วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 1 เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ การเป็นนักคิด (Thinker) รู้หรือไม่ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้คิดค้นทฤษฐีต่างๆ ขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็น “น้ำดีไล่น้ำเสีย” “๔ น้ำ ๓ รส” “แกล้งดิน” “ป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง” “ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียฯ” “ปลูกป่าแบบไม่ปลูก” “ขาดทุนเป็นกำไร” “การพึ่งตนเองของเกษตรกร” “การเกษตรทฤษฎีใหม่” “เส้นทางเกลือ” ฯลฯ แน่นอนที่สุด “ทฤษฏีและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และถูกนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงทั้งในเชิงธุรกิจและการดำเนินชีวิต ทำไม ทฤษฏีเหล่านั้นสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง (ในขณะที่ทฤษฏีที่เราคุ้นเคยส่วนใหญ่ ฟังดูดี แต่ปฏิบัติไม่ได้) นั่นน่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่แค่เพื่ออธิบายปัญหา 70ปีมานี้ ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน จึงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะพระองค์ท่าน ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักคิดอย่างแท้จริง #รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง Credit Pic: http://www.chaipat.or.th/

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 1

เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ

การเป็นนักคิด (Thinker)

รู้หรือไม่ว่า พระองค์ทรงเป็นผู้คิดค้นทฤษฐีต่างๆ ขึ้นมามากมายไม่ว่าจะเป็น

“น้ำดีไล่น้ำเสีย”
“๔ น้ำ ๓ รส”
“แกล้งดิน”
“ป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง”
“ทฤษฎีการบำบัดน้ำเสียฯ”
“ปลูกป่าแบบไม่ปลูก”
“ขาดทุนเป็นกำไร”
“การพึ่งตนเองของเกษตรกร”
“การเกษตรทฤษฎีใหม่” 
“เส้นทางเกลือ”
ฯลฯ

แน่นอนที่สุด “ทฤษฏีและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และถูกนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติจริงทั้งในเชิงธุรกิจและการดำเนินชีวิต

ทำไม ทฤษฏีเหล่านั้นสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง (ในขณะที่ทฤษฏีที่เราคุ้นเคยส่วนใหญ่ ฟังดูดี แต่ปฏิบัติไม่ได้)

นั่นน่าจะเป็นเพราะพระองค์ทรงคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่แค่เพื่ออธิบายปัญหา

70ปีมานี้ ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน จึงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะพระองค์ท่าน

ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักคิดอย่างแท้จริง

#รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

Credit Pic: http://www.chaipat.or.th/

คำสอนสุดท้าย ที่ฉันได้จากในหลวง 13 ตุลาคม 2559 ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ การเปลี่ยนแผ่นดิน แต่สำหรับผม การเปลี่ยนแผ่นดินอาจจะไม่ส่งผลต่อความรู้สึกมากมายขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะ เราเรียกพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นว่า “พ่อ” คำๆ นี้แทนทุกความหมายและตอบทุกคำถามว่า ทำไมเราถึงโศกเศร้าเพียงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับในหลวงไม่ใช่ในแบบที่พระมหากษัตริย์โดยทั่วไปทรงมีกับประชาชน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ พ่อคนหนึ่งมีให้กับลูก เช่นเดียวกันกับที่พระองค์เคยตรัสว่า ไม่รู้ว่าพระมหากษัตริย์ต้องทำอะไร รู้แค่ว่าต้องทำในส่ิงที่เป็นประโยชน์กับประชาชน การดูแลลูกหนึ่งคนว่ายากแล้ว (ผมรู้ดี เพราะคุณแม่ผมก็เลี้ยงผมมาคนเดียว) แต่การดูแลลูกหลายสิบล้านคนยิ่งยากกว่าจนเทียบกันไม่ได้ (ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ไปไล่อ่านพระราชกรณียกิจแล้วจะเข้าใจ) ตลอด 70ปี ผ่านมา คนไทยทุกคนได้รับการดูแลทุกเรื่องทุกอย่างจากพระองค์ ผมได้มีโอกาสนั่งไล่ดูคลิปเวลาที่พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งกับผู้บริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะช่วงวันพ่อ ผมต้องประหลาดใจว่า การพัฒนาของบ้านเมืองเกือบทั้งหมดริเริ่มโดยพระราชดำริของพระองค์ท่าน กังหันน้ำ การสร้างเขื่อน พลังงานทดแทน (Gasohol, Biodiesel) การเกษตรทฤษฏีใหม่ การแก้ปัญหา 3 น้ำ (ท่วม แล้ง เสีย) ผมเขียนไม่หมด เพราะมันมากมายเหลือเกิน พระองค์ไม่ได้แค่ทรงมีรับสั่ง แต่ทรงตามไปดู ไปลงมือทำ ด้วยพระองค์เอง ไม่แปลกใจว่า ทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเราหาทางไปต่อไม่ได้ ประเทศเราหยุดชะงักไปตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ไม่แข็งแรงพอที่จะลงมาบอกว่า ปีหน้าบ้านเมืองเราจะเดินไปอย่างไร ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2546 ทรงมีพระราชดำรัสปนรอยยิ้มว่า “พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบทุกอย่าง” จริงครับ พระองค์รับผิดชอบทุกอย่าง และเหตุผลเดียวที่พระองค์ต้องทำและรอไม่ได้ คือ พระองค์ไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนลำบากได้ เราคุ้นเคยกับสภาวะแบบนี้มา 70 ปี (ด้วยความหวังว่าพระองค์ท่านจะช่วยเราแบบนี้ไปจนพระชนมายุ 120 ปี) ผมนั่งเรียบเรียงกับตัวเอง นั่งดูคลิป นั่งอ่านบทความ นั่งทำความเข้าใจกับทุกสิ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ทรมานแบบนี้ แล้วผมก็เริ่มเข้าใจว่า คำสอนสุดท้ายของพ่อ คือ การทำให้พวกเราได้เรียนรู้ว่า จะต้องอยู่กันอย่างไร เมื่อพ่อไม่ได้ทำให้แล้ว พระองค์สอนให้เราตกปลาเองมานานแล้ว พระองค์สอนทุกเรื่องทุกเรื่อง ตั้งแต่วิธีคิด วิธีการดำเนินชีวิต (ผมยังจำภาพหลอดยาสีฟันได้ดี) ไปจนถึงการบริหารประเทศ แต่พวกเราเองนั่นแหละที่ยังไม่รู้จักโต ยังเอาแต่ทะเลาะกัน แย่งของเล่นกัน แข่งขันกันเอง ยังดูถูกและแบ่งชนชั้น แบ่งแยกกลุ่ม เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน แม้กระทั่งเสื้อสีดำก็ยังทำให้เรากลายเป็นคนละพวกได้ เราทำอะไรก็ได้ตามใจเพราะคุ้นเคยว่า เดี๋ยวพ่อก็จะแก้ปัญหาให้ นับจากนี้ พวกเราควรรู้ได้แล้วว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และสำคัญที่สุด อะไร คือ สิ่งที่พ่ออยากให้เราทำ ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีสุด ไม่มีอะไรที่แย่ที่สุด มีแต่ความพอดีและความพอเพียง พระองค์ได้ให้หัวใจของการสร้างประเทศอย่างมีความสุขไว้แล้ว ผมไม่สามารถเปลี่ยนใจใครได้ โน้มน้าวใครได้ แต่ผมเริ่มที่ตนเองได้ แม้การจากไปของพระองค์จะส่งผลมหาศาลต่อพวกเรา และพวกเราคงไม่สามารถทำใจได้ในเร็ววัน แต่เราต้องรู้ว่า พระองค์ไม่ได้ไปไหน พระองค์ได้ถ่ายทอดตัวตนของพระองค์ ความเป็นพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทำและสิ่งที่พระองค์คิดไว้ให้พวกเราหมดแล้ว เพียงแต่ครานี้ พ่อไม่ได้ทำให้เรา พ่อเพียงอยู่กับเรา คอยบอกให้เราต้องทำเอง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราทุกคนจะเอาคำสอนสุดท้ายของพระองค์ไปใช้ด้วย"ความเพียร"ได้อย่างไร เดินไปข้างหน้า และเชื่อว่าพระองค์จะเดินไปกับเรา รักในหลวงสุดหัวใจ และจะรักตลอดไป ขออนุญาติพูดสิ่งที่อยู่ในใจที่สุด แต่ไม่เคยมีโอกาสได้พูด #อยากกราบและอยากกอดพระองค์มาก 15 ตุลาคม 2559 ปิยะชาติ อิศรภักดี ปล. ภาพเก็บไว้นานแล้ว เลยไม่ทราบที่มา ใครพอจะทราบแนะนำมานะครับ จะรีบลง Credit ให้ ขอบคุณครับ ขออภัยด้วยหากผิดพลาดในเชิงภาษา แค่ตั้งใจขะเขียนแค่นั้น

คำสอนสุดท้าย ที่ฉันได้จากในหลวง

13 ตุลาคม 2559
ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ การเปลี่ยนแผ่นดิน แต่สำหรับผม การเปลี่ยนแผ่นดินอาจจะไม่ส่งผลต่อความรู้สึกมากมายขนาดนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะ เราเรียกพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นว่า “พ่อ”

คำๆ นี้แทนทุกความหมายและตอบทุกคำถามว่า ทำไมเราถึงโศกเศร้าเพียงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับในหลวงไม่ใช่ในแบบที่พระมหากษัตริย์โดยทั่วไปทรงมีกับประชาชน

แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ พ่อคนหนึ่งมีให้กับลูก
เช่นเดียวกันกับที่พระองค์เคยตรัสว่า ไม่รู้ว่าพระมหากษัตริย์ต้องทำอะไร รู้แค่ว่าต้องทำในส่ิงที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

การดูแลลูกหนึ่งคนว่ายากแล้ว (ผมรู้ดี เพราะคุณแม่ผมก็เลี้ยงผมมาคนเดียว) แต่การดูแลลูกหลายสิบล้านคนยิ่งยากกว่าจนเทียบกันไม่ได้ (ถ้านึกภาพไม่ออก ให้ไปไล่อ่านพระราชกรณียกิจแล้วจะเข้าใจ)

ตลอด 70ปี ผ่านมา คนไทยทุกคนได้รับการดูแลทุกเรื่องทุกอย่างจากพระองค์ ผมได้มีโอกาสนั่งไล่ดูคลิปเวลาที่พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งกับผู้บริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะช่วงวันพ่อ

ผมต้องประหลาดใจว่า การพัฒนาของบ้านเมืองเกือบทั้งหมดริเริ่มโดยพระราชดำริของพระองค์ท่าน

กังหันน้ำ
การสร้างเขื่อน
พลังงานทดแทน (Gasohol, Biodiesel)
การเกษตรทฤษฏีใหม่
การแก้ปัญหา 3 น้ำ (ท่วม แล้ง เสีย)
ผมเขียนไม่หมด เพราะมันมากมายเหลือเกิน

พระองค์ไม่ได้แค่ทรงมีรับสั่ง แต่ทรงตามไปดู ไปลงมือทำ ด้วยพระองค์เอง

ไม่แปลกใจว่า ทำไมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเราหาทางไปต่อไม่ได้ ประเทศเราหยุดชะงักไปตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ไม่แข็งแรงพอที่จะลงมาบอกว่า ปีหน้าบ้านเมืองเราจะเดินไปอย่างไร

ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2546 ทรงมีพระราชดำรัสปนรอยยิ้มว่า
“พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบทุกอย่าง”

จริงครับ พระองค์รับผิดชอบทุกอย่าง และเหตุผลเดียวที่พระองค์ต้องทำและรอไม่ได้ คือ พระองค์ไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนลำบากได้

เราคุ้นเคยกับสภาวะแบบนี้มา 70 ปี (ด้วยความหวังว่าพระองค์ท่านจะช่วยเราแบบนี้ไปจนพระชนมายุ 120 ปี)

ผมนั่งเรียบเรียงกับตัวเอง นั่งดูคลิป นั่งอ่านบทความ นั่งทำความเข้าใจกับทุกสิ่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วงเวลาที่ทรมานแบบนี้ แล้วผมก็เริ่มเข้าใจว่า

คำสอนสุดท้ายของพ่อ คือ การทำให้พวกเราได้เรียนรู้ว่า จะต้องอยู่กันอย่างไร เมื่อพ่อไม่ได้ทำให้แล้ว

พระองค์สอนให้เราตกปลาเองมานานแล้ว พระองค์สอนทุกเรื่องทุกเรื่อง ตั้งแต่วิธีคิด วิธีการดำเนินชีวิต (ผมยังจำภาพหลอดยาสีฟันได้ดี) ไปจนถึงการบริหารประเทศ แต่พวกเราเองนั่นแหละที่ยังไม่รู้จักโต

ยังเอาแต่ทะเลาะกัน
แย่งของเล่นกัน
แข่งขันกันเอง
ยังดูถูกและแบ่งชนชั้น
แบ่งแยกกลุ่ม
เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน
แม้กระทั่งเสื้อสีดำก็ยังทำให้เรากลายเป็นคนละพวกได้
เราทำอะไรก็ได้ตามใจเพราะคุ้นเคยว่า เดี๋ยวพ่อก็จะแก้ปัญหาให้

นับจากนี้ พวกเราควรรู้ได้แล้วว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และสำคัญที่สุด อะไร คือ สิ่งที่พ่ออยากให้เราทำ

ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ดีสุด ไม่มีอะไรที่แย่ที่สุด มีแต่ความพอดีและความพอเพียง
พระองค์ได้ให้หัวใจของการสร้างประเทศอย่างมีความสุขไว้แล้ว

ผมไม่สามารถเปลี่ยนใจใครได้ โน้มน้าวใครได้ แต่ผมเริ่มที่ตนเองได้ แม้การจากไปของพระองค์จะส่งผลมหาศาลต่อพวกเรา และพวกเราคงไม่สามารถทำใจได้ในเร็ววัน

แต่เราต้องรู้ว่า พระองค์ไม่ได้ไปไหน พระองค์ได้ถ่ายทอดตัวตนของพระองค์ ความเป็นพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทำและสิ่งที่พระองค์คิดไว้ให้พวกเราหมดแล้ว

เพียงแต่ครานี้ พ่อไม่ได้ทำให้เรา พ่อเพียงอยู่กับเรา คอยบอกให้เราต้องทำเอง

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราทุกคนจะเอาคำสอนสุดท้ายของพระองค์ไปใช้ด้วย"ความเพียร"ได้อย่างไร

เดินไปข้างหน้า และเชื่อว่าพระองค์จะเดินไปกับเรา

รักในหลวงสุดหัวใจ และจะรักตลอดไป
ขออนุญาติพูดสิ่งที่อยู่ในใจที่สุด แต่ไม่เคยมีโอกาสได้พูด
#อยากกราบและอยากกอดพระองค์มาก

15 ตุลาคม 2559
ปิยะชาติ อิศรภักดี

ปล. ภาพเก็บไว้นานแล้ว เลยไม่ทราบที่มา ใครพอจะทราบแนะนำมานะครับ จะรีบลง Credit ให้ ขอบคุณครับ
ขออภัยด้วยหากผิดพลาดในเชิงภาษา แค่ตั้งใจขะเขียนแค่นั้น

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 2 เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า "ในหลวง" ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ การใช้ภาษาและการเป็นนักพูด (Speaker) นอกเหนือจากการที่พระองค์สามารถพูดได้ถึง 8 ภาษาแล้ว (ได้มีโอกาสฟังพระองค์พูดในหลายคลิป ท่านใช้ภาษาได้ดีมาก ชัดเจน เข้าใจง่าย) พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม การให้โอวาท การสั่งงาน การตั้งคำถาม การคลี่คลายปัญหา พวกเราสามารถเรียนรู้จากพระองค์จากหลายคลิปที่น่าสนใจ เช่น การตอบคำถามเรื่องการสร้างเขื่อน (ภาษาอังกฤษ) การตอบคำถามว่า กษัติริย์มีหน้าที่อะไร (ภาษาอังกฤษ) ตรัสสอนผู้ว่าฯ เรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วม ตรัสสอนเรื่อง พลังงานทดแทนต่อนายกฯ และประธานองคมนตรี ฯลฯ คำพูดของพระองค์เป็นคำพูดที่ฟังง่าย แต่ตกผลึก ท่านไม่พูดเยอะ แต่ทุกคำพูดเก็บเอาไปปฏิบัติง่าย ยิ่งถ้าเราเอามาคิดต่อยอดจะยิ่งพบว่า เป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและเกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง อีกอย่างที่สำคัญ คือ ท่านพูดสนุก ทำให้ฟังดูผ่อนคลาย มีรอยยิ้ม (แต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังในนั้น) ทำให้ผมได้เรียนรู้อีกอย่างนึงว่า พระองค์ไม่ได้เป็นผู้นำที่สั่งคน แต่ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจและตระหนักรู้ได้ด้วยเหตุผล ท้ายที่สุด คนเหล่านั้นก็ตามพระองค์มาเองด้วยความเต็มใจ พระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่ผมประทับใจเป็นการส่วนตัวมีหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น เรื่องการปิดทองหลังพระ เรื่องการรู้จักประมาณตน เรื่องการรู้จักให้และการรู้จักรับ เรื่องการบังคับตนเอง เรื่องการทำงานด้วยความเต็มใจและความเพียร ฯลฯ และที่จำใส่สมองและใส่ใจมาจนถึงทุกวันนี้ คือ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสกับ ดร.สุเมธ ว่า "ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ ฉันมีแต่ความสุขที่ร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเท่านั้น" ประโยคนี้ เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกครั้ง ไม่ให้คิดแคบ เห็นแก้ตัว ไม่ว่าจะทำอะไรจะไม่มองหาแต่มูลค่าเพียงเท่านั้น แต่จะมองหาคุณค่าที่มีต่อผู้อื่นด้วย ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักพูดอย่างแท้จริง #รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง Credit Pic : youtube

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 2

เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า "ในหลวง" ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ

การใช้ภาษาและการเป็นนักพูด (Speaker)

นอกเหนือจากการที่พระองค์สามารถพูดได้ถึง 8 ภาษาแล้ว (ได้มีโอกาสฟังพระองค์พูดในหลายคลิป ท่านใช้ภาษาได้ดีมาก ชัดเจน เข้าใจง่าย) พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีวาทศิลป์เป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม การให้โอวาท การสั่งงาน การตั้งคำถาม การคลี่คลายปัญหา

พวกเราสามารถเรียนรู้จากพระองค์จากหลายคลิปที่น่าสนใจ เช่น

การตอบคำถามเรื่องการสร้างเขื่อน (ภาษาอังกฤษ)
การตอบคำถามว่า กษัติริย์มีหน้าที่อะไร  (ภาษาอังกฤษ)
ตรัสสอนผู้ว่าฯ เรื่องของการแก้ปัญหาน้ำท่วม
ตรัสสอนเรื่อง พลังงานทดแทนต่อนายกฯ และประธานองคมนตรี
ฯลฯ

คำพูดของพระองค์เป็นคำพูดที่ฟังง่าย แต่ตกผลึก ท่านไม่พูดเยอะ แต่ทุกคำพูดเก็บเอาไปปฏิบัติง่าย ยิ่งถ้าเราเอามาคิดต่อยอดจะยิ่งพบว่า เป็นคำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจและเกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง อีกอย่างที่สำคัญ คือ ท่านพูดสนุก ทำให้ฟังดูผ่อนคลาย มีรอยยิ้ม (แต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังในนั้น)

ทำให้ผมได้เรียนรู้อีกอย่างนึงว่า พระองค์ไม่ได้เป็นผู้นำที่สั่งคน แต่ทรงทำให้ผู้คนเข้าใจและตระหนักรู้ได้ด้วยเหตุผล ท้ายที่สุด คนเหล่านั้นก็ตามพระองค์มาเองด้วยความเต็มใจ

พระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่ผมประทับใจเป็นการส่วนตัวมีหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น

เรื่องการปิดทองหลังพระ
เรื่องการรู้จักประมาณตน
เรื่องการรู้จักให้และการรู้จักรับ
เรื่องการบังคับตนเอง
เรื่องการทำงานด้วยความเต็มใจและความเพียร
ฯลฯ

และที่จำใส่สมองและใส่ใจมาจนถึงทุกวันนี้ คือ สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสกับ ดร.สุเมธ ว่า

"ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ ฉันมีแต่ความสุขที่ร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเท่านั้น"

ประโยคนี้ เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ให้ทุกครั้ง ไม่ให้คิดแคบ เห็นแก้ตัว ไม่ว่าจะทำอะไรจะไม่มองหาแต่มูลค่าเพียงเท่านั้น แต่จะมองหาคุณค่าที่มีต่อผู้อื่นด้วย

ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักพูดอย่างแท้จริง

#รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

Credit Pic : youtube

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 3 เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ ทรงเป็นนักประดิษฐ์ (Inventor) ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี พวกเราทุกคนทราบกันดีว่า หากไม่ทรงพระประชวรหรือติดภารกิจอันใด ในหลวงจะออกเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ทั้งใกล้ไกลเพื่อเยี่ยมประชาชนของพระองค์อยู่เสมอ และบ่อยครั้งที่ปัญหาซึ่งพระองค์ไปพบเจอในแต่ละพื้นที่นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์ความรู้และเครื่องมือที่มีอยู่ แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้ทรงย่อท้อกับปัญหาเหล่านั้น ตรงกันข้าม กลับทรงใช้พระอัจฉริยภาพในการคิดค้นเครื่องมือและสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ (หลายคนอาจไม่ทราบว่า ท่านจบการศึกษาในสายวิศวกรรมศาสตร์) ด้วยตัวพระองค์เอง นอกจากโครงการในพระราขดำริจำนวนหลายพันโครงการแล้ว ยังทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ ต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้มากถึง 13 รายการ ตัวอย่างเช่น เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนซ้ำแบบทุ่นลอย (เดากันออกมั้ยว่าคืออะไร) การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (อันนี้หล่ะ) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ เป็นนำ้มันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล ฯ ทรงไม่เพียงแค่เข้าใจปัญหา เข้าถึงปัญหา แต่ทรงมองหาวิธีการในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการคิดค้น สิ่งที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันว่าเป็น นวัตกรรม ท้ายที่สุด สิทธิบัตรหลายชิ้นของพระองค์ยังคงช่วยให้พี่น้องในพื้นที่ต่างๆ ผ่านพ้นปัญหาได้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน นี่คือ ตัวอย่างของการประดิษฐ์ ซึ่งไม่เพียงแต่แฝงไปด้วยองค์ความรู้ แต่ยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงอีกด้วย 70ปีมานี้ ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน จึงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะพระองค์ท่าน ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักประดิษฐ์อย่างแท้จริง #รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 3

เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงเป็นผู้มีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ

ทรงเป็นนักประดิษฐ์ (Inventor)

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี พวกเราทุกคนทราบกันดีว่า หากไม่ทรงพระประชวรหรือติดภารกิจอันใด ในหลวงจะออกเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ทั้งใกล้ไกลเพื่อเยี่ยมประชาชนของพระองค์อยู่เสมอ และบ่อยครั้งที่ปัญหาซึ่งพระองค์ไปพบเจอในแต่ละพื้นที่นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์ความรู้และเครื่องมือที่มีอยู่

แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้ทรงย่อท้อกับปัญหาเหล่านั้น ตรงกันข้าม กลับทรงใช้พระอัจฉริยภาพในการคิดค้นเครื่องมือและสิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ (หลายคนอาจไม่ทราบว่า ท่านจบการศึกษาในสายวิศวกรรมศาสตร์) ด้วยตัวพระองค์เอง

นอกจากโครงการในพระราขดำริจำนวนหลายพันโครงการแล้ว ยังทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ ต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้มากถึง 13 รายการ ตัวอย่างเช่น

เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนซ้ำแบบทุ่นลอย (เดากันออกมั้ยว่าคืออะไร)
การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน (อันนี้หล่ะ)
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์
กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก
การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์ เป็นนำ้มันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล

ทรงไม่เพียงแค่เข้าใจปัญหา เข้าถึงปัญหา แต่ทรงมองหาวิธีการในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการคิดค้น สิ่งที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันว่าเป็น นวัตกรรม ท้ายที่สุด สิทธิบัตรหลายชิ้นของพระองค์ยังคงช่วยให้พี่น้องในพื้นที่ต่างๆ ผ่านพ้นปัญหาได้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

นี่คือ ตัวอย่างของการประดิษฐ์ ซึ่งไม่เพียงแต่แฝงไปด้วยองค์ความรู้ แต่ยังสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริงอีกด้วย

70ปีมานี้ ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน จึงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพราะพระองค์ท่าน

ในหลวงของฉัน ทรงเป็นนักประดิษฐ์อย่างแท้จริง

#รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 4 เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ ทรงเป็นอัครศิลปิน นอกจากจะทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนโดยมิได้หยุดหย่อนแล้ว พระองค์ยังอาศัยเวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดถ่ายทอดความคิดและพระอัจฉริยภาพผ่านงานดนตรี ซึ่งไม่เพียงแค่พระปรีชาสามารถในเรื่องของการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ โดยเฉพาะ Clarinet Saxophone และ Piano เท่านั้น แต่ยังทรงเป็นนักแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง ที่มีผลงานเพลงพระราชนิพนธ์มากถึง 48 เพลง แต่ละเพลงนั้น มักเป็นเพลงที่เราคุ้นชินกันอยู่ทุกวัน บางเพลงได้รับความนิยมไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น H.M. Blues แสงเทียน ใกลรุ่ง ยามเย็น Oh I say ทั้งยังมีเพลงประจำมหาวิทยาลัย ที่เราอาจได้ยินกันบ่อย แต่ไม่เคยทราบว่าเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ได้แก่ มหาจุฬาลงกรณ์ ยุงทอง เกษตรศาสตร์ เป็นต้น เมื่อไหร่ที่ได้ยินเพลงเหล่านี้ พลอยให้คิดถึงพระองค์ เพลงทั้งหมดไม่เพียงแค่ไพเราะและมีความร่วมสมัยเท่านั้นแต่ยังสามารถสื่อสารถึง ความเป็นผู้นำของพระองค์ที่ไม่เพียงแค่บริหารประเทศด้วยสติปัญญา แต่เล็งเห็นความสำคัญด้านความรู้สึก ที่สามารถเชื่อมโยงประชาชนกับพระองค์เข้าด้วยกันผ่านเสียงเพลงและดนตรี เพลงสุดท้ายที่ในหลวงมีโอกาสได้แต่งทำนอง คือ เพลงเมนูไข่ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง วันนี้ (22/10) พวกเราชาวไทยจะไปร่วมกันร้องเพลงเพื่อพระองค์ท่านที่บริเวณสนามหลวง เพื่อเป็นการยืนยันว่า ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ยินเพลงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่อีกแล้ว แต่ดนตรีของพระองค์ยังมีให้สัมผัสได้รอบตัวเรา สะท้อนให้เห็นว่า ทรงเป็นผู้นำที่อ่อนโยนและรักประชาชนของพระองค์มากเพียงใด ในหลวงของฉัน ทรงเป็นอัครศิลปินอย่างแท้จริง #รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 4

เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั้งในไทยและต่างประเทศว่า ในหลวง ทรงมีพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน และหนึ่งในนั้นก็ คือ

ทรงเป็นอัครศิลปิน

นอกจากจะทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนโดยมิได้หยุดหย่อนแล้ว พระองค์ยังอาศัยเวลาที่มีอยู่เพียงน้อยนิดถ่ายทอดความคิดและพระอัจฉริยภาพผ่านงานดนตรี ซึ่งไม่เพียงแค่พระปรีชาสามารถในเรื่องของการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ โดยเฉพาะ Clarinet Saxophone และ Piano เท่านั้น

แต่ยังทรงเป็นนักแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง ที่มีผลงานเพลงพระราชนิพนธ์มากถึง 48 เพลง แต่ละเพลงนั้น มักเป็นเพลงที่เราคุ้นชินกันอยู่ทุกวัน บางเพลงได้รับความนิยมไปทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น

H.M. Blues
แสงเทียน
ใกลรุ่ง
ยามเย็น
Oh I say

ทั้งยังมีเพลงประจำมหาวิทยาลัย ที่เราอาจได้ยินกันบ่อย แต่ไม่เคยทราบว่าเป็นเพลงพระราชนิพนธ์
ได้แก่

มหาจุฬาลงกรณ์
ยุงทอง
เกษตรศาสตร์
เป็นต้น

เมื่อไหร่ที่ได้ยินเพลงเหล่านี้ พลอยให้คิดถึงพระองค์ เพลงทั้งหมดไม่เพียงแค่ไพเราะและมีความร่วมสมัยเท่านั้นแต่ยังสามารถสื่อสารถึง ความเป็นผู้นำของพระองค์ที่ไม่เพียงแค่บริหารประเทศด้วยสติปัญญา แต่เล็งเห็นความสำคัญด้านความรู้สึก ที่สามารถเชื่อมโยงประชาชนกับพระองค์เข้าด้วยกันผ่านเสียงเพลงและดนตรี

เพลงสุดท้ายที่ในหลวงมีโอกาสได้แต่งทำนอง คือ เพลงเมนูไข่ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้อง

วันนี้ (22/10) พวกเราชาวไทยจะไปร่วมกันร้องเพลงเพื่อพระองค์ท่านที่บริเวณสนามหลวง เพื่อเป็นการยืนยันว่า

ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ยินเพลงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่อีกแล้ว แต่ดนตรีของพระองค์ยังมีให้สัมผัสได้รอบตัวเรา สะท้อนให้เห็นว่า

ทรงเป็นผู้นำที่อ่อนโยนและรักประชาชนของพระองค์มากเพียงใด

ในหลวงของฉัน ทรงเป็นอัครศิลปินอย่างแท้จริง

#รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 5 เมื่อสักครู่นี้ได้ฟังเรื่องราวปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงทางช่อง 3 เลยอยากจะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง ในรูป คือ เอกสารนำเสนอที่ผมจะพูดปิดท้ายทุกครั้งไม่ว่าจะไปพูดที่ไหนก็ตาม ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงหรือ Sufficiency Economy Philosophy นั้น เป็นศาสตร์ที่เกิดการตกผลึกโดยแท้ เป็นส่วนผสมของ การรู้จักตัวเอง คือ รู้ว่าชอบอะไร ทำอะไรได้ดี ประมาณได้ว่าอะไรขาดไปหรืออะไรเกินตัว การหาจุดพอดีของตัวเองได้นั้น จะช่วยให้เราไม่นำพาตนเองไปสู่จุดที่ลำบาก และมีความสุข การมีภูมิคุ้มกัน คือ เมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลง มีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายใน ก็สามารถดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งและมั่นคง การมีเหตุมีผล คือ ตัดสินใจอะไรบนพื้นฐานของความเป็นจริง เข้าใจเหตุ เข้าใจผล มีสติ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ คำนึงถึงผลได้ผลเสียไว้ดีแล้ว ทั้งสามส่วนจะถูกประคองด้วยการมีความรู้ คือ ทำอะไรต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง ให้ถ่องแท้จนเกิดความเข้าใจและเชี่ยวชาญ และที่สำคัญที่สุด ต้องมีคุณธรรมนำทางเสมอ ทำอะไรต้องคิดผลที่ตามมาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งมั่นบนความสุจริต ยุติธรรม ในความพอดีนั้นจะนำไปสู่ความสมดุลของชีวิต ไม่สุดโต่ง แต่ไม่ขาดแคลน มีเท่าที่จำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็น พอสำหรับแต่ละคน และที่สำคัญ ดี ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรอบข้าง ไม่เบียดเบียนใคร ตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตถ่ายทอดและลงมือปฏิบัติตามปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพื่อในหลวงเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว พระองค์ท่านต้องการให้เรานำแนวคิดนี้มาใช้ เพื่อให้ดูแลตัวเองได้ เมื่อทุกคนดูแลตัวเองได้ สังคมจะแข็งแรง ในหลวงของฉัน ทรงเป็นปราชญ์โดยแท้ #รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง ปล. ในภาพไม่ใช่ปรัญชาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงต้นฉบับ เป็นโมเดลที่ผมเชื่อมโยง BRANDing4.0 เข้าไปเพื่ออธิบายว่าทำไม ยุค 4.0 จึงเป็นยุคแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริง Credit Pic: Chumchon Music

ในหลวงของฉัน ตอนที่ 5

เมื่อสักครู่นี้ได้ฟังเรื่องราวปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงทางช่อง 3 เลยอยากจะเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง

ในรูป คือ เอกสารนำเสนอที่ผมจะพูดปิดท้ายทุกครั้งไม่ว่าจะไปพูดที่ไหนก็ตาม ปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงหรือ Sufficiency Economy Philosophy นั้น เป็นศาสตร์ที่เกิดการตกผลึกโดยแท้ เป็นส่วนผสมของ

การรู้จักตัวเอง คือ รู้ว่าชอบอะไร ทำอะไรได้ดี ประมาณได้ว่าอะไรขาดไปหรืออะไรเกินตัว การหาจุดพอดีของตัวเองได้นั้น จะช่วยให้เราไม่นำพาตนเองไปสู่จุดที่ลำบาก และมีความสุข

การมีภูมิคุ้มกัน คือ เมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลง มีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายใน ก็สามารถดำเนินต่อไปอย่างเข้มแข็งและมั่นคง

การมีเหตุมีผล คือ ตัดสินใจอะไรบนพื้นฐานของความเป็นจริง เข้าใจเหตุ เข้าใจผล มีสติ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ คำนึงถึงผลได้ผลเสียไว้ดีแล้ว

ทั้งสามส่วนจะถูกประคองด้วยการมีความรู้ คือ ทำอะไรต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง ให้ถ่องแท้จนเกิดความเข้าใจและเชี่ยวชาญ และที่สำคัญที่สุด ต้องมีคุณธรรมนำทางเสมอ ทำอะไรต้องคิดผลที่ตามมาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ตั้งมั่นบนความสุจริต ยุติธรรม

ในความพอดีนั้นจะนำไปสู่ความสมดุลของชีวิต ไม่สุดโต่ง แต่ไม่ขาดแคลน มีเท่าที่จำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็น พอสำหรับแต่ละคน และที่สำคัญ ดี ต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรอบข้าง ไม่เบียดเบียนใคร

ตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตถ่ายทอดและลงมือปฏิบัติตามปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่เพื่อในหลวงเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว พระองค์ท่านต้องการให้เรานำแนวคิดนี้มาใช้ เพื่อให้ดูแลตัวเองได้ เมื่อทุกคนดูแลตัวเองได้ สังคมจะแข็งแรง

ในหลวงของฉัน ทรงเป็นปราชญ์โดยแท้
#รักในหลวง #คิดถึงในหลวง #ตามรอยในหลวง

ปล. ในภาพไม่ใช่ปรัญชาแห่งเศรษฐกิจพอเพียงต้นฉบับ เป็นโมเดลที่ผมเชื่อมโยง BRANDing4.0 เข้าไปเพื่ออธิบายว่าทำไม ยุค 4.0 จึงเป็นยุคแห่งความพอเพียงอย่างแท้จริง

Credit Pic: Chumchon Music

1 เดือนแล้วสินะ.. กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ "คนไทย" คนหนึ่ง ผมเอง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับพระองค์ท่าน แต่สามารถรับรู้ได้อยู่เสมอว่า พระองค์ทรงรักประชาชนมากแค่ไหน ทรงทำอะไรบ้างเพื่อให้ประเทศไทย เป็นประเทศไทยอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ นี่คือ การสูญเสียที่จะยังคง ความโศกเศร้าอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมกลับพบว่าตนเองได้รับความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป ตลอด 30 ปีในชีวิตของผม ผมรู้สึกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ผมเห็นพระองค์ท่านชัดเจนที่สุดและได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากที่สุด ด้วยเพราะรับข่าวสารจำนวนมากในช่วงนี้ ทำให้ผมฝันเห็นพระองค์ท่านหลายครั้ง พระองค์ท่านในเวลานี้ เปล่งประกาย สว่างไสวกว่าที่ผมเคยได้เห็นมาทั้งหมด ทุกวันนี้ ผมได้มีโอกาสสัมผัสพระองค์ท่านแทบทุกที่ที่ผมไป รู้สึกเหมือนมีพ่อเฝ้ามองดูลูกอยู่ไม่ห่าง ผมได้มีโอกาสเห็นพระจริยวัตรอันงดงามตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ มีเรื่องให้ประทับใจทุกวัน เป็นแบบอย่างให้เดินตาม ผมได้ดูรูปที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางรูปก็ทำให้แอบยิ้มได้ แชร์เก็บไว้ทั้งหมด ได้ฟังคำสอนของพระองค์ท่าน วันละเรื่องสองเรื่อง เอาไว้เตือนตัวเอง เอาไว้ปฏิบัติตาม ไม่ต้องไปหาอ่านหนังสือที่ไหน เรียนรู้จากในหลวงเนี่ยแหละ ได้ฟังเพลงของพระองค์ท่านทุกวันจากทุกที่ นี่ร้องได้อีกหลายเพลงเลย เดินไปไหนก็ฮัมดนตรีเพลง H.M Blues ไปตลอด ได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจจำนวนมากเกินจะนับไหว ยิ่งรู้ ยิ่งซาบซึ้ง ปนประหลาดใจว่าทำไม พระองค์ท่านจึงสามารถทำได้มากมายขนาดนี้ และที่สำคัญที่สุด ได้ตระหนักชัดแจ้งว่า ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นทั่วโลกที่รับรู้ถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด หลายประเทศร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญ หลายประเทศน้อมนำพระราชดำรัสไปใช้พัฒนาประเทศ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานสากล เช่น UN ก็ยังให้การยกย่องในหลวงของเราอย่างสูงสุด คำพูดที่หลายคนใช้ปลอบใจกันว่า แท้จริงนั้น พระองค์ไม่ได้ไปไหน จิตวิญญาน ความรัก และทุกสิ่งที่พระองค์ท่านสร้างไว้ยังคงอยู่กับเราเสมอ เห็นจะเป็นความจริง สิ่งที่พระองค์ท่านทำไว้ สว่างสดใส ให้เราได้คลายความเศร้ากันบ้าง เราทุกคนต้องก้าวต่อไป เพราะพระองค์ท่านมีพระกระแสรับสั่งไว้ชัดเจนว่า "งานยังไม่เสร็จ" เราทุกคนต้องทำต่อ ต้องเข้าใจสิ่งที่พระองค์ท่านคิด สิ่งที่พระองค์ท่านทำ เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะต้องต่อยอดตรงไหน ให้บรรลุตามเป้าหมายที่พระองค์ท่านหวังไว้ ซึ่งเมื่อบรรลุได้ คนที่จะมีความสุขก็คือ ตัวเรานั่นเอง และพระองค์ก็จะมีความสุขเช่นกัน ผมมั่นใจ สำหรับตัวเอง ไม่ว่าจะไปพูดที่ไหน ตอนนี้ก็จะน้อมนำเอาหลักแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังเข้าใจได้เพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน แต่ก็ภูมิใจที่ได้เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการสานต่องานของพระองค์ท่าน รู้สึกได้ทุกครั้งว่าพระองค์ท่านเฝ้ามองอยู่ รู้สึกมั่นใจ อุ่นใจและปลอดภัย ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะมี"ในหลวงอยู่ในใจ"เสมอ ภูมิใจสูงสุดในชีวิต ที่ได้เกิดและเติบโตในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ปิยะชาติ อิศรภักดี ประชาชนในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช Credit Pic : สำนักข่าวเจ้าพระยา

1 เดือนแล้วสินะ..

กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ "คนไทย" คนหนึ่ง ผมเอง ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับพระองค์ท่าน แต่สามารถรับรู้ได้อยู่เสมอว่า พระองค์ทรงรักประชาชนมากแค่ไหน ทรงทำอะไรบ้างเพื่อให้ประเทศไทย เป็นประเทศไทยอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ นี่คือ การสูญเสียที่จะยังคง
ความโศกเศร้าอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมกลับพบว่าตนเองได้รับความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป ตลอด 30 ปีในชีวิตของผม ผมรู้สึกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ผมเห็นพระองค์ท่านชัดเจนที่สุดและได้อยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากที่สุด ด้วยเพราะรับข่าวสารจำนวนมากในช่วงนี้ ทำให้ผมฝันเห็นพระองค์ท่านหลายครั้ง

พระองค์ท่านในเวลานี้ เปล่งประกาย สว่างไสวกว่าที่ผมเคยได้เห็นมาทั้งหมด

ทุกวันนี้
ผมได้มีโอกาสสัมผัสพระองค์ท่านแทบทุกที่ที่ผมไป รู้สึกเหมือนมีพ่อเฝ้ามองดูลูกอยู่ไม่ห่าง
ผมได้มีโอกาสเห็นพระจริยวัตรอันงดงามตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ มีเรื่องให้ประทับใจทุกวัน เป็นแบบอย่างให้เดินตาม
ผมได้ดูรูปที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บางรูปก็ทำให้แอบยิ้มได้ แชร์เก็บไว้ทั้งหมด
ได้ฟังคำสอนของพระองค์ท่าน วันละเรื่องสองเรื่อง เอาไว้เตือนตัวเอง เอาไว้ปฏิบัติตาม ไม่ต้องไปหาอ่านหนังสือที่ไหน เรียนรู้จากในหลวงเนี่ยแหละ
ได้ฟังเพลงของพระองค์ท่านทุกวันจากทุกที่ นี่ร้องได้อีกหลายเพลงเลย เดินไปไหนก็ฮัมดนตรีเพลง H.M Blues ไปตลอด
ได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจจำนวนมากเกินจะนับไหว ยิ่งรู้ ยิ่งซาบซึ้ง ปนประหลาดใจว่าทำไม พระองค์ท่านจึงสามารถทำได้มากมายขนาดนี้
และที่สำคัญที่สุด

ได้ตระหนักชัดแจ้งว่า ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นทั่วโลกที่รับรู้ถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด หลายประเทศร่วมแซ่ซ้องสรรเสริญ หลายประเทศน้อมนำพระราชดำรัสไปใช้พัฒนาประเทศ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานสากล เช่น UN ก็ยังให้การยกย่องในหลวงของเราอย่างสูงสุด

คำพูดที่หลายคนใช้ปลอบใจกันว่า แท้จริงนั้น พระองค์ไม่ได้ไปไหน จิตวิญญาน ความรัก และทุกสิ่งที่พระองค์ท่านสร้างไว้ยังคงอยู่กับเราเสมอ เห็นจะเป็นความจริง

สิ่งที่พระองค์ท่านทำไว้ สว่างสดใส ให้เราได้คลายความเศร้ากันบ้าง

เราทุกคนต้องก้าวต่อไป เพราะพระองค์ท่านมีพระกระแสรับสั่งไว้ชัดเจนว่า "งานยังไม่เสร็จ" เราทุกคนต้องทำต่อ ต้องเข้าใจสิ่งที่พระองค์ท่านคิด สิ่งที่พระองค์ท่านทำ เพื่อจะได้รู้ว่าควรจะต้องต่อยอดตรงไหน ให้บรรลุตามเป้าหมายที่พระองค์ท่านหวังไว้

ซึ่งเมื่อบรรลุได้ คนที่จะมีความสุขก็คือ ตัวเรานั่นเอง และพระองค์ก็จะมีความสุขเช่นกัน ผมมั่นใจ

สำหรับตัวเอง ไม่ว่าจะไปพูดที่ไหน ตอนนี้ก็จะน้อมนำเอาหลักแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปเผยแพร่ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าจะยังเข้าใจได้เพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน แต่ก็ภูมิใจที่ได้เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการสานต่องานของพระองค์ท่าน

รู้สึกได้ทุกครั้งว่าพระองค์ท่านเฝ้ามองอยู่ รู้สึกมั่นใจ อุ่นใจและปลอดภัย
ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะมี"ในหลวงอยู่ในใจ"เสมอ

ภูมิใจสูงสุดในชีวิต
ที่ได้เกิดและเติบโตในรัชสมัยรัชกาลที่ 9

ปิยะชาติ อิศรภักดี
ประชาชนในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช

Credit Pic : สำนักข่าวเจ้าพระยา