อ.ช้าง ทศพร ศรีตุลา

ใครที่อยากสวดมนต์ข้ามปีอยู่ที่บ้านผมมีบทสวดมนต์ดีๆมาฝากเช่นเคยนะครับ

1คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย

  อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ      
  อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ                                               
  อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ     

2 บทกราบพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

3 นมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (3จบ)

4 สมาทานศีล5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

5 บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย(ให้อานิสงส์ในทุกๆเรื่อง)
บทพระพุทธคุณ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชา จะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา
เทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
บทพระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก
โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ
บทพระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ  อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

6 บทมงคลสูตร(ป้องกันอันตราย เพิ่มสิริมงคลรับปีใหม่)

เอวัมเม สุตัง ฯ
            เอกัง สะมะยัง ภะคะวา     สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน
            อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม   อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา
            อะภิกกันตายะ รัตติยา     อภิกกันตะวัณณา
            เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตะวา
            เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ
            อุปะสังกะมิตะวา ภะคะวันตัง อภิวาเทตะวา
            เอกะมันตัง อัฏฐาสิ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา
            ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ
            พะหู เทวา มะนุสสา จะ             มัคะลานิ อะจินตะยุง
            อากังขะมานา โสตถานัง            พรูหิ มังคะละมุตตะมัง
            อะเสวะนา  จะ  พาลานัง           ปัณฑิตานัญจะ  เสวะนา
            ปูชา  จะ  ปูชะนียานัง                เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            ปะฏิรูปะเทสะวาโส  จะ              ปุพเพ  จะ  กะตะปุญญะตา
            อัตตะสัมมาปะณิธิ  จะ               เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            พาหุสัจจัญจะ  สิปปัญจะ           วินะโย  จะ  สุสิกขิโต
            สุภาสิตา  จะ  ยา  วาจา             เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            มาตาปิตุอุปัฏฐานัง                   ปุตตะทารัสสะ  สังคะโห
            อะนากุลา  จะ  กัมมันตา           เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            ทานัญจะ  ธัมมะจะริยา  จะ         ญาตะกานัญจะ  สังคะโห
            อะนะวัชชานิ  กัมมานิ                เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            อาระตี  วิระตี  ปาปา                 มัชชะปานา  จะ  สัญญะโม
            อัปปะมาโท  จะ  ธัมเมสุ           เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            คาระโว  จะ  นิวาโต  จะ           สันตุฏฐี  จะ  กะตัญญุตา
            กาเลนะ  ธัมมัสสะวะนัง            เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            ขันตี  จะ  โสวะจัสสะตา           สะมะณานัญจะ  ทัสสะนัง
            กาเลนะ  ธัมมะสากัจฉา            เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            ตะโป  จะ  พรัหมะจะริยัญจะ     อะริยะสัจจานะ  ทัสสะนัง
            นิพพานะสัจฉิกิริยา  จะ            เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
            ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ             จิตตัง  ยัสสะ นะ กัมปะติ
            อะโสกัง วิระชัง เขมัง              เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ
           เอตาทิสานิ กัตวานะ                สัพพัตถะมะปะราชิตา
           สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ        ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติฯ

7 บทโพชฌังคปริตร(หายจากโรคภัย สุขภาพดีรับปีใหม่)

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา
มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตกา พะหุลีกะตา
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต สัพพะทาฯ
เอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง
คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
เต จะ ตัง อะภินันทิตะวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ
เอะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญนะ ภะนาเปตะวานะ สาทะรัง
สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหนตุ สัพพะทาฯ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

8 บทพุทธชัยมงคลคาถา(ชนะอุปสรรคทั้งปวง พบความสำเร็จในปีใหม่)

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมังวิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ

9 บทแผ่เมตตา
แผ่เมตตาให้แก่ตัวเราเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข)
อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์)
อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร)
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง)
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด)

บทแผ่เมตตาทั่วไป
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ

กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจะริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

   สวัสดีปีใหม่ 2559ครับ
   อ.ช้าง ทศพร  ศรีตุลา

ให้พิจารณาว่า เราต้องพลัดพรากจาก ของรักของชอบใจเป็นธรรมดา เรามีอะไรอยู่ก็ใช้ไปเถอะ แต่บอกตัวเองว่า ใช้ไม่เท่าใดดอกมันจะจากเราไป ไม่เท่าใดดอก เราจะต้องจากมันไป ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราตลอดไป บอกไว้อย่างนั้นเตรียมเนื้อเตรียมตัว บอกตัวเองไว้ล่วงหน้า พอมีเหตุการณ์พลัดพรากเกิดขึ้น เราก็ร้องอ๋อ ! ได้ เออ กูว่าไว้นานแล้ว ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป ปัญญานันทภิกขุ

ให้พิจารณาว่า
เราต้องพลัดพรากจาก
ของรักของชอบใจเป็นธรรมดา

เรามีอะไรอยู่ก็ใช้ไปเถอะ
แต่บอกตัวเองว่า
ใช้ไม่เท่าใดดอกมันจะจากเราไป
ไม่เท่าใดดอก เราจะต้องจากมันไป
ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราตลอดไป

บอกไว้อย่างนั้นเตรียมเนื้อเตรียมตัว
บอกตัวเองไว้ล่วงหน้า
พอมีเหตุการณ์พลัดพรากเกิดขึ้น
เราก็ร้องอ๋อ ! ได้
เออ กูว่าไว้นานแล้ว
ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น
เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์มากเกินไป

ปัญญานันทภิกขุ

การทำการงานนั้นก็คือการประพฤติธรรม แต่ด้วยเหตุที่พ่อแม่มันไม่สอน ไอ้ลูกหลานมันก็ไม่รู้ ว่าการทำงานนั้นคือการประพฤติธรรม มันแยกออกจากกันเสีย มันก็เลยกลายเป็นภาระ หลายฝักหลายฝ่าย ทำงานแล้ว ยังจะต้องไปประพฤติธรรม หรือทำบุญทำกุศล มันก็เลยมีหลายภาระ ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ดี หรือว่าศาสนาอื่นก็ดี สอนตรงกันหมด ในข้อที่ว่า การทำหน้าที่ของตนนั้น คือการประพฤติธรรม คำว่า ธรรม ธรรมะ แต่โบราณกาลมาแล้ว เขาหมายถึงหน้าที่ที่คนจะต้องทำ แม้แต่เป็นเรื่องให้ได้กินได้อยู่ ก็เรียกว่าหน้าที่ หรือว่าจะทำเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุดนั้นก็เรียกว่าหน้าที่ ก็คือธรรมที่จะต้องประพฤติ ปทานุกรมกลางๆไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่เกี่ยวกับอะไร เขาก็จะแปลคำธรรมะว่าหน้าที่ มาแต่ดั้งเดิม ทีนี้ปัญหาทั่วประเทศก็คือว่ามีแต่คนทำงานอย่างเสียไม่ได้ เพื่อเอาเปรียบ ทำเล็กน้อยก็เรียกร้องประโยชน์มาก อย่างนี้ก็จะเกิดปัญหาเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด...เพราะมันไม่สนุกกับการทำงาน ไม่เห็นว่าการทำงานคือการประพฤติธรรม ฉะนั้นขอให้ไปศึกษากันเสียใหม่ ว่า การงานนั้นมันคือการประพฤติธรรม แม้แต่จะทำนา ต้องฝึกฝนให้มีสติปัญญา ให้มีความพากเพียร ให้มีความอดทน ให้มีความสามัคคี ให้รู้จักประหยัด แต่ละอย่างละๆนี้เหล่านี้เป็นธรรมะทั้งนั้น แล้วก็พอใจว่าได้ทำหน้าที่ ก็สบายใจ เคารพตัวเอง นับถือตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าทำการงานมันสนุก ก็ได้ประพฤติธรรม แล้วก็ควรจะมีอุบาย ชนิดที่จะได้ทำการงาน และสนุกสนานพร้อมกันไปในตัว ไม่ใช่ว่า มันจำเป็นจะต้องทำ ก็ทำอย่างคร่ำเครียดหน้าดำ แล้วก็คอยแต่จะโมโหโทโส ในการงานที่ไม่เป็นไปอย่างใจ หรือทำไม่ทันใจ ความโลภมันมาก คนที่ทำการงานนั้นก็มีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น จะเสื่อมสุขภาพ แล้วมันก็ไม่รู้ว่าจะไปมีความสุขกันเมื่อไหร่ ฉะนั้นถ้าเป็นพุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา ก็ต้องรู้สึกสนุก รู้สึกพอใจ ตั้งแต่เมื่อคิดว่าจะทำ แล้วก็ทำอยู่ ทำอยู่ ทำอยู่ จนเกิดผลสำเร็จขึ้นมา เพียงว่าได้ทำงานนี่ก็พอใจ ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ มีความรับผิดชอบในการที่เป็นมนุษย์ ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ก็พอใจ เคารพนับถือตัวเองได้ ถ้าว่ามีการชี้แจงชักชวน ส่งเสริม เกลี้ยกล่อมอะไรกันให้ลูกหลานเข้าใจในเรื่องนี้ โดยตัวเองก็ทำเป็นตัวอย่างที่ดี คือเป็นผู้มีความสนุกในการงานแล้ว จะได้รับผลประโยชน์กว้างขวางกว่านี้ กว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ พุทธทาสภิกขุ ที่มา : โอวาทแก่คณะกลุ่มเกษตรกร ๓๐ กว่าจังหวัด ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ #จดหมายเหตุพุทธทาส 9115180217000 ภาพ pixabay

การทำการงานนั้นก็คือการประพฤติธรรม แต่ด้วยเหตุที่พ่อแม่มันไม่สอน ไอ้ลูกหลานมันก็ไม่รู้ ว่าการทำงานนั้นคือการประพฤติธรรม มันแยกออกจากกันเสีย มันก็เลยกลายเป็นภาระ หลายฝักหลายฝ่าย ทำงานแล้ว ยังจะต้องไปประพฤติธรรม หรือทำบุญทำกุศล มันก็เลยมีหลายภาระ

ในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทก็ดี หรือว่าศาสนาอื่นก็ดี สอนตรงกันหมด ในข้อที่ว่า การทำหน้าที่ของตนนั้น คือการประพฤติธรรม  คำว่า ธรรม ธรรมะ แต่โบราณกาลมาแล้ว เขาหมายถึงหน้าที่ที่คนจะต้องทำ แม้แต่เป็นเรื่องให้ได้กินได้อยู่ ก็เรียกว่าหน้าที่ หรือว่าจะทำเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานในที่สุดนั้นก็เรียกว่าหน้าที่   ก็คือธรรมที่จะต้องประพฤติ  ปทานุกรมกลางๆไม่เกี่ยวกับศาสนา ไม่เกี่ยวกับอะไร เขาก็จะแปลคำธรรมะว่าหน้าที่ มาแต่ดั้งเดิม

ทีนี้ปัญหาทั่วประเทศก็คือว่ามีแต่คนทำงานอย่างเสียไม่ได้ เพื่อเอาเปรียบ ทำเล็กน้อยก็เรียกร้องประโยชน์มาก อย่างนี้ก็จะเกิดปัญหาเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด...เพราะมันไม่สนุกกับการทำงาน ไม่เห็นว่าการทำงานคือการประพฤติธรรม ฉะนั้นขอให้ไปศึกษากันเสียใหม่ ว่า การงานนั้นมันคือการประพฤติธรรม แม้แต่จะทำนา  ต้องฝึกฝนให้มีสติปัญญา ให้มีความพากเพียร ให้มีความอดทน ให้มีความสามัคคี ให้รู้จักประหยัด แต่ละอย่างละๆนี้เหล่านี้เป็นธรรมะทั้งนั้น แล้วก็พอใจว่าได้ทำหน้าที่ ก็สบายใจ เคารพตัวเอง นับถือตัวเอง อย่างนี้เรียกว่าทำการงานมันสนุก ก็ได้ประพฤติธรรม

แล้วก็ควรจะมีอุบาย ชนิดที่จะได้ทำการงาน และสนุกสนานพร้อมกันไปในตัว ไม่ใช่ว่า มันจำเป็นจะต้องทำ ก็ทำอย่างคร่ำเครียดหน้าดำ แล้วก็คอยแต่จะโมโหโทโส ในการงานที่ไม่เป็นไปอย่างใจ หรือทำไม่ทันใจ  ความโลภมันมาก คนที่ทำการงานนั้นก็มีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น จะเสื่อมสุขภาพ แล้วมันก็ไม่รู้ว่าจะไปมีความสุขกันเมื่อไหร่

ฉะนั้นถ้าเป็นพุทธบริษัท เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญา ก็ต้องรู้สึกสนุก รู้สึกพอใจ ตั้งแต่เมื่อคิดว่าจะทำ แล้วก็ทำอยู่ ทำอยู่ ทำอยู่ จนเกิดผลสำเร็จขึ้นมา เพียงว่าได้ทำงานนี่ก็พอใจ ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ มีความรับผิดชอบในการที่เป็นมนุษย์  ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ ก็พอใจ เคารพนับถือตัวเองได้  ถ้าว่ามีการชี้แจงชักชวน ส่งเสริม เกลี้ยกล่อมอะไรกันให้ลูกหลานเข้าใจในเรื่องนี้  โดยตัวเองก็ทำเป็นตัวอย่างที่ดี คือเป็นผู้มีความสนุกในการงานแล้ว จะได้รับผลประโยชน์กว้างขวางกว่านี้  กว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : โอวาทแก่คณะกลุ่มเกษตรกร ๓๐ กว่าจังหวัด ปี พ.ศ. ๒๕๑๘
#จดหมายเหตุพุทธทาส 9115180217000
ภาพ pixabay

✦ ปุจฉา - มีบางคนบอกว่าการรักษาศีล ๕ นั้นถ้าเอาจริงก็ทำได้ทั้งหมดยกเว้นข้อ ๔ ในเมื่อทำได้ไม่ครบผลคงไม่บังเกิด จึงพาลไม่รักษาไปเลย..เราควรจะบอกแก่คนเหล่านั้นอย่างไรดีคะ ✦ พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - ศีลหรือคุณงามความดี ทำน้อยก็ได้ผลดีน้อย ทำมากก็ได้ผลดีมาก รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อย่อมเกิดผลดีมากกว่ารักษาเพียง ๔ ข้อ แต่ถึงรักษาได้แค่ ๔ ข้อ ก็ดีกว่าไม่รักษาเลยสักข้อ ดังนั้นแม้รักษาศีลข้อ ๔ ไม่ได้ ก็ควรรักษาอีก ๔ ข้อที่เหลือให้ได้ความคิดที่ว่าถ้ารักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องรักษาเลยสักข้อ ไม่ต่างจากคนที่ต้องการสร้างบ้าน มีวัสดุครบเกือบทุกอย่าง ทั้งขื่อคา เสา หลังคา ไม้ฝา พื้นบันได กำแพง ฯลฯ ขาดอย่างเดียวคือประตูรั้ว ก็เลยตัดสินใจไม่สร้างเลยคิดแต่ว่ามีเงินทำประตูรั้วเมื่อไร จึงค่อยสร้างบ้านทั้งหลังเมื่อนั้นระหว่างนี้ก็นอนในเพิงไปก่อน

✦ ปุจฉา - มีบางคนบอกว่าการรักษาศีล ๕ นั้นถ้าเอาจริงก็ทำได้ทั้งหมดยกเว้นข้อ ๔ ในเมื่อทำได้ไม่ครบผลคงไม่บังเกิด จึงพาลไม่รักษาไปเลย..เราควรจะบอกแก่คนเหล่านั้นอย่างไรดีคะ

✦ พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - ศีลหรือคุณงามความดี ทำน้อยก็ได้ผลดีน้อย ทำมากก็ได้ผลดีมาก รักษาศีลทั้ง ๕ ข้อย่อมเกิดผลดีมากกว่ารักษาเพียง ๔ ข้อ แต่ถึงรักษาได้แค่ ๔ ข้อ ก็ดีกว่าไม่รักษาเลยสักข้อ

ดังนั้นแม้รักษาศีลข้อ ๔ ไม่ได้ ก็ควรรักษาอีก ๔ ข้อที่เหลือให้ได้ความคิดที่ว่าถ้ารักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ก็ไม่ต้องรักษาเลยสักข้อ ไม่ต่างจากคนที่ต้องการสร้างบ้าน มีวัสดุครบเกือบทุกอย่าง ทั้งขื่อคา เสา หลังคา ไม้ฝา พื้นบันได กำแพง ฯลฯ ขาดอย่างเดียวคือประตูรั้ว ก็เลยตัดสินใจไม่สร้างเลยคิดแต่ว่ามีเงินทำประตูรั้วเมื่อไร จึงค่อยสร้างบ้านทั้งหลังเมื่อนั้นระหว่างนี้ก็นอนในเพิงไปก่อน

สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้ คือสติ สตินี้เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง สตินี้ก็คือชีวิต ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เหมือนตาย ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เป็นคนประเภท ในระหว่างขาดสตินั้น พูดไม่มีความหมาย การกระทำไม่มีความหมาย ธรรมคือสตินี้คือความระลึกได้ในลักษณะใดก็ตาม สติเป็นเหตุให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นมาได้ ทุกสิ่งสารพัด ธรรมทั้งหลายถ้าหากว่าขาดสติ ธรรมทั้งหลายนั้นไม่สมบูรณ์ อันนี้คือการควบคุม การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ไม่ใช่เพียงขณะนั่งสมาธิเท่านั้น แม้เมื่อเราออกจากสมาธิไปแล้ว สติก็ยังเป็นสิ่งประจำใจอยู่เสมอ มีความรู้อยู่เสมอ เป็นของที่มีอยู่เสมอ ทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง เมื่อระมัดระวังทางจิตใจ ความอายมันก็เกิดขึ้นมา การพูด การกระทำอันใดที่ไม่ถูกต้อง เราก็อายขึ้น อายขึ้น เมื่อความอายกำลังกล้าขึ้นมา ความสังวรก็มากขึ้นด้วย เมื่อความสังวรมากขึ้น ความประมาทก็ไม่มี นี่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ เราจะไปไหนก็ตาม อันนี้มันอยู่ในจิตของตัวเอง มันไม่ได้หนีไปไหน นี่ท่านว่าเจริญสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก อันนี้เป็นธรรมะคุ้มครองรักษากิจการที่เราทำอยู่ หรือทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำอยู่ ในปัจจุบันนี้เป็นธรรมะที่มีคุณประโยชน์มาก ให้เรารู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบมันก็มีทุกเมื่อ เมื่อความเห็นผิดชอบมีอยู่ เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ ความละอายก็เกิดขึ้น จะไม่ทำสิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นแล้วเมื่อรวบยอดเข้ามา มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือการสังวรสำรวมที่มีอยู่ในกิจการของตนนั้น ก็เรียกว่าศีล ศีลสังวร ความตั้งใจมั่น อยู่ในความสังวรสำรวมในข้อวัตรของเรานั้น ก็เรียกว่ามันเป็นสมาธิ ความรอบรู้ทั้งหลายในกิจการที่เรามมีอยู่นั้น ก็เรียกว่าปัญญาพูดง่ายๆก็คือ จะมีศีล จะมีสมาธิ จะมีปัญญา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เมื่อมันกล้าขึ้นมามันก็คือมรรค นี่แหละหนทาง ทางอื่นไม่มี หลวงพ่อชา

สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้ คือสติ สตินี้เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง สตินี้ก็คือชีวิต ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เหมือนตาย ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เป็นคนประเภท ในระหว่างขาดสตินั้น พูดไม่มีความหมาย การกระทำไม่มีความหมาย ธรรมคือสตินี้คือความระลึกได้ในลักษณะใดก็ตาม สติเป็นเหตุให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นมาได้ เป็นเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นมาได้ ทุกสิ่งสารพัด

ธรรมทั้งหลายถ้าหากว่าขาดสติ ธรรมทั้งหลายนั้นไม่สมบูรณ์ อันนี้คือการควบคุม การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ไม่ใช่เพียงขณะนั่งสมาธิเท่านั้น แม้เมื่อเราออกจากสมาธิไปแล้ว สติก็ยังเป็นสิ่งประจำใจอยู่เสมอ มีความรู้อยู่เสมอ เป็นของที่มีอยู่เสมอ ทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง เมื่อระมัดระวังทางจิตใจ ความอายมันก็เกิดขึ้นมา การพูด การกระทำอันใดที่ไม่ถูกต้อง เราก็อายขึ้น อายขึ้น เมื่อความอายกำลังกล้าขึ้นมา ความสังวรก็มากขึ้นด้วย เมื่อความสังวรมากขึ้น ความประมาทก็ไม่มี

นี่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ เราจะไปไหนก็ตาม อันนี้มันอยู่ในจิตของตัวเอง มันไม่ได้หนีไปไหน นี่ท่านว่าเจริญสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก อันนี้เป็นธรรมะคุ้มครองรักษากิจการที่เราทำอยู่ หรือทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำอยู่ ในปัจจุบันนี้เป็นธรรมะที่มีคุณประโยชน์มาก ให้เรารู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบมันก็มีทุกเมื่อ เมื่อความเห็นผิดชอบมีอยู่ เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ ความละอายก็เกิดขึ้น จะไม่ทำสิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้นแล้วเมื่อรวบยอดเข้ามา มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือการสังวรสำรวมที่มีอยู่ในกิจการของตนนั้น ก็เรียกว่าศีล ศีลสังวร ความตั้งใจมั่น อยู่ในความสังวรสำรวมในข้อวัตรของเรานั้น ก็เรียกว่ามันเป็นสมาธิ ความรอบรู้ทั้งหลายในกิจการที่เรามมีอยู่นั้น ก็เรียกว่าปัญญาพูดง่ายๆก็คือ จะมีศีล จะมีสมาธิ จะมีปัญญา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เมื่อมันกล้าขึ้นมามันก็คือมรรค นี่แหละหนทาง ทางอื่นไม่มี

หลวงพ่อชา

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์แล้วไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เลวอยู่มากแล้ว อย่าไปต้องพูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไร้สาระเลย นิ่งเสียดีกว่า ไปนอนเสียยังดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เป็นการขี้เกียจพอ พอการอยู่แล้ว ก็ยังดีกว่าที่ว่า พูดจาเล่นหัวกันอย่างที่ไม่มีสาระ ที่มันติด เคยชินมาแล้วเป็นนิสัย แล้วมันก็ละได้ยาก เราเคยสนุกสรวลเสเฮฮา ปล่อยตามอารมณ์มา ตั้งแต่เป็นเด็กๆ มาตั้งแต่เล็กๆ เป็นเด็กๆ ที่พ่อแม่ตามใจด้วยแล้วก็เป็นมาก การปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่มีการบังคับนั่นแหละ มันเป็นข้าศึกของพรหมจรรย์ เป็นข้าศึกของการประพฤติพรหมจรรย์ ฉะนั้นจงพยายาม ให้มันกลับ ให้มันตรงกันข้าม ถึงจะเรียกว่าไม่มีการปล่อยไปตามอารมณ์ ปล่อยไปตามอารมณ์นั้นจะไม่มี มีแต่การทำไปตามอำนาจของ สติๆๆๆ สัมปชัญญะๆ ปัญญาๆ สมาธิ พุทธทาสภิกขุ ที่มา : อบรมพระภิกษุนวกะ ในพรรษา 2533 #จดหมายเหตุพุทธทาส 2115330815000

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์แล้วไปนอนเสียดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เลวอยู่มากแล้ว อย่าไปต้องพูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไร้สาระเลย นิ่งเสียดีกว่า ไปนอนเสียยังดีกว่า ทั้งที่การนอนมันก็เป็นการขี้เกียจพอ พอการอยู่แล้ว ก็ยังดีกว่าที่ว่า พูดจาเล่นหัวกันอย่างที่ไม่มีสาระ ที่มันติด เคยชินมาแล้วเป็นนิสัย แล้วมันก็ละได้ยาก

เราเคยสนุกสรวลเสเฮฮา ปล่อยตามอารมณ์มา ตั้งแต่เป็นเด็กๆ มาตั้งแต่เล็กๆ เป็นเด็กๆ ที่พ่อแม่ตามใจด้วยแล้วก็เป็นมาก การปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่มีการบังคับนั่นแหละ มันเป็นข้าศึกของพรหมจรรย์ เป็นข้าศึกของการประพฤติพรหมจรรย์

ฉะนั้นจงพยายาม ให้มันกลับ ให้มันตรงกันข้าม ถึงจะเรียกว่าไม่มีการปล่อยไปตามอารมณ์ ปล่อยไปตามอารมณ์นั้นจะไม่มี มีแต่การทำไปตามอำนาจของ สติๆๆๆ สัมปชัญญะๆ ปัญญาๆ สมาธิ

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : อบรมพระภิกษุนวกะ ในพรรษา 2533
#จดหมายเหตุพุทธทาส 2115330815000