วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ไม่ได้หมายความว่าคนขายดอกไม้ที่สวยงาม จะมีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าวัดทุกวัน จะถือศึลทำแต่ความดี ไม่ได้หมายความว่าเกิดเป็นลูกคนขับสามล้อ แล้วจะไม่มีวันได้นั่งรถเบนซ์ ไม่ได้หมายความว่าคนหูหนวก แล้วจะแต่งเพลงเพราะๆ ออกมาไม่ได้ ไม่ว่าวันนี้...คุณเริ่มต้นที่ศูนย์หรือติดลบ แล้วคุณจะห้ามฝันใหญ่ได้ ปรัชญาชีวิตไม่ได้มีไว้แค่แปะ status แต่มีไว้ให้ลุกขึ้นไปทำ.. It's not just about billion. It's also about happiness. :)

ไม่ได้หมายความว่าคนขายดอกไม้ที่สวยงาม จะมีจิตใจที่อ่อนโยน

ไม่ได้หมายความว่าคนที่เข้าวัดทุกวัน จะถือศึลทำแต่ความดี

ไม่ได้หมายความว่าเกิดเป็นลูกคนขับสามล้อ แล้วจะไม่มีวันได้นั่งรถเบนซ์

ไม่ได้หมายความว่าคนหูหนวก แล้วจะแต่งเพลงเพราะๆ ออกมาไม่ได้

ไม่ว่าวันนี้...คุณเริ่มต้นที่ศูนย์หรือติดลบ แล้วคุณจะห้ามฝันใหญ่ได้

ปรัชญาชีวิตไม่ได้มีไว้แค่แปะ status
แต่มีไว้ให้ลุกขึ้นไปทำ..

It's not just about billion. It's also about happiness. :)

โลกนักวิ่งอึ้ง ! สาวเม็กซิโกใส่กระโปรง และรองเท้าแตะ ชนะวิ่งมาราธอน 29 พ.ค. 2560 (19:49 น.) สาวพื้นเมืองเม็กซิโกลงแข่งวิ่ง 50 กม. ด้วยกระโปรง และรองเท้าจากยางรถยนต์ แถมเอาชนะนักวิ่งอีก 500 คน เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วย สำหรับคนทั่วไป อาจจะต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมมาแรมปี และลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับมืออาชีพ เพื่อลงแข่งอุลตร้ามาราธอนซึ่งมีระยะทางยาวกว่าการวิ่งมาราธอนทั่วไป แต่สำหรับ María Lorena Ramírez หญิงสาวจากเม็กซิโก ผู้ที่ไม่เคยฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งวิ่งมาราธอนอย่างถูกต้องมาก่อนเลย และไม่มีกระทั่งชุดหรือรองเท้าสำหรับวิ่ง เธอไม่ใช่แค่เธอลงวิ่งระยะทาง 50 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เธอยังชนะการแข่งขันครั้งนี้ด้วยกระโปรงยาวและรองเท้าแตะเก่าๆ ที่ทำจากยางรถยนต์คู่หนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าคุณภาพสูงสำหรับวิ่ง ถุงเท้า ชุดวิ่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มให้พลังงาน เหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับนักวิ่งมืออาชีพในการลงแข่งวิ่งมาราธอน แต่มันคงไม่จำเป็นสำหรับ María Lorena Ramírez วัย 22 ปี จากรัฐชีวาวา ประเทศเม็กซิโก เธอลงแข่งด้วยชุดธรรมดาเสื้อยืดกระโปรงยาวเท่าเข่าและมีเพียงน้ำดื่ม 1 ขวดกับผ้าเช็ดหน้าเท่านั้น มันทำให้เธอดูแตกต่างจากนักวิ่ง 500 คน จากกว่า 12 ประเทศทั่วโลก ที่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับวิ่งครั้งนี้ทั้งร่างกายและอุปกรณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นใจแต่อย่างใดเลย เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าชาว Rarámuri หรือ Tarahumara ชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโกเป็นกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าวิ่งได้เร็วมาก แต่คงไม่มีใครคิดว่าเธอจะเอาชนะในครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยก็เสื้อผ้าและรองเท้าที่เธอใส่มาในวันนั้นน่าจะเป็นอุปสรรค แต่หลังจากเวลาผ่านไป 7 ชั่วโมง 3 นาที สิ่งที่ทุกคนไม่คิดเอาไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอคนนี้เป็นคนแรกที่วิ่งเข้าเส้นชัยและคว้าเงินรางวัล 320 ดอลลาร์กลับบ้านไป “เธอไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยใดๆ ในการวิ่งครั้งนี้เลย ไม่มีเจลบรรเทาอาการปวดใดๆ ไม่มีน้ำหวานเพิ่มพลัง แว่นตากันฝุ่น หรืออุปกรณ์การวิ่งราคาแพงใดๆ เลย มีเพียงแค่ขวดน้ำดื่ม และผ้าเช็ดหน้าเท่านั้นเอง” Orlando Jiménez ผู้จัดการแข่งขันกล่าว สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ María Lorena Ramírez ไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมสำหรับการวิ่งมาราธอนระยะทาง 50 กิโลเมตรมาก่อนเลย มีเพียงการเดินเท้าด้วยระยะทาง 10-15 กิโลเมตรต่อวันที่เธอต้องทำในการต้อนฝูงแกะเท่านั้น นอกจากการแข่ง Cerro Rojo Ultramarathon ในรัฐปวยบลา ตอนกลางของเม็กซิโกที่จัดเมื่อ 29 เมษายน ครั้งนี้ เธอยังเคยได้ที่สองจากการแข่งวิ่ง 100 กิโลเมตร ในงาน Caballo Blanco Ultramarathon เมื่อปีที่แล้วด้วย ชาวชนเผ่า Rarámuri ถือเป็นนักวิ่งระยะไกลในตำนานเลยก็ว่าได้ ด้วยความอดทนของร่างกายที่ไม่เหมือนใคร พวกเขาบำรุงร่างกายด้วยการดื่ม pinole (หรือข้าวโพดคั่วผสมดอกไม้, น้ำ, และน้ำตาล) และ iskiate (เมล็ดเชียผสมน้ำและน้ำมะนาว) และส่วนใหญ่พวกเขาจะวิ่งด้วยเท้าเปล่า หรือไม่ก็รองเท้าแตะที่เรียกว่า huarache ซึ่งพื้นรองเท้าแต่ก่อนมักจะทำมาจากหนังแท้ แต่นักวิ่งส่วนใหญ่จะนิยมทำมาจากยางรถยนต์เก่า พวกเขาจะเอามาผูกติดกับเท้าให้แน่นที่สุดด้วยผ้า ความสำเร็จของ María Lorena Ramírez’ ได้สร้างความทึ่งให้แก่วงการกีฬาโลกเป็นอย่างมาก ว่ามันคือพรสวรรค์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าคุณอาจไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดๆ ที่ทันสมัยเลยคุณก็สามารถทำมันออกมาได้ดีที่สุดเช่นกัน ที่มา Haberler

โลกนักวิ่งอึ้ง ! สาวเม็กซิโกใส่กระโปรง และรองเท้าแตะ ชนะวิ่งมาราธอน
29 พ.ค. 2560 (19:49 น.)

สาวพื้นเมืองเม็กซิโกลงแข่งวิ่ง 50 กม. ด้วยกระโปรง และรองเท้าจากยางรถยนต์ แถมเอาชนะนักวิ่งอีก 500 คน เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกด้วย

สำหรับคนทั่วไป อาจจะต้องใช้เวลาในการฝึกซ้อมมาแรมปี  และลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับมืออาชีพ เพื่อลงแข่งอุลตร้ามาราธอนซึ่งมีระยะทางยาวกว่าการวิ่งมาราธอนทั่วไป แต่สำหรับ María Lorena Ramírez หญิงสาวจากเม็กซิโก ผู้ที่ไม่เคยฝึกซ้อมเพื่อลงแข่งวิ่งมาราธอนอย่างถูกต้องมาก่อนเลย และไม่มีกระทั่งชุดหรือรองเท้าสำหรับวิ่ง เธอไม่ใช่แค่เธอลงวิ่งระยะทาง 50 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เธอยังชนะการแข่งขันครั้งนี้ด้วยกระโปรงยาวและรองเท้าแตะเก่าๆ ที่ทำจากยางรถยนต์คู่หนึ่งเท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าคุณภาพสูงสำหรับวิ่ง ถุงเท้า ชุดวิ่ง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มให้พลังงาน เหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับนักวิ่งมืออาชีพในการลงแข่งวิ่งมาราธอน แต่มันคงไม่จำเป็นสำหรับ María Lorena Ramírez วัย 22 ปี จากรัฐชีวาวา ประเทศเม็กซิโก เธอลงแข่งด้วยชุดธรรมดาเสื้อยืดกระโปรงยาวเท่าเข่าและมีเพียงน้ำดื่ม 1 ขวดกับผ้าเช็ดหน้าเท่านั้น มันทำให้เธอดูแตกต่างจากนักวิ่ง 500 คน จากกว่า 12 ประเทศทั่วโลก ที่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับวิ่งครั้งนี้ทั้งร่างกายและอุปกรณ์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอหวั่นใจแต่อย่างใดเลย

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าชาว Rarámuri หรือ Tarahumara ชนเผ่าพื้นเมืองของประเทศเม็กซิโกเป็นกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าวิ่งได้เร็วมาก แต่คงไม่มีใครคิดว่าเธอจะเอาชนะในครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยก็เสื้อผ้าและรองเท้าที่เธอใส่มาในวันนั้นน่าจะเป็นอุปสรรค แต่หลังจากเวลาผ่านไป 7 ชั่วโมง 3 นาที สิ่งที่ทุกคนไม่คิดเอาไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอคนนี้เป็นคนแรกที่วิ่งเข้าเส้นชัยและคว้าเงินรางวัล 320 ดอลลาร์กลับบ้านไป

“เธอไม่ได้มีอุปกรณ์ช่วยใดๆ ในการวิ่งครั้งนี้เลย ไม่มีเจลบรรเทาอาการปวดใดๆ ไม่มีน้ำหวานเพิ่มพลัง แว่นตากันฝุ่น หรืออุปกรณ์การวิ่งราคาแพงใดๆ เลย มีเพียงแค่ขวดน้ำดื่ม และผ้าเช็ดหน้าเท่านั้นเอง” Orlando Jiménez ผู้จัดการแข่งขันกล่าว

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ María Lorena Ramírez ไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมสำหรับการวิ่งมาราธอนระยะทาง 50 กิโลเมตรมาก่อนเลย มีเพียงการเดินเท้าด้วยระยะทาง 10-15 กิโลเมตรต่อวันที่เธอต้องทำในการต้อนฝูงแกะเท่านั้น

นอกจากการแข่ง Cerro Rojo Ultramarathon ในรัฐปวยบลา ตอนกลางของเม็กซิโกที่จัดเมื่อ 29 เมษายน ครั้งนี้ เธอยังเคยได้ที่สองจากการแข่งวิ่ง 100 กิโลเมตร ในงาน Caballo Blanco Ultramarathon เมื่อปีที่แล้วด้วย

ชาวชนเผ่า Rarámuri ถือเป็นนักวิ่งระยะไกลในตำนานเลยก็ว่าได้ ด้วยความอดทนของร่างกายที่ไม่เหมือนใคร พวกเขาบำรุงร่างกายด้วยการดื่ม pinole (หรือข้าวโพดคั่วผสมดอกไม้, น้ำ, และน้ำตาล) และ iskiate (เมล็ดเชียผสมน้ำและน้ำมะนาว) และส่วนใหญ่พวกเขาจะวิ่งด้วยเท้าเปล่า หรือไม่ก็รองเท้าแตะที่เรียกว่า huarache ซึ่งพื้นรองเท้าแต่ก่อนมักจะทำมาจากหนังแท้ แต่นักวิ่งส่วนใหญ่จะนิยมทำมาจากยางรถยนต์เก่า พวกเขาจะเอามาผูกติดกับเท้าให้แน่นที่สุดด้วยผ้า

ความสำเร็จของ María Lorena Ramírez’ ได้สร้างความทึ่งให้แก่วงการกีฬาโลกเป็นอย่างมาก ว่ามันคือพรสวรรค์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าคุณอาจไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ใดๆ ที่ทันสมัยเลยคุณก็สามารถทำมันออกมาได้ดีที่สุดเช่นกัน

ที่มา Haberler

ข้อคิดก่อนนอน สมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้า ในตอนนั้น เป็นพระภิกษุ ออกเดินทางแสวงบุญ ครั้นเดินทางมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง มีหญิงสาว ยืนร้องไห้แถบขาดใจ อยู่ริมแม่น้ำ พระพุทธเจ้า เข้าไปถาม นางเล่าว่า พ่อกับแม่ของนางป่วยหนักอยู่ฝั่งแม่น้ำ แต่นางก็ข้ามไปไม่ได้ เพราะแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก และนางว่ายน้ำไม่เป็น พระองค์ ได้ฟังดังนั้น จึงยอมให้หญิงสาวขี่คอ และพาข้ามแม่น้ำ ทันทีที่ข้ามถึงฝั่ง มีชาวบ้านกลุ่มนึง ซึ่งเห็นว่า พระภิกษุให้หญิงสาวขี่คอ ต่างไม่พอใจ และเอาก้อนหินขว้างปา ใส่พระพุทธ เนื่องจากเห็นว่า พระภิกษุทำไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้า นิ่งเงียบ แล้วท่านเอ๋ยเพียงว่า "ข้านะวางแล้ว เจ้าซิที่ยังไม่วาง" บางครั้งการที่เราจะตัดสินคนอื่นนั้น สิ่งที่เราเห็น อาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป หลายคนมักตัดสินคนอื่น จากการกระทำ โดยไม่ทราบที่มาที่ไป เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นด้วยตา อาจต้องตัดสินด้วยใจ อ.เอ Think Plus+ โค้ช / วีเจ / คอลัมนิสต์

ข้อคิดก่อนนอน

สมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้า ในตอนนั้น เป็นพระภิกษุ ออกเดินทางแสวงบุญ ครั้นเดินทางมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง

มีหญิงสาว ยืนร้องไห้แถบขาดใจ อยู่ริมแม่น้ำ

พระพุทธเจ้า เข้าไปถาม นางเล่าว่า พ่อกับแม่ของนางป่วยหนักอยู่ฝั่งแม่น้ำ แต่นางก็ข้ามไปไม่ได้ เพราะแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก และนางว่ายน้ำไม่เป็น

พระองค์ ได้ฟังดังนั้น จึงยอมให้หญิงสาวขี่คอ และพาข้ามแม่น้ำ

ทันทีที่ข้ามถึงฝั่ง มีชาวบ้านกลุ่มนึง ซึ่งเห็นว่า พระภิกษุให้หญิงสาวขี่คอ ต่างไม่พอใจ และเอาก้อนหินขว้างปา ใส่พระพุทธ เนื่องจากเห็นว่า พระภิกษุทำไม่ถูกต้อง

พระพุทธเจ้า นิ่งเงียบ แล้วท่านเอ๋ยเพียงว่า "ข้านะวางแล้ว เจ้าซิที่ยังไม่วาง"

บางครั้งการที่เราจะตัดสินคนอื่นนั้น สิ่งที่เราเห็น อาจไม่เป็นอย่างที่เราคิดเสมอไป

หลายคนมักตัดสินคนอื่น จากการกระทำ โดยไม่ทราบที่มาที่ไป

เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นด้วยตา อาจต้องตัดสินด้วยใจ

อ.เอ Think Plus+
โค้ช / วีเจ / คอลัมนิสต์

"...ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด ขอให้จิตอยู่ในความสงบ อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐานก็แล้วกัน แยกกายสังขารให้เป็น แยกจิตสังขารให้เป็น วางเฉย ให้อยู่ในอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ คือ ทุกข์กายต้องระงับ แต่จิตไม่เกาะติดอยู่กับมัน ยอมรับสภาวะทุกข์ของกายโดยดุษฎี บอกมันไว้เสมอๆว่า มึงตายเมื่อไหร่ กูสบายเมื่อนั้น..." : หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี : ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญนี้ด้วยจิตอันเป็นกุศลยิ่ง : อ่านแล้วแชร์ให้ผู้อื่นอ่านด้วยนะครับ : 👉👉คติธรรมพระอริยสงฆ์👈👈

"...ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด ขอให้จิตอยู่ในความสงบ อยู่ในอารมณ์พระกรรมฐานก็แล้วกัน แยกกายสังขารให้เป็น แยกจิตสังขารให้เป็น วางเฉย ให้อยู่ในอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ คือ ทุกข์กายต้องระงับ แต่จิตไม่เกาะติดอยู่กับมัน ยอมรับสภาวะทุกข์ของกายโดยดุษฎี บอกมันไว้เสมอๆว่า มึงตายเมื่อไหร่ กูสบายเมื่อนั้น..."

: หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี
: ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญนี้ด้วยจิตอันเป็นกุศลยิ่ง
: อ่านแล้วแชร์ให้ผู้อื่นอ่านด้วยนะครับ
: 👉👉คติธรรมพระอริยสงฆ์👈👈

10 อุปนิสัยใฝ่ก้าวหน้า ... 1. อย่าพูดคำว่า "เป็นไปไม่ได้!" 2. จงหาวิธี อย่าหาข้ออ้าง 3. ฝึกจดจนเป็นสินัย อย่าฝากความจำไว้กับสมองมากเกินไป (เดี๋ยวสมองบวม) 4. ส่องกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเองก่อนออกจากบ้าน สู้โว้ย! 5. สำรวจตนเองอยู่เสมอในทุกวัน 6. ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีของคนอื่น อย่าทำตัวเป็นคนรู้มากที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว คนอื่นเขาก็มีดี แต่เพราะคุณพูดมากเกินไป เขาก็เลยไม่อยากพูด 7. ออมเงินที่หามาบ้าง อย่าเอาแต่ชักหน้าไม่ถึงหลังทุกๆเดือน แล้วก็บ่นๆๆ แต่ไม่ยอมแก้ไขสักที 8. รักษาสัจจะ พูดอะไรออกไปต้องทำให้ได้ดังที่พูดไว้ 9. รอยยิ้มอย่าให้ขาดหายไปจากมุมปาก 10. ก้าวหน้าวันละน้อย อย่าใจเร็วด่วนได้ ในแต่ละวันมีเรื่องดีๆ ทุกๆวันจะเป็นวันดี ..... #นุสนธิ์บุคส์

10 อุปนิสัยใฝ่ก้าวหน้า
...
1. อย่าพูดคำว่า "เป็นไปไม่ได้!"
2. จงหาวิธี อย่าหาข้ออ้าง
3. ฝึกจดจนเป็นสินัย อย่าฝากความจำไว้กับสมองมากเกินไป (เดี๋ยวสมองบวม)
4. ส่องกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเองก่อนออกจากบ้าน สู้โว้ย!
5. สำรวจตนเองอยู่เสมอในทุกวัน
6. ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีของคนอื่น อย่าทำตัวเป็นคนรู้มากที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว คนอื่นเขาก็มีดี แต่เพราะคุณพูดมากเกินไป เขาก็เลยไม่อยากพูด
7. ออมเงินที่หามาบ้าง อย่าเอาแต่ชักหน้าไม่ถึงหลังทุกๆเดือน แล้วก็บ่นๆๆ แต่ไม่ยอมแก้ไขสักที
8. รักษาสัจจะ พูดอะไรออกไปต้องทำให้ได้ดังที่พูดไว้
9. รอยยิ้มอย่าให้ขาดหายไปจากมุมปาก
10. ก้าวหน้าวันละน้อย อย่าใจเร็วด่วนได้ ในแต่ละวันมีเรื่องดีๆ ทุกๆวันจะเป็นวันดี

.....
#นุสนธิ์บุคส์

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ยืมเงินยืมใจ เมื่อเดือนที่แล้ว สมลักษณ์ได้รับโทรศัพท์จากวินัย เขามีปัญหาทางการเงิน ต้อการยืมเงินจากสมลักษณ์ สมลักษณ์รู้สึกแปลกใจ เพราะเขากับวินัยก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก เพียงแต่เป็นแค่เพื่อนรู้จักเท่านั้นเอง ในตอนนั้นสมลักษณ์ได้แต่รู้สึกลังเล จึงบอกแก่วินัยไปว่า “รอสักครู่นะ เดี๋ยวผมโทรกลับนะ” เขาครุ่นคิดสัก10นาที ก็ตัดสินใจที่จะให้วินัยยืมเงิน เมื่ออาทิตย์ก่อน วินัยได้นำเงินมาคืนและขอเลี้ยงกาแฟผมที่ร้านเล็กๆใกล้กับบริษัทที่ผมทำงานอยู่ “ตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณ ผมรู้สึกประหลาดใจมาก” วินัยเอ่ยขึ้น “เพราะอะไร” สมลักษณ์ถาม “ก่อนที่ผมจะโทรหาคุณ ผมได้โทรไปหาเพื่อนถึง9คน คุณเป็นคนที่10 ตอนที่คุณบอกผมว่ารอสักครู่เดี๋ยวผมโทรกลับ ผมคิดว่าผมคงต้องโทรหาเพื่อนคนที่11แน่ๆ ผมโทรหาเพื่อนที่สนิทตามลำดับ ยิ่งโทรผมก็ยิ่งไม่มั่นใจ ตอนที่โทรหาคุณตอนนั้น ผมไม่มีกำลังใจอะไรแล้ว มันแทบจะไม่มีความหวังใดๆจะให้ยึดเลย ” วินัยมองหน้าผมและถอนหายใจยาวๆ “ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้นะ ผมก็คงภูมิใจอยู่ตลอดว่าผมมีเพื่อนสนิทเยอะ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ผมโดดเดี่ยวจะตาย ผมแทบจะไม่มีเพื่อนเลย” หลังจากเหตุการณ์ในร้านกาแฟวันนั้น สมลักษณ์ก็ได้แค่ครุ่นคิด เขาเองก็อาจจะไม่ต่างอะไรจากวินัยก็เป็นได้ เขาจึงอยากลองใจเพื่อนๆของเขาบ้าง เขาจึงโทรไปเล่าให้วินัยฟัง “ผมขอเตือนคุณเลยนะ อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แล้วคุณจะเจ็บแบบหาเรื่องมาใส่ตัวเปล่าๆ” สมลักษณ์ได้ฟังก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ “ไม่เป็นไร ผมก็อยากจะพิสูจน์ดู” จากนั้นเขาก็ได้ลิสรายชื่อของเพื่อนที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆที่เรียกว่าสนิทสนมกันมากทีเดียว เพื่อนกลุ่มนี้ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน และไม่เคยยุ่งเรื่องเงินๆทองๆกันมาก่อน เป็นเพื่อนก๊วนกินข้าว ปั่นจักรยาน กินกาแฟและก็เที่ยวไนท์คลับด้วยกัน ส่วนมากสมลักษณ์จะเป็นคนอุปถัมภ์เพื่อนๆกลุ่มนี้ซะมากกว่า สำหรับการเงินของเพื่อนทั้ง9คนกลุ่มนี้ หากจะหยิบยืมกันสักหมื่นสองหมื่นดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร บ่ายแก่ๆของวันนั้น สมลักษณ์ได้ส่งข้อความทางไลน์ไปหาเพื่อนทั้ง9คน โดยใจความเนื้อหามีอยู่ว่า “ผมมีปัญหาเรื่องเงิน อยากจะขอยืมเงินจากคุณสักหนึ่งหมื่น ประมาณกลางเดือนเดี๋ยวผมจะคืนให้ ถ้าสะดวกช่วยโทรหาผมหน่อย ถ้าไม่สะดวกก็ส่งข้อความกลับมานะ ไม่ต้องซีเรียส ผมรอได้” เย็นวันนั้น ก่อนทานข้าวเย็น สมลักษณ์ได้รับข้อความจากเพื่อน7คน และโทรศัพท์อีก2สาย สำหรับข้อความนั้น ถูกตอบกลับมาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ส่วนโทรศัพท์สายหนึ่งโทรมาหลังจากเขาส่งข้อความไปประมาณ20นาที ส่วนอีกสายหนึ่งโทรกลับมาหาเขาหลังจากข้อความถูกส่งไปแล้วประมาณ 2ชั่วโมงครึ่ง ข้อความตอบกลับทางไลน์ทั้ง7ประมาณนี้ ก. “ขอโทษจริงๆ ช่วงนี้ผมก็มีปัญหาเช่นกัน ที่จริงถ้าผมมี ผมให้คุณได้มากกว่านนี้นะ ผมว่า คุณลองถาม....ดูไหม ขอโทษอีกครั้งนะ” ข. “ผมเพิ่งให้ลุงยืมไปเมื่ออาทิตย์ก่อนหมื่นหนึ่ง ถ้าเป็นเดือนหน้านี่โอเคเลย ขอโทษจริงๆนะ” ค. “ช่วงนี้ผมก็เงินขาดมือ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เสียไปกะหวยหลายหมื่นเลย ถ้าผมมีเงินอยู่ในมือผมให้คุณเลยจริงๆนะ” ง. “ขอโทษจริงๆ ผมเอาเงินไปเทรดหุ้นหมดแล้ว” จ. “นี่คุณจะยืมเงินจริงๆเหรอ เมื่อวานผมเพิ่งให้น้องๆที่บริษัทกู้ไป2หมื่นแบบไม่เอาดอกเบี้ย ถ้าคุณบอกผมเร็วกว่านี้ก็ดีนะสิ ผมจะได้เหลือให้คุณยืมสักหมื่น” ฉ. “ช่วงนี้ผมหมดไปกับหุ้นมากโขอยู่ เงินสดผมไม่มีอยู่ในมือเลย ขอโทษจริงๆนะ” ช. “ลูกชายผมเพิ่งย้ายโรงเรียน นี่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นหมื่นเลย ถ้าไม่ติดตรงหนี้ผมให้คุณยืมเลยนะ ขอโทษนะ” ส่วนเพื่อนที่โทรมานั้น จรัลโทรมาเป็นคนแรก จรัล “ฮะโหล สมลักษณ์เหรอวะ?” สมลักษณ์ “ใช่ๆ เห้ยหวัดดี” จรัล “มึงมีปัญหาอะไรวะถึงต้องใช้เงินใช้ทอง?” สมลักษณ์ “เปล่าๆ เงินกูอยู่ในตลาด กูยังถอนออกมาไม่ได้ ต้องรอประมาณกลางเดือนกูถึงจะถอนออกมาได้ พอดีน้องกูมีปัญหานิดหน่อย กูก็เลยอยากจะช่วยมัน” จรัล “เอ่อ มึงไม่มีเรื่องอะไรก็ดีแล้ว มึงอยู่ที่ทำงานเหรอ?” สมลักษณ์ “เออ กูยังอยู่ที่บริษัทอยู่เลย” จรัล “พอดีลูกกูถูกเพื่อนขี่จักรยานชน แขนหักวะ กูไม่ได้ออกไปไหนหลายวันแล้ว” สมลักษณ์ “อ๊าว! ไอ้คิดเป็นยังไงบ้าง ไม่เห็นมึงบอกกูเลย ให้กูช่วยอะไรไหม?” จรัล “กูลางานหนึ่งอาทิตย์ พอดีว่าก้อยมันลางานไม่ได้ กูก็เลยต้องลางานมาอยู่กับลูกแทน อาทิตย์หน้ากูขอแม่มาดูแลหลานแทน เอ่อ มึงไม่ต้องห่วงลูกหรอก มึงเอาเบอร์บัญชีให้กูเลย เดี๋ยวก้อยกลับมากูจะให้ก้อยออกไปโอนให้” สมลักษณ์ “เอ่อ ขอบใจนะโว้ย” สายที่สองเป็นสายของนพพร นพพร “เฮ้ย สมลักษณ์หรือเปล่า คุณอยู่ไหน?” สมลักษณ์ “ผมอยู่ที่ทำงาน” นพพร “เอ่อ ผมอยู่ที่ร้านนะ เงินนะผมเตรียมให้คุณแล้ว คุณจะแวะมาเอาหรือให้ผมเอาไปส่งให้?” สมลักษณ์ “โธ่ ผมจะกล้าให้คุณเอามาส่งให้ได้ยังไง เอางี้นะ เดี๋ยวผมไปที่ร้านคุณ คุณเตรียมสัญญาเงินกู้ไว้ ผมไปแล้วจะได้เซ็นต์ให้เลย” นพพร “สัญญงสัญญาอะไร ไม่ต้องหรอก เงินแค่หมื่นเดียว มีเมื่อไหร่ค่อยคืนก็ได้ บ่ายๆเจอกันที่ร้านนะ” สมลักษณ์ “โอเค ขอบคุณมาก” เที่ยงวันต่อมา สมลักษณ์นักวินัยออกไปกินข้าวด้วยกัน สมลักษณ์บอกกับวินัยว่า “เพื่อน2คนที่ให้ผมยืมเงินนี่ปกติผมไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรพวกเขาเลย แต่เพื่อนอีก7คนที่ปฏิเสธนั้น มันมีเรื่องให้ผมช่วยแก้อยู่เป็นประจำ เดี๋ยวก็คอมเสีย เดี๋ยวก็เรื่องหุ้น เดี๋ยวก็เรื่องลงทุนฯลฯ” “คุณจะบอกความจริงให้คุณจรัลและคุณนพพรไหม?” วินัยถาม “โธ่ ผมไม่ได้เป็นโรคประสาทสักหน่อย ผมจะบอกให้เสียเพื่อนไปทำไมล่ะ?” สมลักษณ์พูดเสร็จก็หัวเราะ “คราวนี้คุณก็รู้แล้วสะนะว่าคุณเหลือเพื่อนอยู่แค่2คน” วินัยพูดเป็นเชิง “ผมเข้าใจ เพื่อนอีก7คนเขาอาจจะลำบากเรื่องเงินจริงๆก็ได้ แต่ก็นั่นแหละนะ” สมลักษณ์พูดแล้วก็หัวเราะต่อ “ผมเคยอ่านเจอมาจากเพจหนึ่งนะ เขาบอกว่า “คนที่เคยช่วยเหลือคุณ เขาจะช่วยเหลือคุณวันยังค่ำ แต่คนที่คุณเคยช่วยเหลือ ไม่แน่เสมอไปว่าจะกลับมาช่วยเหลือคุณ” สิ้นเสียงของสมลักษณ์ วินัยก็หัวเราะออกมาและบอกไปว่า “นั่นไม่ใช่ผมแน่นอน ฮ่าๆๆ” ............................. เพื่อนสนิท ไม่จำเป็นต้องมีอะไรคุยกันไม่รู้จบ ต่อให้ไม่มีเรื่องอะไรจะคุย ก็ไม่รู้สึกอึดอัด เพื่อนสนิท ต่อให้รู้ใส้รู้พุงกันหมด ก็ยังยินดีจะคบกันต่อไป เพื่อนสนิท ไปมาหาสู่กันได้เสมอ โดยไม่ต้องอาศัยวาระหรือเทศกาลตรุษสารทใดๆ เพื่อนสนิท ยืมเงินแล้วต้องใช้ หากไม่ใช้จะเสียเพื่อนจนไม่เหลือความสนิท เพื่อนสนิท หากรู้ว่ายืมแล้วไม่รู้จะหามาคืนได้ยังไง ให้ขอ เพราะขอ เพื่อนที่ให้ยืมจะได้ไม่ต้องเฝ้ารอ รอว่าเมื่อไหร่จะได้คืน นุสนธิ์บุคส์

ยืมเงินยืมใจ

เมื่อเดือนที่แล้ว สมลักษณ์ได้รับโทรศัพท์จากวินัย เขามีปัญหาทางการเงิน ต้อการยืมเงินจากสมลักษณ์
สมลักษณ์รู้สึกแปลกใจ เพราะเขากับวินัยก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก เพียงแต่เป็นแค่เพื่อนรู้จักเท่านั้นเอง ในตอนนั้นสมลักษณ์ได้แต่รู้สึกลังเล จึงบอกแก่วินัยไปว่า
“รอสักครู่นะ เดี๋ยวผมโทรกลับนะ”
เขาครุ่นคิดสัก10นาที ก็ตัดสินใจที่จะให้วินัยยืมเงิน

เมื่ออาทิตย์ก่อน วินัยได้นำเงินมาคืนและขอเลี้ยงกาแฟผมที่ร้านเล็กๆใกล้กับบริษัทที่ผมทำงานอยู่
“ตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณ ผมรู้สึกประหลาดใจมาก” วินัยเอ่ยขึ้น
“เพราะอะไร” สมลักษณ์ถาม
“ก่อนที่ผมจะโทรหาคุณ ผมได้โทรไปหาเพื่อนถึง9คน คุณเป็นคนที่10 ตอนที่คุณบอกผมว่ารอสักครู่เดี๋ยวผมโทรกลับ ผมคิดว่าผมคงต้องโทรหาเพื่อนคนที่11แน่ๆ ผมโทรหาเพื่อนที่สนิทตามลำดับ ยิ่งโทรผมก็ยิ่งไม่มั่นใจ ตอนที่โทรหาคุณตอนนั้น ผมไม่มีกำลังใจอะไรแล้ว มันแทบจะไม่มีความหวังใดๆจะให้ยึดเลย ” วินัยมองหน้าผมและถอนหายใจยาวๆ
“ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้นะ ผมก็คงภูมิใจอยู่ตลอดว่าผมมีเพื่อนสนิทเยอะ แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ผมโดดเดี่ยวจะตาย ผมแทบจะไม่มีเพื่อนเลย”

หลังจากเหตุการณ์ในร้านกาแฟวันนั้น สมลักษณ์ก็ได้แค่ครุ่นคิด เขาเองก็อาจจะไม่ต่างอะไรจากวินัยก็เป็นได้ เขาจึงอยากลองใจเพื่อนๆของเขาบ้าง เขาจึงโทรไปเล่าให้วินัยฟัง
“ผมขอเตือนคุณเลยนะ อย่าทำอย่างนั้นเด็ดขาด มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แล้วคุณจะเจ็บแบบหาเรื่องมาใส่ตัวเปล่าๆ”
สมลักษณ์ได้ฟังก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ
“ไม่เป็นไร ผมก็อยากจะพิสูจน์ดู”

จากนั้นเขาก็ได้ลิสรายชื่อของเพื่อนที่ไปมาหาสู่กันบ่อยๆที่เรียกว่าสนิทสนมกันมากทีเดียว เพื่อนกลุ่มนี้ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน และไม่เคยยุ่งเรื่องเงินๆทองๆกันมาก่อน เป็นเพื่อนก๊วนกินข้าว ปั่นจักรยาน กินกาแฟและก็เที่ยวไนท์คลับด้วยกัน ส่วนมากสมลักษณ์จะเป็นคนอุปถัมภ์เพื่อนๆกลุ่มนี้ซะมากกว่า
สำหรับการเงินของเพื่อนทั้ง9คนกลุ่มนี้ หากจะหยิบยืมกันสักหมื่นสองหมื่นดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

บ่ายแก่ๆของวันนั้น สมลักษณ์ได้ส่งข้อความทางไลน์ไปหาเพื่อนทั้ง9คน โดยใจความเนื้อหามีอยู่ว่า
“ผมมีปัญหาเรื่องเงิน อยากจะขอยืมเงินจากคุณสักหนึ่งหมื่น ประมาณกลางเดือนเดี๋ยวผมจะคืนให้ ถ้าสะดวกช่วยโทรหาผมหน่อย ถ้าไม่สะดวกก็ส่งข้อความกลับมานะ ไม่ต้องซีเรียส ผมรอได้”

เย็นวันนั้น ก่อนทานข้าวเย็น สมลักษณ์ได้รับข้อความจากเพื่อน7คน และโทรศัพท์อีก2สาย
สำหรับข้อความนั้น ถูกตอบกลับมาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ส่วนโทรศัพท์สายหนึ่งโทรมาหลังจากเขาส่งข้อความไปประมาณ20นาที ส่วนอีกสายหนึ่งโทรกลับมาหาเขาหลังจากข้อความถูกส่งไปแล้วประมาณ 2ชั่วโมงครึ่ง
ข้อความตอบกลับทางไลน์ทั้ง7ประมาณนี้
ก. “ขอโทษจริงๆ ช่วงนี้ผมก็มีปัญหาเช่นกัน ที่จริงถ้าผมมี ผมให้คุณได้มากกว่านนี้นะ ผมว่า คุณลองถาม....ดูไหม ขอโทษอีกครั้งนะ”
ข. “ผมเพิ่งให้ลุงยืมไปเมื่ออาทิตย์ก่อนหมื่นหนึ่ง ถ้าเป็นเดือนหน้านี่โอเคเลย ขอโทษจริงๆนะ”
ค. “ช่วงนี้ผมก็เงินขาดมือ เมื่ออาทิตย์ก่อนก็เสียไปกะหวยหลายหมื่นเลย ถ้าผมมีเงินอยู่ในมือผมให้คุณเลยจริงๆนะ”
ง. “ขอโทษจริงๆ ผมเอาเงินไปเทรดหุ้นหมดแล้ว”
จ. “นี่คุณจะยืมเงินจริงๆเหรอ เมื่อวานผมเพิ่งให้น้องๆที่บริษัทกู้ไป2หมื่นแบบไม่เอาดอกเบี้ย ถ้าคุณบอกผมเร็วกว่านี้ก็ดีนะสิ ผมจะได้เหลือให้คุณยืมสักหมื่น”
ฉ. “ช่วงนี้ผมหมดไปกับหุ้นมากโขอยู่ เงินสดผมไม่มีอยู่ในมือเลย ขอโทษจริงๆนะ”
ช. “ลูกชายผมเพิ่งย้ายโรงเรียน นี่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นหมื่นเลย ถ้าไม่ติดตรงหนี้ผมให้คุณยืมเลยนะ ขอโทษนะ”

ส่วนเพื่อนที่โทรมานั้น จรัลโทรมาเป็นคนแรก
จรัล “ฮะโหล สมลักษณ์เหรอวะ?”
สมลักษณ์ “ใช่ๆ เห้ยหวัดดี”
จรัล “มึงมีปัญหาอะไรวะถึงต้องใช้เงินใช้ทอง?”
สมลักษณ์ “เปล่าๆ เงินกูอยู่ในตลาด กูยังถอนออกมาไม่ได้ ต้องรอประมาณกลางเดือนกูถึงจะถอนออกมาได้ พอดีน้องกูมีปัญหานิดหน่อย กูก็เลยอยากจะช่วยมัน”
จรัล “เอ่อ มึงไม่มีเรื่องอะไรก็ดีแล้ว มึงอยู่ที่ทำงานเหรอ?”
สมลักษณ์ “เออ กูยังอยู่ที่บริษัทอยู่เลย”
จรัล “พอดีลูกกูถูกเพื่อนขี่จักรยานชน แขนหักวะ กูไม่ได้ออกไปไหนหลายวันแล้ว”
สมลักษณ์ “อ๊าว! ไอ้คิดเป็นยังไงบ้าง ไม่เห็นมึงบอกกูเลย ให้กูช่วยอะไรไหม?”
จรัล “กูลางานหนึ่งอาทิตย์ พอดีว่าก้อยมันลางานไม่ได้ กูก็เลยต้องลางานมาอยู่กับลูกแทน อาทิตย์หน้ากูขอแม่มาดูแลหลานแทน เอ่อ มึงไม่ต้องห่วงลูกหรอก มึงเอาเบอร์บัญชีให้กูเลย เดี๋ยวก้อยกลับมากูจะให้ก้อยออกไปโอนให้”
สมลักษณ์ “เอ่อ ขอบใจนะโว้ย”

สายที่สองเป็นสายของนพพร
นพพร “เฮ้ย สมลักษณ์หรือเปล่า คุณอยู่ไหน?”
สมลักษณ์ “ผมอยู่ที่ทำงาน”
นพพร “เอ่อ ผมอยู่ที่ร้านนะ เงินนะผมเตรียมให้คุณแล้ว คุณจะแวะมาเอาหรือให้ผมเอาไปส่งให้?”
สมลักษณ์ “โธ่ ผมจะกล้าให้คุณเอามาส่งให้ได้ยังไง เอางี้นะ เดี๋ยวผมไปที่ร้านคุณ คุณเตรียมสัญญาเงินกู้ไว้ ผมไปแล้วจะได้เซ็นต์ให้เลย”
นพพร “สัญญงสัญญาอะไร ไม่ต้องหรอก เงินแค่หมื่นเดียว มีเมื่อไหร่ค่อยคืนก็ได้ บ่ายๆเจอกันที่ร้านนะ”
สมลักษณ์ “โอเค ขอบคุณมาก”

เที่ยงวันต่อมา สมลักษณ์นักวินัยออกไปกินข้าวด้วยกัน
สมลักษณ์บอกกับวินัยว่า
“เพื่อน2คนที่ให้ผมยืมเงินนี่ปกติผมไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรพวกเขาเลย แต่เพื่อนอีก7คนที่ปฏิเสธนั้น มันมีเรื่องให้ผมช่วยแก้อยู่เป็นประจำ เดี๋ยวก็คอมเสีย เดี๋ยวก็เรื่องหุ้น เดี๋ยวก็เรื่องลงทุนฯลฯ”
“คุณจะบอกความจริงให้คุณจรัลและคุณนพพรไหม?” วินัยถาม
“โธ่ ผมไม่ได้เป็นโรคประสาทสักหน่อย ผมจะบอกให้เสียเพื่อนไปทำไมล่ะ?” สมลักษณ์พูดเสร็จก็หัวเราะ
“คราวนี้คุณก็รู้แล้วสะนะว่าคุณเหลือเพื่อนอยู่แค่2คน” วินัยพูดเป็นเชิง
“ผมเข้าใจ เพื่อนอีก7คนเขาอาจจะลำบากเรื่องเงินจริงๆก็ได้ แต่ก็นั่นแหละนะ” สมลักษณ์พูดแล้วก็หัวเราะต่อ
“ผมเคยอ่านเจอมาจากเพจหนึ่งนะ เขาบอกว่า “คนที่เคยช่วยเหลือคุณ เขาจะช่วยเหลือคุณวันยังค่ำ แต่คนที่คุณเคยช่วยเหลือ ไม่แน่เสมอไปว่าจะกลับมาช่วยเหลือคุณ” สิ้นเสียงของสมลักษณ์ วินัยก็หัวเราะออกมาและบอกไปว่า
“นั่นไม่ใช่ผมแน่นอน ฮ่าๆๆ”

.............................
เพื่อนสนิท ไม่จำเป็นต้องมีอะไรคุยกันไม่รู้จบ ต่อให้ไม่มีเรื่องอะไรจะคุย ก็ไม่รู้สึกอึดอัด
เพื่อนสนิท ต่อให้รู้ใส้รู้พุงกันหมด ก็ยังยินดีจะคบกันต่อไป
เพื่อนสนิท ไปมาหาสู่กันได้เสมอ โดยไม่ต้องอาศัยวาระหรือเทศกาลตรุษสารทใดๆ
เพื่อนสนิท ยืมเงินแล้วต้องใช้ หากไม่ใช้จะเสียเพื่อนจนไม่เหลือความสนิท
เพื่อนสนิท หากรู้ว่ายืมแล้วไม่รู้จะหามาคืนได้ยังไง ให้ขอ เพราะขอ เพื่อนที่ให้ยืมจะได้ไม่ต้องเฝ้ารอ รอว่าเมื่อไหร่จะได้คืน

นุสนธิ์บุคส์

บ๊ะจ่าง ตำนานปราชญ์รักแผ่นดิน ถ้าเอ่ยถึงบ๊ะจ่าง หลายคนคงรู้จักเป็นอย่างดีกับข้าวเหนียวใส่กุนเชียง เนื้อหมู แปะก้วย ถั่ว (และอื่น ๆ) ห่อด้วยใบไผ่เป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วนำมานึ่ง ทว่าที่มาของเจ้าบ๊ะจ่างหรือขนมจ้างนี้ เกี่ยวพันกับเรื่องราวของ ฉู่หยวน นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรมและรักบ้านเมือง 700 ปี ก่อน ค.ศ. ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ถูกแบ่งเป็นเจ็ดแคว้น เรียกว่า ยุคจ้านกว๋อ หรือ เจ็ดผู้กล้าแห่งสงคราม ซึ่งประกอบด้วยแคว้นฉิน หาน ฉู่ จ้าว เว่ย เอี้ยน และฉี ซึ่งแต่ละแคว้นต่างก็ทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันมิได้หยุด ขณะที่ราชวงศ์โจวก็ไม่มีอำนาจที่จะห้ามปรามแคว้นใด ๆ ได้ และเมื่อถึงปลายยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินที่อยู่ทางภาคตะวันตก ได้ปฏิรูปบ้านเมืองจนมีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร จากนั้นจึงเริ่มแผ่แสนยานุภาพเข้าคุกคามแคว้นอื่น ๆ จนกลายเป็นที่ยำเกรงของทุกแคว้น ฉู่หยวนเป็นขุนนางของแคว้นฉู่ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เขาเป็นผู้ที่ทรงภูมิรู้และมีคุณธรรมทั้งมีความรักแผ่นดินเกิดเป็นอันมาก ฉู่หยวนเป็นที่ปรึกษาของฉู่ฮุ่ยหวาง ประมุขแห่งแคว้นฉู่ ซึ่งในระยะแรก พระองค์มีความเชื่อถือในตัวเขาเป็นอันมาก ทว่าเมื่อชื่อเสียงของฉู่หยวนเริ่มเลื่องลือ ก็มีขุนนางบางคนริษยาความสามารถของเขาและพากันทูลยุแยงจนฉู่ฮุ่ยหวางเกิดความระแวงและคลายความเชื่อถือในตัวฉู่หยวนลง ปีที่ 299 ก่อน ค.ศ. แคว้นฉินกับแคว้นฉู่ทำสงครามกัน กองทัพฉู่พ่ายแพ้ยับเยิน ฉินหวางได้ยื่นข้อเสนอจะสงบศึก แต่มีข้อแม้ให้ฉู่ฮุ่ยหวางเดินทางไปแคว้นฉินเพื่อทำข้อตกลง ฉู่หยวนคาดการณ์ว่าข้อเสนอดังกล่าวมีอุบายแอบแฝงอยู่ จึงพยายามคัดค้านไม่ให้เจ้าเหนือหัวของตนไปแคว้นฉิน ทว่าฉู่ฮุ่ยหวางไม่ยอมฟังและเสด็จไปแคว้นฉินตามคำเชิญ จนถูกจับเป็นเชลย จากนั้นอีกสามปีต่อมา ก็สิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง หลังจากฉู่ฮุ่ยหวางถูกจับไป โอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แทน โดยมีพระนามว่า ฉู่ฉิงเซียงหวาง ซึ่งหลังจากฉู่ฉิงเซียงหวางครองราชย์แล้ว กลุ่มขุนนางที่เป็นศัตรูกับฉู่หยวนได้กลายเป็นที่โปรดปรานของฉู่หวางพระองค์ใหม่ ขุนนางเหล่านั้นได้ให้ร้ายฉู่หยวน จนทำให้เขาต้องออกจากราชการและถูกเนรเทศไปชนบท ปีที่ 278 ก่อน ค.ศ. แคว้นฉินได้ส่งทัพยกมาตีแคว้นฉู่ นครหลวงอิ่งตูถูกกองทัพฉินตีแตก ทำให้แคว้นฉู่ต้องเสียเมืองหลวงและดินแดนอีกหลายส่วนให้แก่ฉิน ซึ่งเมื่อฉู่หยวนได้ทราบข่าวก็เศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันมาก และด้วยความคับแค้นใจที่ตนเองไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือบ้านเมืองในยามวิกฤตได้เขา จึงตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำลั่วปลิดชีพตนเอง เมื่อพวกชาวเมืองจำนวนมากที่รักใคร่นับถือฉู่หยวน ได้ทราบข่าว ก็พากันเศร้าโศกเสียใจ พวกเขาพยายามงมหาร่างของฉู่หยวนขึ้นมาทำพิธีศพแต่ไม่พบ พวกชาวเมืองจึงพูดกันว่า ดวงวิญญาณฉู่หยวนคงไม่ปรารถนาขึ้นมาอยู่บนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย จึงบันดาลให้ผู้คนหาร่างของเขาไม่พบ ทว่าพวกชาวเมืองต่างเกรงว่าฝูงปลาในแม่น้ำมี่ลั่วจะกินร่างของฉู่หยวน จึงพายเรือไปตามแม่น้ำและตีกลองไล่ปลา พร้อมกับนำข้าวเหนียวนึ่งปั้นเป็นก้อนห่อด้วยใบไผ่โยนลงน้ำให้ปลากินเพื่อที่ปลาจะได้ไม่ไปกินร่างของฉู่หยวนที่พวกเขานับถือและศรัทธา จากนั้นทุกปี ในวันที่ 5 เดือน 5 เพื่อรำลึกถึงฉู่หยวน วีรบุรุษผู้รักแผ่นดิน พวกชาวเมืองจึงจัดงานแข่งเรือมังกรและทำข้าวเหนียวนึ่งห่อใบไผ่รับประทานกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมแพร่หลายสืบมา โดยจากข้าวเหนียวนึ่งห่อใบไผ่ในยุคแรก ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นบะจ่างหรือขนมจ้างดังเช่นทุกวันนี้

บ๊ะจ่าง ตำนานปราชญ์รักแผ่นดิน

ถ้าเอ่ยถึงบ๊ะจ่าง หลายคนคงรู้จักเป็นอย่างดีกับข้าวเหนียวใส่กุนเชียง เนื้อหมู แปะก้วย ถั่ว (และอื่น ๆ) ห่อด้วยใบไผ่เป็นรูปสามเหลี่ยมแล้วนำมานึ่ง ทว่าที่มาของเจ้าบ๊ะจ่างหรือขนมจ้างนี้ เกี่ยวพันกับเรื่องราวของ ฉู่หยวน นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรมและรักบ้านเมือง

700 ปี ก่อน ค.ศ. ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ถูกแบ่งเป็นเจ็ดแคว้น เรียกว่า ยุคจ้านกว๋อ หรือ เจ็ดผู้กล้าแห่งสงคราม ซึ่งประกอบด้วยแคว้นฉิน หาน ฉู่ จ้าว เว่ย เอี้ยน และฉี ซึ่งแต่ละแคว้นต่างก็ทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันมิได้หยุด ขณะที่ราชวงศ์โจวก็ไม่มีอำนาจที่จะห้ามปรามแคว้นใด ๆ ได้ และเมื่อถึงปลายยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินที่อยู่ทางภาคตะวันตก ได้ปฏิรูปบ้านเมืองจนมีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร จากนั้นจึงเริ่มแผ่แสนยานุภาพเข้าคุกคามแคว้นอื่น ๆ จนกลายเป็นที่ยำเกรงของทุกแคว้น

ฉู่หยวนเป็นขุนนางของแคว้นฉู่ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เขาเป็นผู้ที่ทรงภูมิรู้และมีคุณธรรมทั้งมีความรักแผ่นดินเกิดเป็นอันมาก ฉู่หยวนเป็นที่ปรึกษาของฉู่ฮุ่ยหวาง ประมุขแห่งแคว้นฉู่ ซึ่งในระยะแรก พระองค์มีความเชื่อถือในตัวเขาเป็นอันมาก ทว่าเมื่อชื่อเสียงของฉู่หยวนเริ่มเลื่องลือ ก็มีขุนนางบางคนริษยาความสามารถของเขาและพากันทูลยุแยงจนฉู่ฮุ่ยหวางเกิดความระแวงและคลายความเชื่อถือในตัวฉู่หยวนลง

ปีที่ 299 ก่อน ค.ศ. แคว้นฉินกับแคว้นฉู่ทำสงครามกัน กองทัพฉู่พ่ายแพ้ยับเยิน ฉินหวางได้ยื่นข้อเสนอจะสงบศึก แต่มีข้อแม้ให้ฉู่ฮุ่ยหวางเดินทางไปแคว้นฉินเพื่อทำข้อตกลง ฉู่หยวนคาดการณ์ว่าข้อเสนอดังกล่าวมีอุบายแอบแฝงอยู่ จึงพยายามคัดค้านไม่ให้เจ้าเหนือหัวของตนไปแคว้นฉิน ทว่าฉู่ฮุ่ยหวางไม่ยอมฟังและเสด็จไปแคว้นฉินตามคำเชิญ จนถูกจับเป็นเชลย จากนั้นอีกสามปีต่อมา ก็สิ้นพระชนม์ในที่คุมขัง

หลังจากฉู่ฮุ่ยหวางถูกจับไป โอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์แทน โดยมีพระนามว่า ฉู่ฉิงเซียงหวาง ซึ่งหลังจากฉู่ฉิงเซียงหวางครองราชย์แล้ว กลุ่มขุนนางที่เป็นศัตรูกับฉู่หยวนได้กลายเป็นที่โปรดปรานของฉู่หวางพระองค์ใหม่ ขุนนางเหล่านั้นได้ให้ร้ายฉู่หยวน จนทำให้เขาต้องออกจากราชการและถูกเนรเทศไปชนบท

ปีที่ 278 ก่อน ค.ศ. แคว้นฉินได้ส่งทัพยกมาตีแคว้นฉู่ นครหลวงอิ่งตูถูกกองทัพฉินตีแตก ทำให้แคว้นฉู่ต้องเสียเมืองหลวงและดินแดนอีกหลายส่วนให้แก่ฉิน ซึ่งเมื่อฉู่หยวนได้ทราบข่าวก็เศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันมาก และด้วยความคับแค้นใจที่ตนเองไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถช่วยเหลือบ้านเมืองในยามวิกฤตได้เขา จึงตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำลั่วปลิดชีพตนเอง

เมื่อพวกชาวเมืองจำนวนมากที่รักใคร่นับถือฉู่หยวน ได้ทราบข่าว ก็พากันเศร้าโศกเสียใจ พวกเขาพยายามงมหาร่างของฉู่หยวนขึ้นมาทำพิธีศพแต่ไม่พบ พวกชาวเมืองจึงพูดกันว่า ดวงวิญญาณฉู่หยวนคงไม่ปรารถนาขึ้นมาอยู่บนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย จึงบันดาลให้ผู้คนหาร่างของเขาไม่พบ ทว่าพวกชาวเมืองต่างเกรงว่าฝูงปลาในแม่น้ำมี่ลั่วจะกินร่างของฉู่หยวน จึงพายเรือไปตามแม่น้ำและตีกลองไล่ปลา พร้อมกับนำข้าวเหนียวนึ่งปั้นเป็นก้อนห่อด้วยใบไผ่โยนลงน้ำให้ปลากินเพื่อที่ปลาจะได้ไม่ไปกินร่างของฉู่หยวนที่พวกเขานับถือและศรัทธา จากนั้นทุกปี ในวันที่ 5 เดือน 5 เพื่อรำลึกถึงฉู่หยวน วีรบุรุษผู้รักแผ่นดิน พวกชาวเมืองจึงจัดงานแข่งเรือมังกรและทำข้าวเหนียวนึ่งห่อใบไผ่รับประทานกัน จนกลายเป็นธรรมเนียมแพร่หลายสืบมา โดยจากข้าวเหนียวนึ่งห่อใบไผ่ในยุคแรก ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงจนกลายมาเป็นบะจ่างหรือขนมจ้างดังเช่นทุกวันนี้