วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องแปล.....จาก coco01net... เรือง..最受国际尊重的企业家(บุคคลที่ได้รับการยกย่องจากนาๆชาติ)..... เขาทำกำไรมหาศาลจากต่างประเทศ, 6.6ล้านๆ , จ่ายภาษีให้ประเทศจีน 1.6แสนล้าน...แต่ใช้รถส่วนตัว ราคาไม่เกินคันละ 5 แสนบาท แถมเป็นรถมือ2........ "มีนักธุรกิจใหญ่ชาวจีนคนหนึ่ง" มักกล่าวกับพนักงานของเขาว่า " เมื่อผมได้ชัยชนะมา1ครั้ง , ผมก็จะทำให้พ่อแม่พี่น้องญาติสนิท มิตรสหายของผม ได้กินข้าวเพิ่มอีก 1ชาม , และยังจะบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้เป็นความหวังของลูกหลานแรงงาน สามารถใช้เป็นทุนการศึกษา ให้เด็กๆได้เรียนหนังสือให้มากขึ้น , ...... เถ้าแก่คนนี้ชื่อ " 任正非" หยิ่มเจี๊ยฮุย... เขาเป็นนักธุรกิจระดับ "หลาย..ล้านๆ"เป็นคนจีนที่ นาๆชาติ ให้ความเคารพยกย่องว่า เป็นบุคคลแห่งปี , นักธุระกิจที่เป็นยิ่งกว่านักธุระกิจทั่วไป.... ปีนี้...วันที่16/4/2017 ผู้ก่อตั้งบริษัท "华为" หั่วอุ๊ย( หัวเหว่ย) ชื่อ "หยิ่มเจี๊ยฮุย" อายุ72ปี ได้เข้าแถวรอขึ้นรถแท๊กซี่กลางดึกคนเดียว ที่สนามบินหงเฉียว ในเมืองเซี่ยงไฮ้ (มีคนแอบถ่ายรูปใว้ได้)... เมื่อภาพได้ถูกเผยแพร่ออกไป มีแฟนๆในโซเชี่ยล ได้แสดงการคารวะอย่างจริงใจกับท่าน, ในภาพถ่ายนั้น เห็นท่านกำลังลากกระเป๋าเดินทาง มือหนึ่งกำลังใช้โทรศัพพ์ ในขณะที่ต้องเข้าแถวรอรถแท๊กซี่ด้วยตัวเองเหมือนคนทั่วไป.... นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีคนถ่ายภาพท่านใว้ ปี 2012 ก็เคยมีคนถ่ายรูปท่าน กำลังขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่องแบบจังๆ ท่านใส่เสื้อเก่าๆ หิ้วกระเป๋าที่เก่าจนเป็นสีเหลือง มีความน้อบน้อมถ่อมตน และมารยาทที่งดงาม ทั้งๆที่เป็นเจ้าของนักธุรกิจระดับต้นๆของโลก , ที่ไม่ต้องใช้คนขับรถ ไม่ยอมใช้อภิสิทธิเกินคนทั่วไป , ทั้งๆที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ถึงระดับนี้ แต่ทำไมไม่ใช้เส้นทางเดินของแขกผู้มีเกียรติ และไม่ต้องการใช้รถ"รีมูซีน" แต่ยังอุตส่าห์เข้าแถวรอรถแท๊กซี่ , หากแต่เบื้องหลังความเป็นจริง , ทุกคนรู้ว่า เถ้าแก่ แห่งอาณาจักร"หั่วอุ้ย(หัวเหว่ย) มีอุปนิสัยเช่นนายทหาร " เขามักจะมีคำพูดติดปากอยู่3คำ 1. ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง, 2. การแข่งขันคือต้นทุนอย่างหนึ่ง 3. ต้องช่วยเหลือสนับสนุนคนที่แข่งขัน(พนักงาน)อย่างยากลำบากตลอดเวลา... เขายังห้ามลูกน้องบริการให้ความสดวกต่างๆ เช่น เคยมีคนขับรถไปรับที่สนามบิน กลับถูกท่านตำหนิอย่างรุนแรง ด้วยคำพูดว่า" ("ลูกค้า" จึงเป็น ทั้งเสื้อผ้า, อาหาร, หรือบุพการีของเธอที่แท้จริง) เธอควรจะใช้แรงกาย และ แรงใจ เอาใจใส่ให้กับลูกค้าทั้งหมด ! ..... " หยิ่มเจี๊ยฮุย" จนทุกวันนี้ ยังไม่เคยมีรถประจำตำแหน่ง , เพราะ เขาไม่ต้องการให้ "หั่วอุ้ย"(หัวเหว่ย) กลายเป็นกองทัพรถยนต์(นั่นแสดงว่าบริษัทนี้ ใหญ่โตแค่ไหน)... ในโลกของ"โซเชี่ยล" มีคำพูดคำหนึ่งที่กล่าวขานกันว่า หากประเทศจีน ไม่มี"อลีบาบา" (ของนาย แจ๊กหม่า) ที่ค้าขายทางโซเชี่ยล จนเป็นระดับหนึ่งของโลก , ....หรือ ประเทศจีน ไม่มี"หัวเหว่ย" หรือไม่มีบริษัทอื่นๆ, หากเป็นเช่นนั้น บริษัท"หัวเหว่ย"จะโดดเด่นยิ่งใหญ่ได้แค่ไหน, เพราะไม่มีที่ให้เปรียบเทียบ , มีเรื่องที่น่าขำมากคือ คนทั่วไปยังคิดว่า "หัวเหว่ย" ผลิตแค่โทรศัพพ์มือถือ, แต่ไม่รู้ว่า"หัวเหว่ย"คือบริษัทที่ผลิต" ติดตั้ง" เซต"สัญญาณโทรศัพพ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเครือข่ายบริการอยู่ใน 150 ประเทศ , มี ประชากรโลกใช้บริการ "หัวเหว่ย"อยู่ร่วม 2,000 ล้านคน.... ในเทคโนโลยี่ระบบ 4 g. ของยุโรป "หัวเหว่ย" เป็นรายแรกๆ ที่เข้าไปพัฒนาให้, ปัจจุบัน "หัวเหว่ย" มีสัดส่วนการลงทุน อยู่ในยุโรป ถึง50% .... ตั้งแต่ปี2,000 เป็นต้นมา ภายใน 15 ปี "หัวเหว่ย" ทำเงินจากทั่วโลก เข้าบริษัทได้ถึง 2.3 ล้านๆหยวน ในจำนวนนี้ เป็นเงินที่ได้จากต่างชาติถึง70% ... ปี2016 หัวเหว่ยได้รับรางวัลเกียรติยศชั้นสูงสุดจากประเทศจีน ในสาขา สินค้าคุณภาพ จากกระทรวงเทคโนโลยี่... ตั้งแต่ปี2013เป็นต้นมา , "หัวเหว่ย" ได้รับรางวัลเกียรติยศมาแล้ว 700 รางวัล..... ปัจจุบัน...มีสินค้าแบรนเนมในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ยี่ห้อ ที่ประสบกับภาวะถดถอยทางการตลาด ไม่เว้นแม้แต่"แอปเปิล" ..."แต่" ในขณะเดียวกัน, "หัวเหว่ย" กลับมีผลประกอบการเป็นบวก , โดยใช้ สโลแกน คำว่า "ใช้คุณภาพของผลิตภัณฑ์" รักษาชื่อเสียงของบริษัทเทียบเท่าชีวิต" รางวัลเกียรติยศที่ได้รับ จึงเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เป็นบทพิสูจน์ในความสำเร็จของบริษัท " หัวเหว่ย".... ต้องใช้ความสงบนิ่ง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงจะมีอานาคตที่ยั่งยืนถาวร ดังเช่น "หยิ่มเจี๊ยฮุย" กล่าวใว้ว่า""ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคผิดหวัง"" และ กระจายหุ้นของบริษัท 98.6% ให้กับพนักงานของบริษัท, ในขณะเดียวกัน "หัวเหว่ย" ก็ยังไม่ให้บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ , เป็นบริษัทที่ไม่ยุ่งกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ , เพราะ "หยิ่มเจี๊ยฮุย"เห็นว่า ในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ , การทำกำไรมหาศาล, เกิดจากการปั่นตัวเลขเท่านั้น , ความจริง มนุษย์ในโลกนี้ ต้องเริ่มตั้งหลักจากกระดุมเม็ดแรกที่ลำบากก่อน , จึงจะค่อยๆหาเงินได้จากงานที่ทำกำไรตามมา... ซึ่งการปั่นเงินจากตลาดหุ้น , มันไม่สมเหตุสมผลกับการพัฒนาใดๆเลย , ฉะนั้น เขาจึงไม่ยอมเอา "หัวเหว่ย" เข้าตลาดหลักทรัพย์ , แต่กลับนำหุ้น98.6% กระจายให้พนักงานทุกคน , ทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง "หยิ่มเจี๊ยฮุย" มีหุ้นในชื่อตัวเองแค่ 1.4% เท่านั้น.... ความคิดที่ไม่เหมือนใครนี้ ทำให้พนักงาน"หัวเหว่ย" ทุกคน มีส่วนร่วมกับบริษัท เงินทุกๆหยวนที่เข้าบริษัท, เปรียบเหมือนทุกคนได้ส่วนแบ่งด้วย, ด้วยความคิดที่ใจกว้างนี้ , ทำให้เขามีเกาะคุ้มกัน ข้างหน้า และแรงหนุนจากข้างหลัง..... " หยิ่มเจี๊ยฮุย" เป็นถึงมหาเศรษฐี แต่กลับทำตัวเป็นเช่นคนธรรมดาสามัญ, ในวัย72 ยังเข้าแถวรอขึ้นรถแท๊กซี่ , ท่านทำตัวเหมือนเช่นคนงานในสายการผลิตคนหนึ่ง , ไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุระกิจ ไม่เข้าหานักการเมือง , และปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมกับข้าราชการทุกระดับ, ในขณะที่ มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก ระดับหมื่นล้าน (คูณด้วย5บาท) ขับรถมือ2 ราคาไม่เกิน1แสนหยวน (ประมาณ 5แสนบาท) ต่อมาความเก่าของรถ ทำให้สต๊าดไม่ติด จึงได้เปลี่ยนไปซื้อรถ BMW 730 i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน(ประมาณ5ล้านบาท) นั่นเป็นทรัพย์สินที่สิ้นเปลืองที่สุดของท่านแล้ว .. ท่านเสียภาษีให้รัฐบาลจีนเต็มเม็ดเต็มหน่วย , ท่าน... นำเงินตราต่างประเทศเข้าจีน มากมายมหาศาล , ท่านกระจายหุ้นให้พนักงานทุกๆคน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในบริษัท, ทำให้รัฐบาลจีน ยกย่องให้เป็น , นักธุระกิจดีเด่นแห่งชาติ ท่านชื่อ มร. 任正非 หยิ่มเจี๊ยฮุย (เยิ่นเจิ้งเฟย).. ผู้ก่อตั้ง บริษัท 华为 หั่วอุ้ย (หัวเหว่ย).. เป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลล่าสุดคือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด จากกระทรวงเทคโนโลยี่ ของจีน สินค้าของหัวเหว่ย กำลังจะครองโลกในเร็วๆนี้ ด้วยคุณภาพ และปริมาณครับ...... แปล และเรียบเรียง โดย เจงเอี่ยม แซ่อึ้ง 黄振炎

เรื่องแปล.....จาก coco01net... เรือง..最受国际尊重的企业家(บุคคลที่ได้รับการยกย่องจากนาๆชาติ).....

เขาทำกำไรมหาศาลจากต่างประเทศ, 6.6ล้านๆ , จ่ายภาษีให้ประเทศจีน 1.6แสนล้าน...แต่ใช้รถส่วนตัว ราคาไม่เกินคันละ 5 แสนบาท แถมเป็นรถมือ2........

"มีนักธุรกิจใหญ่ชาวจีนคนหนึ่ง" มักกล่าวกับพนักงานของเขาว่า " เมื่อผมได้ชัยชนะมา1ครั้ง , ผมก็จะทำให้พ่อแม่พี่น้องญาติสนิท มิตรสหายของผม ได้กินข้าวเพิ่มอีก 1ชาม , และยังจะบริจาคเงินส่วนหนึ่งให้เป็นความหวังของลูกหลานแรงงาน สามารถใช้เป็นทุนการศึกษา ให้เด็กๆได้เรียนหนังสือให้มากขึ้น , ......

เถ้าแก่คนนี้ชื่อ " 任正非" หยิ่มเจี๊ยฮุย...
เขาเป็นนักธุรกิจระดับ "หลาย..ล้านๆ"เป็นคนจีนที่ นาๆชาติ ให้ความเคารพยกย่องว่า เป็นบุคคลแห่งปี , นักธุระกิจที่เป็นยิ่งกว่านักธุระกิจทั่วไป....

ปีนี้...วันที่16/4/2017 ผู้ก่อตั้งบริษัท "华为"
หั่วอุ๊ย( หัวเหว่ย) ชื่อ "หยิ่มเจี๊ยฮุย" อายุ72ปี ได้เข้าแถวรอขึ้นรถแท๊กซี่กลางดึกคนเดียว ที่สนามบินหงเฉียว ในเมืองเซี่ยงไฮ้ (มีคนแอบถ่ายรูปใว้ได้)... เมื่อภาพได้ถูกเผยแพร่ออกไป มีแฟนๆในโซเชี่ยล ได้แสดงการคารวะอย่างจริงใจกับท่าน, ในภาพถ่ายนั้น เห็นท่านกำลังลากกระเป๋าเดินทาง มือหนึ่งกำลังใช้โทรศัพพ์ ในขณะที่ต้องเข้าแถวรอรถแท๊กซี่ด้วยตัวเองเหมือนคนทั่วไป....

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีคนถ่ายภาพท่านใว้ ปี 2012 ก็เคยมีคนถ่ายรูปท่าน กำลังขึ้นรถขนส่งผู้โดยสารขึ้นเครื่องแบบจังๆ ท่านใส่เสื้อเก่าๆ หิ้วกระเป๋าที่เก่าจนเป็นสีเหลือง มีความน้อบน้อมถ่อมตน และมารยาทที่งดงาม ทั้งๆที่เป็นเจ้าของนักธุรกิจระดับต้นๆของโลก , ที่ไม่ต้องใช้คนขับรถ ไม่ยอมใช้อภิสิทธิเกินคนทั่วไป ,

ทั้งๆที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ถึงระดับนี้ แต่ทำไมไม่ใช้เส้นทางเดินของแขกผู้มีเกียรติ และไม่ต้องการใช้รถ"รีมูซีน" แต่ยังอุตส่าห์เข้าแถวรอรถแท๊กซี่ , หากแต่เบื้องหลังความเป็นจริง , ทุกคนรู้ว่า เถ้าแก่ แห่งอาณาจักร"หั่วอุ้ย(หัวเหว่ย) มีอุปนิสัยเช่นนายทหาร " เขามักจะมีคำพูดติดปากอยู่3คำ 1. ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง, 2. การแข่งขันคือต้นทุนอย่างหนึ่ง 3. ต้องช่วยเหลือสนับสนุนคนที่แข่งขัน(พนักงาน)อย่างยากลำบากตลอดเวลา...

เขายังห้ามลูกน้องบริการให้ความสดวกต่างๆ เช่น เคยมีคนขับรถไปรับที่สนามบิน กลับถูกท่านตำหนิอย่างรุนแรง ด้วยคำพูดว่า" ("ลูกค้า" จึงเป็น ทั้งเสื้อผ้า, อาหาร, หรือบุพการีของเธอที่แท้จริง) เธอควรจะใช้แรงกาย และ แรงใจ เอาใจใส่ให้กับลูกค้าทั้งหมด ! ..... " หยิ่มเจี๊ยฮุย" จนทุกวันนี้ ยังไม่เคยมีรถประจำตำแหน่ง , เพราะ เขาไม่ต้องการให้ "หั่วอุ้ย"(หัวเหว่ย) กลายเป็นกองทัพรถยนต์(นั่นแสดงว่าบริษัทนี้ ใหญ่โตแค่ไหน)...

ในโลกของ"โซเชี่ยล" มีคำพูดคำหนึ่งที่กล่าวขานกันว่า หากประเทศจีน ไม่มี"อลีบาบา" (ของนาย แจ๊กหม่า) ที่ค้าขายทางโซเชี่ยล จนเป็นระดับหนึ่งของโลก , ....หรือ ประเทศจีน ไม่มี"หัวเหว่ย" หรือไม่มีบริษัทอื่นๆ, หากเป็นเช่นนั้น บริษัท"หัวเหว่ย"จะโดดเด่นยิ่งใหญ่ได้แค่ไหน, เพราะไม่มีที่ให้เปรียบเทียบ , มีเรื่องที่น่าขำมากคือ คนทั่วไปยังคิดว่า "หัวเหว่ย" ผลิตแค่โทรศัพพ์มือถือ, แต่ไม่รู้ว่า"หัวเหว่ย"คือบริษัทที่ผลิต" ติดตั้ง" เซต"สัญญาณโทรศัพพ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเครือข่ายบริการอยู่ใน 150 ประเทศ , มี ประชากรโลกใช้บริการ "หัวเหว่ย"อยู่ร่วม 2,000 ล้านคน....

ในเทคโนโลยี่ระบบ 4 g. ของยุโรป "หัวเหว่ย" เป็นรายแรกๆ ที่เข้าไปพัฒนาให้, ปัจจุบัน "หัวเหว่ย" มีสัดส่วนการลงทุน อยู่ในยุโรป ถึง50% .... ตั้งแต่ปี2,000 เป็นต้นมา ภายใน 15 ปี "หัวเหว่ย" ทำเงินจากทั่วโลก เข้าบริษัทได้ถึง 2.3 ล้านๆหยวน ในจำนวนนี้ เป็นเงินที่ได้จากต่างชาติถึง70% ... ปี2016 หัวเหว่ยได้รับรางวัลเกียรติยศชั้นสูงสุดจากประเทศจีน ในสาขา สินค้าคุณภาพ จากกระทรวงเทคโนโลยี่... ตั้งแต่ปี2013เป็นต้นมา , "หัวเหว่ย" ได้รับรางวัลเกียรติยศมาแล้ว 700 รางวัล.....

ปัจจุบัน...มีสินค้าแบรนเนมในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ยี่ห้อ ที่ประสบกับภาวะถดถอยทางการตลาด ไม่เว้นแม้แต่"แอปเปิล" ..."แต่" ในขณะเดียวกัน, "หัวเหว่ย" กลับมีผลประกอบการเป็นบวก , โดยใช้ สโลแกน คำว่า "ใช้คุณภาพของผลิตภัณฑ์" รักษาชื่อเสียงของบริษัทเทียบเท่าชีวิต" รางวัลเกียรติยศที่ได้รับ จึงเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เป็นบทพิสูจน์ในความสำเร็จของบริษัท " หัวเหว่ย"....

ต้องใช้ความสงบนิ่ง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงจะมีอานาคตที่ยั่งยืนถาวร ดังเช่น "หยิ่มเจี๊ยฮุย" กล่าวใว้ว่า""ต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคผิดหวัง"" และ กระจายหุ้นของบริษัท 98.6% ให้กับพนักงานของบริษัท, ในขณะเดียวกัน "หัวเหว่ย" ก็ยังไม่ให้บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ , เป็นบริษัทที่ไม่ยุ่งกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ , เพราะ "หยิ่มเจี๊ยฮุย"เห็นว่า ในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ , การทำกำไรมหาศาล, เกิดจากการปั่นตัวเลขเท่านั้น , ความจริง มนุษย์ในโลกนี้ ต้องเริ่มตั้งหลักจากกระดุมเม็ดแรกที่ลำบากก่อน , จึงจะค่อยๆหาเงินได้จากงานที่ทำกำไรตามมา... ซึ่งการปั่นเงินจากตลาดหุ้น , มันไม่สมเหตุสมผลกับการพัฒนาใดๆเลย , ฉะนั้น เขาจึงไม่ยอมเอา "หัวเหว่ย" เข้าตลาดหลักทรัพย์ , แต่กลับนำหุ้น98.6% กระจายให้พนักงานทุกคน , ทำให้ผู้ก่อตั้งอย่าง "หยิ่มเจี๊ยฮุย" มีหุ้นในชื่อตัวเองแค่ 1.4% เท่านั้น....

ความคิดที่ไม่เหมือนใครนี้ ทำให้พนักงาน"หัวเหว่ย" ทุกคน มีส่วนร่วมกับบริษัท เงินทุกๆหยวนที่เข้าบริษัท, เปรียบเหมือนทุกคนได้ส่วนแบ่งด้วย, ด้วยความคิดที่ใจกว้างนี้ , ทำให้เขามีเกาะคุ้มกัน ข้างหน้า และแรงหนุนจากข้างหลัง.....

" หยิ่มเจี๊ยฮุย" เป็นถึงมหาเศรษฐี แต่กลับทำตัวเป็นเช่นคนธรรมดาสามัญ, ในวัย72 ยังเข้าแถวรอขึ้นรถแท๊กซี่ , ท่านทำตัวเหมือนเช่นคนงานในสายการผลิตคนหนึ่ง , ไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุระกิจ ไม่เข้าหานักการเมือง , และปฎิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมกับข้าราชการทุกระดับ, ในขณะที่ มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก ระดับหมื่นล้าน (คูณด้วย5บาท) ขับรถมือ2 ราคาไม่เกิน1แสนหยวน (ประมาณ 5แสนบาท) ต่อมาความเก่าของรถ ทำให้สต๊าดไม่ติด จึงได้เปลี่ยนไปซื้อรถ BMW 730 i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน(ประมาณ5ล้านบาท) นั่นเป็นทรัพย์สินที่สิ้นเปลืองที่สุดของท่านแล้ว ..

ท่านเสียภาษีให้รัฐบาลจีนเต็มเม็ดเต็มหน่วย , ท่าน... นำเงินตราต่างประเทศเข้าจีน มากมายมหาศาล , ท่านกระจายหุ้นให้พนักงานทุกๆคน ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในบริษัท, ทำให้รัฐบาลจีน ยกย่องให้เป็น , นักธุระกิจดีเด่นแห่งชาติ ท่านชื่อ

มร. 任正非 หยิ่มเจี๊ยฮุย (เยิ่นเจิ้งเฟย)..
ผู้ก่อตั้ง บริษัท 华为 หั่วอุ้ย (หัวเหว่ย)..
เป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลล่าสุดคือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด จากกระทรวงเทคโนโลยี่ ของจีน
สินค้าของหัวเหว่ย กำลังจะครองโลกในเร็วๆนี้ ด้วยคุณภาพ และปริมาณครับ......

แปล และเรียบเรียง โดย เจงเอี่ยม แซ่อึ้ง
黄振炎

สมอง-หัวใจ มีเรื่องหนึ่งที่คุณอนันต์ อัศวโภคิน ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เคยเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์เมื่อครั้งที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขายโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กลุ่มแลนด์ถือหุ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้มานาน จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจขาย ได้กำไรสูงมาก กำไรจากการขายโรงพยาบาลทำให้ตัวเลขกำไรของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปีนั้นสูงแบบก้าวกระโดด ในเชิงบัญชี ถือว่าเป็น"กำไร"จากการลงทุน ไม่ใช่"กำไร"ที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการแท้จริง คำถามที่ตามมาก็คือ เงินกำไรส่วนนี้จะแบ่งอย่างไร แน่นอน "ผู้ถือหุ้น"ต้องได้ปันผลสูงขึ้น แต่... "พนักงาน"ควรได้โบนัสเพิ่มขึ้นจาก"กำไร"ส่วนนี้ไหม ในที่ประชุมกรรมการบริษัท มีบางคนมีความเห็นว่าไม่ควรให้โบนัสพนักงานเพิ่ม เพราะ"กำไร"ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการทำงานของพนักงาน แต่มาจากการลงทุนของบริษัท กรรมการคนนี้มีเหตุผล เพราะพนักงานไม่ได้ลงแรงทำงานเพิ่มขึ้น "เงิน"ของบริษัทต่างหากที่ทำงาน ...ทำ"กำไร"ให้บริษัท ถ้าเป็นคุณ คุณจะแบ่งผลกำไรนี้ให้กับพนักงานหรือไม่ คิดก่อนนะครับ อย่าเพิ่งอ่านต่อ ............ .............. ในที่ประชุมคุณอนันต์ค้าน. เขาไม่เห็นด้วย ทั้งที่เขาคือ"ผู้ถือหุ้นใหญ่" ได้ประโยชน์จากการไม่ให้โบนัสพนักงานมากที่สุด เขาคิดว่า"พนักงาน"ควรจะได้"โบนัส"เพิ่มจาก"กำไร"ในส่วนนี้ คุณอนันต์ให้เหตุผลว่าเมื่อปี 2540 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กู้เงินต่างประเทศมา พอลอยตัวค่าเงินบาท หนี้ของแลนด์ฯก็เพิ่มเป็นหลายหมื่นล้านบาท กลุ่มแลนด์ไม่ได้ปลดพนักงานออก แต่ลดเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัสของพนักงานลง ถามว่าพนักงานเกี่ยวข้องอะไรกับผลขาดทุนของบริษัทบ้าง เขายังทำงานหนักเหมือนเดิมตามที่ผู้บริหารมอบหมาย คนที่ตัดสินใจกู้เงินต่างประเทศก็คือ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทขาดทุน แต่พนักงานกลับถูกลงโทษ แต่พอวันที่บริษัทกำไรจากการลงทุนของบริษัท จากการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำไมพนักงานไม่ได้โบนัสเพิ่มบ้าง กลับบอกว่าพนักงานไม่เกี่ยว ไม่ได้ลงแรงอะไรเลย ครับ เจอเหตุผลแบบนี้เข้าไป ปีนั้นพนักงานของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงได้โบนัสเพิ่ม การตัดสินใจครั้งนี้ของ"อนันต์"ไม่ได้ใช้"สมอง"ที่เฉลียวฉลาด เพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง แต่เป็นการตัดสินใจด้วย"หัวใจ" ที่คิดถึง"คนอื่น" คิดถึง"พนักงาน #หนุ่มเมืองจันท์

สมอง-หัวใจ

     มีเรื่องหนึ่งที่คุณอนันต์  อัศวโภคิน ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  เคยเล่าให้ฟัง
เป็นเหตุการณ์เมื่อครั้งที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขายโรงพยาบาลเกษมราษฎร์
กลุ่มแลนด์ถือหุ้นในโรงพยาบาลแห่งนี้มานาน  จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจขาย
      ได้กำไรสูงมาก
กำไรจากการขายโรงพยาบาลทำให้ตัวเลขกำไรของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ในปีนั้นสูงแบบก้าวกระโดด
ในเชิงบัญชี ถือว่าเป็น"กำไร"จากการลงทุน
ไม่ใช่"กำไร"ที่เกิดขึ้นจากผลประกอบการแท้จริง คำถามที่ตามมาก็คือ  เงินกำไรส่วนนี้จะแบ่งอย่างไร
แน่นอน  "ผู้ถือหุ้น"ต้องได้ปันผลสูงขึ้น
แต่...
"พนักงาน"ควรได้โบนัสเพิ่มขึ้นจาก"กำไร"ส่วนนี้ไหม
ในที่ประชุมกรรมการบริษัท  มีบางคนมีความเห็นว่าไม่ควรให้โบนัสพนักงานเพิ่ม
เพราะ"กำไร"ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการทำงานของพนักงาน
แต่มาจากการลงทุนของบริษัท
   กรรมการคนนี้มีเหตุผล
เพราะพนักงานไม่ได้ลงแรงทำงานเพิ่มขึ้น
"เงิน"ของบริษัทต่างหากที่ทำงาน
...ทำ"กำไร"ให้บริษัท
ถ้าเป็นคุณ  คุณจะแบ่งผลกำไรนี้ให้กับพนักงานหรือไม่
คิดก่อนนะครับ  อย่าเพิ่งอ่านต่อ
............
..............
ในที่ประชุมคุณอนันต์ค้าน. เขาไม่เห็นด้วย
ทั้งที่เขาคือ"ผู้ถือหุ้นใหญ่" ได้ประโยชน์จากการไม่ให้โบนัสพนักงานมากที่สุด
เขาคิดว่า"พนักงาน"ควรจะได้"โบนัส"เพิ่มจาก"กำไร"ในส่วนนี้
คุณอนันต์ให้เหตุผลว่าเมื่อปี 2540 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  กู้เงินต่างประเทศมา พอลอยตัวค่าเงินบาท  หนี้ของแลนด์ฯก็เพิ่มเป็นหลายหมื่นล้านบาท
กลุ่มแลนด์ไม่ได้ปลดพนักงานออก  แต่ลดเงินเดือน สวัสดิการ และโบนัสของพนักงานลง
ถามว่าพนักงานเกี่ยวข้องอะไรกับผลขาดทุนของบริษัทบ้าง
เขายังทำงานหนักเหมือนเดิมตามที่ผู้บริหารมอบหมาย
คนที่ตัดสินใจกู้เงินต่างประเทศก็คือ ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่
บริษัทขาดทุน  แต่พนักงานกลับถูกลงโทษ
แต่พอวันที่บริษัทกำไรจากการลงทุนของบริษัท  จากการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่
ทำไมพนักงานไม่ได้โบนัสเพิ่มบ้าง
กลับบอกว่าพนักงานไม่เกี่ยว 
ไม่ได้ลงแรงอะไรเลย
ครับ  เจอเหตุผลแบบนี้เข้าไป 
ปีนั้นพนักงานของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จึงได้โบนัสเพิ่ม
  การตัดสินใจครั้งนี้ของ"อนันต์"ไม่ได้ใช้"สมอง"ที่เฉลียวฉลาด
เพื่อประโยชน์สูงสุดของตนเอง
แต่เป็นการตัดสินใจด้วย"หัวใจ"
ที่คิดถึง"คนอื่น"
คิดถึง"พนักงาน
#หนุ่มเมืองจันท์

เงินสิบบาท...สะท้านแนวคิดคน ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร ? โจทย์ง่าย ๆ แค่นี้ แต่...คิดให้ดีก่อนตอบ ก . 7 บาท ข . 2 บาท ค . 1 บาท ง . ไม่ต้องทอน ( ขอเหตุผลด้วยนะถ้าตอบข้อนี้ ) เมื่อได้คำตอบแล้ว ไปดูกันว่าคำตอบข้อไหนตรงกับคำตอบในใจคุณ ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า ' ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร ' เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท ' แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท ' อีกคนหนึ่งตอบว่า ' ไม่ต้องทอน ' ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้ เงินทอน 2 บาท ครูถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่ง เหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา โชคดีที่เป็นการถาม - ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก - ข - ค - ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่ การสร้างโจทย์ที่ ' เสมือนจริง ' จินตนาการของ ' ครู ' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ' ตัวเลข ' แต่สำหรับ เด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ ' อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา ' อ.เอ Think Plus+ โค้ช / วีเจ / คอลัมนิสต์

เงินสิบบาท...สะท้านแนวคิดคน

ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร ?
โจทย์ง่าย ๆ แค่นี้ แต่...คิดให้ดีก่อนตอบ
    ก .    7 บาท
    ข .    2 บาท
    ค .    1 บาท
    ง .     ไม่ต้องทอน ( ขอเหตุผลด้วยนะถ้าตอบข้อนี้ )

เมื่อได้คำตอบแล้ว ไปดูกันว่าคำตอบข้อไหนตรงกับคำตอบในใจคุณ

ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า ' ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร '
เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า '7 บาท ' แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า '2 บาท '
อีกคนหนึ่งตอบว่า ' ไม่ต้องทอน '
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10  บาท
คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้
เงินทอน 2 บาท

ครูถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่ง
เหรียญบาทให้ 3 เหรียญ เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา

โชคดีที่เป็นการถาม - ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก - ข - ค - ง
เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ ' เสมือนจริง ' จินตนาการของ ' ครู ' อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ' ตัวเลข ' แต่สำหรับ
เด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท

เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ

' อย่าตัดสินความผิดของคนๆ นั้น เพียงแค่ คำตอบ ของเรา '

อ.เอ Think Plus+
โค้ช / วีเจ / คอลัมนิสต์

วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมานานหลายสิบปี ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการทำอย่างไรให้ธุรกิจยังคงก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับที่ยาธาตุน้ำขาวตรา “กระต่ายบิน” ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 75 ปี ต้องคิดแก้โจทย์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไป แต่โชคดีที่ ปีติ เดชคง เภสัชกรหนุ่มอนาคตไกลซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัว อาสากลับเข้ามารับช่วงบริหารธุรกิจให้มีอนาคตสดใส พร้อมทั้งปัดฝุ่นยาธาตุน้ำขาวที่หลายคนมองว่ามีภาพลักษณ์แสนเชยให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยหยิบมาใช้แบบไม่ต้องเขิน โดยยังคงคุณภาพซึ่งเป็นหัวใจหลักเอาไว้อย่างครบถ้วน ย้อนกลับไปเมื่อปี 2485 คุณตาของปีติซึ่งเป็นแพทย์แผนจีนได้คิดค้นสูตรยาธาตุน้ำขาวขึ้น มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยขับลมได้อีกด้วย จากนั้นคุณยายของปีติซึ่งเกิดปีกระต่าย เห็นว่ากระต่ายต้องแพ้เต่าในนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า คุณยายก็เกิดความคิดอยากให้กระต่ายชนะบ้าง จึงติดปีกให้กระต่ายเพื่อจะได้บินเข้าเส้นชัย กลายเป็นที่มาของชื่อ “กระต่ายบิน” วางขายในร้านขายยาและให้รถเร่วิ่งขายในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน จากรุ่นผู้ก่อตั้งยาธาตุน้ำขาว ก็มาสู่มือของผู้บริหารรุ่นลูกที่ก็ยังสามารถสร้างกิจการให้เติบโตได้ดี แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ที่ทุกธุรกิจมีการแข่งขันรุนแรงและผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น การหยุดอยู่กับที่โดยถือว่าตัวเองเป็นผู้นำในตลาดย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ เพราะระหว่างนั้นคู่แข่งย่อมหาทางพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นภารกิจในการสร้างธุรกิจครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้นจึงตกอยู่กับทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งมีด้วยกันหลายคน แต่ส่วนใหญ่ต่างก็มีหน้าที่การงานประจำกันอยู่แล้ว ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาช่วยดูแลกิจการอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ของปีติที่เรียนจบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ ทำงานสะสมประสบการณ์ทั้งในโรงพยาบาลและในบริษัทนำเข้ายา ตัดสินใจละทิ้งความฝันที่ต้องการจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แล้วอาสาเข้ามาช่วยดูแลกิจการยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน โดยมองเห็นจุดเด่นของธุรกิจครอบครัวที่จะทำให้กิจการก้าวหน้าต่อไปได้ เช่น ความอบอุ่นแบบครอบครัวใหญ่ที่พร้อมให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ลูกหลาน องค์ความรู้ในการผลิตยาธาตุน้ำขาว เป็นต้น ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินในยุคของปีติ คือ การมองเห็นโอกาสในตลาด ที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หากไม่สบายตัวหรือเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาธาตุน้ำขาวของครอบครัวตอบโจทย์นี้ได้อย่างชัดเจน ปีติจึงปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้า จากเดิมที่เน้นกลุ่มวัยผู้ใหญ่เป็นหลักมาเป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นำสู่การปรับแพ็คเกจจิ้งให้มีสีสันสบายตาอย่างสีขาวและสีเขียวที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังคงโลโก้แบบเดิมไว้เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนจดจำแบรนด์ได้ เปลี่ยนจากขวดแก้วเป็นขวดพลาสติกเพื่อป้องกันการตกแตก ออกขนาดใหม่ 50 มิลลิลิตร เพิ่มเติมจากแบบเดิม 200 มิลลิลิตร เพื่อให้สะดวกในการพกพาไปทุกที่ทั้งเวลาทำงานหรือเดินทางท่องเที่ยว พร้อมทั้งนำนักแสดงชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงขึ้น และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของยาธาตุน้ำขาวไปด้วยในตัวว่าสินค้าที่มีมานานไม่จำเป็นต้องเชยอีกต่อไป การรักษาคุณภาพของสินค้าที่มีชื่อเสียงมานานหลายสิบปีไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมๆ ไปกับความกล้าที่จะปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ คือสิ่งที่ทำให้ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินยังครองใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน #KKSME #SME #SMEs #KiatnakinBank

โจทย์ใหญ่ของธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการมานานหลายสิบปี ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการทำอย่างไรให้ธุรกิจยังคงก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับที่ยาธาตุน้ำขาวตรา “กระต่ายบิน” ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 75 ปี ต้องคิดแก้โจทย์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไป แต่โชคดีที่ ปีติ เดชคง เภสัชกรหนุ่มอนาคตไกลซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัว อาสากลับเข้ามารับช่วงบริหารธุรกิจให้มีอนาคตสดใส พร้อมทั้งปัดฝุ่นยาธาตุน้ำขาวที่หลายคนมองว่ามีภาพลักษณ์แสนเชยให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยหยิบมาใช้แบบไม่ต้องเขิน โดยยังคงคุณภาพซึ่งเป็นหัวใจหลักเอาไว้อย่างครบถ้วน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2485 คุณตาของปีติซึ่งเป็นแพทย์แผนจีนได้คิดค้นสูตรยาธาตุน้ำขาวขึ้น มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยขับลมได้อีกด้วย จากนั้นคุณยายของปีติซึ่งเกิดปีกระต่าย เห็นว่ากระต่ายต้องแพ้เต่าในนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า คุณยายก็เกิดความคิดอยากให้กระต่ายชนะบ้าง จึงติดปีกให้กระต่ายเพื่อจะได้บินเข้าเส้นชัย กลายเป็นที่มาของชื่อ “กระต่ายบิน” วางขายในร้านขายยาและให้รถเร่วิ่งขายในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อน

จากรุ่นผู้ก่อตั้งยาธาตุน้ำขาว ก็มาสู่มือของผู้บริหารรุ่นลูกที่ก็ยังสามารถสร้างกิจการให้เติบโตได้ดี แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ที่ทุกธุรกิจมีการแข่งขันรุนแรงและผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น การหยุดอยู่กับที่โดยถือว่าตัวเองเป็นผู้นำในตลาดย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ เพราะระหว่างนั้นคู่แข่งย่อมหาทางพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นภารกิจในการสร้างธุรกิจครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้นจึงตกอยู่กับทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งมีด้วยกันหลายคน แต่ส่วนใหญ่ต่างก็มีหน้าที่การงานประจำกันอยู่แล้ว ทำให้ไม่มีเวลาเข้ามาช่วยดูแลกิจการอย่างเต็มที่

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ของปีติที่เรียนจบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ ทำงานสะสมประสบการณ์ทั้งในโรงพยาบาลและในบริษัทนำเข้ายา ตัดสินใจละทิ้งความฝันที่ต้องการจะเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ แล้วอาสาเข้ามาช่วยดูแลกิจการยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน โดยมองเห็นจุดเด่นของธุรกิจครอบครัวที่จะทำให้กิจการก้าวหน้าต่อไปได้ เช่น ความอบอุ่นแบบครอบครัวใหญ่ที่พร้อมให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่ลูกหลาน องค์ความรู้ในการผลิตยาธาตุน้ำขาว เป็นต้น

ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินในยุคของปีติ คือ การมองเห็นโอกาสในตลาด ที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หากไม่สบายตัวหรือเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็สามารถดูแลตัวเองได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาธาตุน้ำขาวของครอบครัวตอบโจทย์นี้ได้อย่างชัดเจน ปีติจึงปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้า จากเดิมที่เน้นกลุ่มวัยผู้ใหญ่เป็นหลักมาเป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นำสู่การปรับแพ็คเกจจิ้งให้มีสีสันสบายตาอย่างสีขาวและสีเขียวที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย แต่ยังคงโลโก้แบบเดิมไว้เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนจดจำแบรนด์ได้ เปลี่ยนจากขวดแก้วเป็นขวดพลาสติกเพื่อป้องกันการตกแตก ออกขนาดใหม่ 50 มิลลิลิตร เพิ่มเติมจากแบบเดิม 200 มิลลิลิตร เพื่อให้สะดวกในการพกพาไปทุกที่ทั้งเวลาทำงานหรือเดินทางท่องเที่ยว พร้อมทั้งนำนักแสดงชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงขึ้น และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของยาธาตุน้ำขาวไปด้วยในตัวว่าสินค้าที่มีมานานไม่จำเป็นต้องเชยอีกต่อไป 

การรักษาคุณภาพของสินค้าที่มีชื่อเสียงมานานหลายสิบปีไว้ได้เป็นอย่างดี พร้อมๆ ไปกับความกล้าที่จะปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ คือสิ่งที่ทำให้ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบินยังครองใจลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน

#KKSME #SME #SMEs #KiatnakinBank

   ในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา การสอบให้ได้ใบขับขี่รถยนต์ การได้ขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัว มองได้ว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับของพวกเราทุกคน นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวยังเป็นความภูมิใจและถือได้ว่าเป็นเครื่องใช้ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จและสถานะทางสังคม     แต่บทวิเคราะห์ Rethink X: Disruption, Implications and Choices­­—Rethinking Transportation 2020-2030 (พฤษภาคม 2017 โดยเจมส์ อาร์บีบ และโทนี เซบา) ทำนายว่าอุตสาหกรรมรถยนต์และระบบขนส่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมข้างเคียง (เช่น ภาคพลังงาน) กำลังจะถึงคราวพลิกผัน เพราะพัฒนาการทางเทคโนโลยีว่าด้วยรถไฟฟ้าและรถไร้คนขับจะทำให้การเป็นเจ้าของรถและความผูกพันกับรถยนต์ส่วนตัวสาบสูญไปภายในไม่ถึง 15 ปี ข้างหน้า โดยคนส่วนใหญ่จะหันมาใช้บริการขนส่ง (Transportation-as-a-Service หรือ TaaS) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้มีคุณภาพดีขึ้น แต่ก็จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออุตสาหกรรมและการจ้างงานบางภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ซึ่งหากการวิเคราะห์ของเจมส์ และโทนี ถูกต้อง เราจะเริ่มเห็นผลพวงของความพลิกผันในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2030 ดังนี้ 1. ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ จะลดลงไป 70% เมื่อเทียบกับปี 2020 และจำนวนรถยนต์ที่ใช้วิ่งบนถนนจะลดลงจาก 247 ล้านคัน เหลือเพียง 44 ล้านคัน รถยนต์ประมาณ 100 ล้านคันจะถูกเจ้าของจอดทิ้งไว้เพราะไปใช้บริการขนส่งที่ถูกและสะดวกกว่า 2. ต้นทุนการซื้อบริการขนส่งต่อ 1 กิโลเมตรจะถูกกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ถึง 10 เท่า ทำให้ทุกครอบครัวประหยัดเงินรวมกันได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเปรียบเสมือนกับการมีรายได้เพิ่ม 10% เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้น 3. น้ำมันที่ปัจจุบันราคาประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะลดลงเหลือ 25 ดอลลาร์สหรัฐ โชว์รูมขายรถยนต์จะเลิกกิจการทั้งหมดภายใน 2024 เบี้ยประกันรถยนต์จะลดลง 90% และรถยนต์สันดาปภายใน (เช่นที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้) จะแทบขายไม่ได้เลยหลังจากปี 2030 และอาชีพคนขับรถก็จะหายไปจากโลกนี้ภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน     ท่านที่สนใจเรื่องนี้ในรายละเอียด ย่อมจะสามารถเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์ดังกล่าวในอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกอีกมากมาย แต่ในขั้นนี้ผมจะขออธิบายโดยสรุปว่าแนวคิดของนักวิเคราะห์ทั้ง 2 ที่นำมาสู่ข้อสรุปดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนี้ 1. ประเด็นพื้นฐานคือปัจจุบันทุกครัวเรือนเป็นเจ้าของรถยนต์บ้านละ 1-3 คัน โดยใช้รถยนต์ 10-15% ต่อวัน (ส่วนใหญ่จอด 20-22 ชั่วโมง ใช้จริงวันละ 2-4 ชั่วโมง) โดยรถคันหนึ่งถูกใช้ขับประมาณ 2 แสนกิโลเมตรในช่วง 5 ปีที่เป็นเจ้าของ แต่รถไฟฟ้าที่ให้บริการ TaaS นั้นจะถูกใช้ทั้งวันทั้งคืน จึงคาดว่าจะใช้งานคันละ 8 แสนกิโลเมตรภายใน 5 ปี แต่เสียค่าเสื่อมสภาพเท่ากันและค่าบำรุงรักษาต่ำ เป็นเพราะรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนที่สึกหรอเพียง 20 ชิ้นเมื่อเทียบกับรถสันดาปภายในที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันซึ่งมีชิ้นส่วนที่สึกหรอได้ 2,000 ชิ้น (รถไฟฟ้าไม่มีท่อไอเสีย หัวเทียนระบบ หัวฉีดน้ำมัน หม้อน้ำ ถังน้ำมัน เครื่องปั่นไฟ ฯลฯ) สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมนั้น นักวิเคราะห์ยืนยันว่ามีอายุใช้งานเกือบ 1 ล้านกิโลเมตร และน่าจะพัฒนาดีขึ้นไปอีกภายใน 10 ปีข้างหน้า พัฒนาการทางเทคโนโลยีว่าด้วยรถไฟฟ้าและรถไร้คนขับจะทำให้การเป็นเจ้าของรถและความผูกพันกับรถยนต์ส่วนตัวสาบสูญไปภายในไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า 2. เนื่องจากบริษัทที่ให้บริการขนส่งจะซื้อรถไฟฟ้ามาเป็นจำนวนหลายพันหลายหมื่นคันจึงย่อมสามารถนำรถไฟฟ้ามาใช้งานได้คุ้มค่ากว่า (ใช้ทุกวันทั้งวัน) และยังกดราคาตลอดจนค่าบำรุงรักษาและค่าประกันได้ จึงสามารถขายบริการขนส่งได้ถูกกว่าการที่ครัวเรือนซื้อรถใช้เองถึง 4-5 เท่า นอกจากนั้นพัฒนาการของระบบไร้คนขับ ซึ่งเชื่อว่าจะมีกฎหมายออกมารองรับอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับเทคโนโลยี (เช่น Lidar ที่ราคาลดลงเหลือไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2020-2025 จะทำให้ต้นทุนอีกส่วนหนึ่ง คือคนขับรถยนต์ ลดลงไปได้อย่างมากและเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการบริการอย่างเต็มรูปแบบ 3. รถที่ให้บริการขนส่งจะเปลี่ยนไปจากรถยนต์ส่วนตัวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นห้องรับแขกหรือห้องทำงานเคลื่อนที่ กล่าวคือเมื่อขึ้นรถ เราก็จะเริ่มทำงานบนโลกออนไลน์ หรือดูหนัง ฟังเพลง ซื้อสินค้า ฯลฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google, Didi, Apple จึงต้องลงทุนและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไร้คนขับอย่างมาก เพราะคาดว่าจะเป็นอีกลู่ทางหนึ่งที่จะขายบริการของตน ตลอดจนผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เป็นส่วนสำคัญของรถไร้คนขับได้ในอีกทางหนึ่งด้วย กล่าวคือการให้บริการดังกล่าวจะทำให้เกิดการแข่งขันตัดราคาค่าให้บริการขนส่งลงไปได้อีก โดยหวังว่าจะขายบริการอื่นๆ ให้กับผู้บริโภคได้เมื่อมานั่งในรถไร้คนขับของบริษัทตน 4. การขนส่งส่วนบุคคลกับการขนส่งสาธารณะจะแบ่งแยกออกจากกันลำบาก และรัฐบาลจะต้องแปรเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ควบคุมระบบการขนส่ง (รวมทั้งทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม) มากกว่าการที่รัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าของหรือสร้างระบบขนส่งด้วยตัวเองเช่นปัจจุบัน     กล่าวโดยสรุปคือเทคโนโลยีรถไฟฟ้าไร้คนขับจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2015) ลดลงเหลือเพียง 393,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ครับ■ - http://optimise.kiatnakinphatra.com/economic_review_9.php - Optimise Magazine

   ในช่วงประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา การสอบให้ได้ใบขับขี่รถยนต์ การได้ขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัว มองได้ว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับของพวกเราทุกคน นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวยังเป็นความภูมิใจและถือได้ว่าเป็นเครื่องใช้ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จและสถานะทางสังคม

    แต่บทวิเคราะห์ Rethink X: Disruption, Implications and Choices­­—Rethinking Transportation 2020-2030 (พฤษภาคม 2017 โดยเจมส์ อาร์บีบ และโทนี เซบา) ทำนายว่าอุตสาหกรรมรถยนต์และระบบขนส่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมข้างเคียง (เช่น ภาคพลังงาน) กำลังจะถึงคราวพลิกผัน เพราะพัฒนาการทางเทคโนโลยีว่าด้วยรถไฟฟ้าและรถไร้คนขับจะทำให้การเป็นเจ้าของรถและความผูกพันกับรถยนต์ส่วนตัวสาบสูญไปภายในไม่ถึง 15 ปี ข้างหน้า โดยคนส่วนใหญ่จะหันมาใช้บริการขนส่ง (Transportation-as-a-Service หรือ TaaS) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคนให้มีคุณภาพดีขึ้น แต่ก็จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออุตสาหกรรมและการจ้างงานบางภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ซึ่งหากการวิเคราะห์ของเจมส์ และโทนี ถูกต้อง เราจะเริ่มเห็นผลพวงของความพลิกผันในสหรัฐอเมริกาภายในปี 2030 ดังนี้

1. ยอดขายรถยนต์ในสหรัฐฯ จะลดลงไป 70% เมื่อเทียบกับปี 2020 และจำนวนรถยนต์ที่ใช้วิ่งบนถนนจะลดลงจาก 247 ล้านคัน เหลือเพียง 44 ล้านคัน รถยนต์ประมาณ 100 ล้านคันจะถูกเจ้าของจอดทิ้งไว้เพราะไปใช้บริการขนส่งที่ถูกและสะดวกกว่า

2. ต้นทุนการซื้อบริการขนส่งต่อ 1 กิโลเมตรจะถูกกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ถึง 10 เท่า ทำให้ทุกครอบครัวประหยัดเงินรวมกันได้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเปรียบเสมือนกับการมีรายได้เพิ่ม 10% เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้น

3. น้ำมันที่ปัจจุบันราคาประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะลดลงเหลือ 25 ดอลลาร์สหรัฐ โชว์รูมขายรถยนต์จะเลิกกิจการทั้งหมดภายใน 2024 เบี้ยประกันรถยนต์จะลดลง 90% และรถยนต์สันดาปภายใน (เช่นที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้) จะแทบขายไม่ได้เลยหลังจากปี 2030 และอาชีพคนขับรถก็จะหายไปจากโลกนี้ภายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

    ท่านที่สนใจเรื่องนี้ในรายละเอียด ย่อมจะสามารถเข้าไปอ่านบทวิเคราะห์ดังกล่าวในอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งมีข้อมูลเชิงลึกอีกมากมาย แต่ในขั้นนี้ผมจะขออธิบายโดยสรุปว่าแนวคิดของนักวิเคราะห์ทั้ง 2 ที่นำมาสู่ข้อสรุปดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนี้

1. ประเด็นพื้นฐานคือปัจจุบันทุกครัวเรือนเป็นเจ้าของรถยนต์บ้านละ 1-3 คัน โดยใช้รถยนต์ 10-15% ต่อวัน (ส่วนใหญ่จอด 20-22 ชั่วโมง ใช้จริงวันละ 2-4 ชั่วโมง) โดยรถคันหนึ่งถูกใช้ขับประมาณ 2 แสนกิโลเมตรในช่วง 5 ปีที่เป็นเจ้าของ แต่รถไฟฟ้าที่ให้บริการ TaaS นั้นจะถูกใช้ทั้งวันทั้งคืน จึงคาดว่าจะใช้งานคันละ 8 แสนกิโลเมตรภายใน 5 ปี แต่เสียค่าเสื่อมสภาพเท่ากันและค่าบำรุงรักษาต่ำ เป็นเพราะรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนที่สึกหรอเพียง 20 ชิ้นเมื่อเทียบกับรถสันดาปภายในที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันซึ่งมีชิ้นส่วนที่สึกหรอได้ 2,000 ชิ้น (รถไฟฟ้าไม่มีท่อไอเสีย หัวเทียนระบบ หัวฉีดน้ำมัน หม้อน้ำ ถังน้ำมัน เครื่องปั่นไฟ ฯลฯ) สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมนั้น นักวิเคราะห์ยืนยันว่ามีอายุใช้งานเกือบ 1 ล้านกิโลเมตร และน่าจะพัฒนาดีขึ้นไปอีกภายใน 10 ปีข้างหน้า
พัฒนาการทางเทคโนโลยีว่าด้วยรถไฟฟ้าและรถไร้คนขับจะทำให้การเป็นเจ้าของรถและความผูกพันกับรถยนต์ส่วนตัวสาบสูญไปภายในไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า
2. เนื่องจากบริษัทที่ให้บริการขนส่งจะซื้อรถไฟฟ้ามาเป็นจำนวนหลายพันหลายหมื่นคันจึงย่อมสามารถนำรถไฟฟ้ามาใช้งานได้คุ้มค่ากว่า (ใช้ทุกวันทั้งวัน) และยังกดราคาตลอดจนค่าบำรุงรักษาและค่าประกันได้ จึงสามารถขายบริการขนส่งได้ถูกกว่าการที่ครัวเรือนซื้อรถใช้เองถึง 4-5 เท่า นอกจากนั้นพัฒนาการของระบบไร้คนขับ ซึ่งเชื่อว่าจะมีกฎหมายออกมารองรับอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับเทคโนโลยี (เช่น Lidar ที่ราคาลดลงเหลือไม่ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2020-2025 จะทำให้ต้นทุนอีกส่วนหนึ่ง คือคนขับรถยนต์ ลดลงไปได้อย่างมากและเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการบริการอย่างเต็มรูปแบบ

3. รถที่ให้บริการขนส่งจะเปลี่ยนไปจากรถยนต์ส่วนตัวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นห้องรับแขกหรือห้องทำงานเคลื่อนที่ กล่าวคือเมื่อขึ้นรถ เราก็จะเริ่มทำงานบนโลกออนไลน์ หรือดูหนัง ฟังเพลง ซื้อสินค้า ฯลฯ ได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google, Didi, Apple จึงต้องลงทุนและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไร้คนขับอย่างมาก เพราะคาดว่าจะเป็นอีกลู่ทางหนึ่งที่จะขายบริการของตน ตลอดจนผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เป็นส่วนสำคัญของรถไร้คนขับได้ในอีกทางหนึ่งด้วย กล่าวคือการให้บริการดังกล่าวจะทำให้เกิดการแข่งขันตัดราคาค่าให้บริการขนส่งลงไปได้อีก โดยหวังว่าจะขายบริการอื่นๆ ให้กับผู้บริโภคได้เมื่อมานั่งในรถไร้คนขับของบริษัทตน

4. การขนส่งส่วนบุคคลกับการขนส่งสาธารณะจะแบ่งแยกออกจากกันลำบาก และรัฐบาลจะต้องแปรเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ควบคุมระบบการขนส่ง (รวมทั้งทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม) มากกว่าการที่รัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าของหรือสร้างระบบขนส่งด้วยตัวเองเช่นปัจจุบัน

    กล่าวโดยสรุปคือเทคโนโลยีรถไฟฟ้าไร้คนขับจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูลปี 2015) ลดลงเหลือเพียง 393,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030 ครับ■ - http://optimise.kiatnakinphatra.com/economic_review_9.php - Optimise Magazine