วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่แล้ว..จำสิ่งที่พ่อให้ไว้ตลอดไป..พร้อมนำไปปฎิบัติ วันนี้ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ร.๑๐ และสมเด็จพระเทพฯ จากผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งส่งมาให้ อ่านจบ อดไม่ได้ที่จะแชร์ต่อ เพราะเป็นประโยชน์มากๆ ควรจดจำให้ขึ้นใจ..ทิ้งไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว..เลยคัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านด้วยกัน รัชกาล 10 และพระเทพฯทรงให้สัมภาษณ์ BBCไว้ดีมากทั้ง 2 พระองค์ ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่ อ่านให้จบ ดีมากๆๆ 1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา 2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง 3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง 4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น 5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา 6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย 7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ 8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง 9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง 10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน… เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชาตลอดไป Mari Tukta Cardenal

ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่แล้ว..จำสิ่งที่พ่อให้ไว้ตลอดไป..พร้อมนำไปปฎิบัติ

วันนี้ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ร.๑๐ และสมเด็จพระเทพฯ จากผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งส่งมาให้ อ่านจบ อดไม่ได้ที่จะแชร์ต่อ เพราะเป็นประโยชน์มากๆ ควรจดจำให้ขึ้นใจ..ทิ้งไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว..เลยคัดลอกมาให้ทุกท่านได้อ่านด้วยกัน

รัชกาล 10 และพระเทพฯทรงให้สัมภาษณ์ BBCไว้ดีมากทั้ง 2 พระองค์

ข้อคิดในวันที่พ่อไม่อยู่ อ่านให้จบ ดีมากๆๆ

1. จากนี้ไปประเทศไทยของเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป รอยต่อของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อาจชัดเจนขึ้น มันคือการเปลี่ยนผ่านในวันที่พ่อไม่อยู่ ทุกคนมีสิทธิ์เสียใจ และควรเสียใจ ทุกคนมีสิทธิ์กลัว และควรกลัว แต่จงตระหนัก เตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติปัญญา

2. พ่อคือตัวแทนของความพอเพียง เป็นต้นฉบับของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในวันที่ประเทศไทยกำลังถูกปั่นด้วยกระแสความโลภ จงหยิบภูมิปัญญาของท่านมาใช้ให้เกิดประโยชน์ จดจำหลอดยาสีฟันของท่านไว้ จดจำการแต่งกายที่เรียบง่ายของท่านไว้ อะไรที่ประหยัดได้จงประหยัด อะไรที่พึ่งพาตนเองได้จงพึ่งพา อะไรที่แบ่งปันได้จงแบ่งปัน เมื่อยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้แล้ว เราจะพึ่งพาผู้อื่นน้อยลง

3. พ่อเป็นผู้มีความเพียรดุจพระมหาชนก ท่านเป็นผู้ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรโดยไม่เคยถามว่าเมื่อไหร่จะถึงฝั่ง ความคิดเช่นนี้ทำให้ท่านทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้ ฝากถึงคนไทย อย่าทำงานด้วยตัณหา อย่าขับเคลื่อนชีวิตด้วยความอยากมี อยากได้ อยากเป็น อย่าให้อำนาจวัตถุบังตาจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จงขับเคลื่อนชีวิตและการงานด้วยฉันทะ ความรัก ความเมตตา ด้วยประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เหมือนที่พ่อเคยทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

4. พ่อยืนเคียงข้างคนยากจนเสมอ คนจนอยู่ที่ไหนท่านก็อยู่ที่นั้น ท่านเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปเยี่ยมพวกเขาถึงบ้าน เป็นพระราชาผู้อยู่ง่าย กินง่าย ไม่ยึดติดความหรูหรา เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เราอย่าหลงลืมปณิธานข้อนี้ อย่าทอดทิ้งคนยากจน จงหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ด้อยกว่า อย่าใช้ช่องว่างกฎหมายซ้ำเติมและเอาเปรียบผู้อื่น

5. ไม่มีท่าน เราจะมานั่งทะเลาะกันเหมือนในอดีตไม่ได้ เพราะไม่มีใครที่จะมาห้ามเราได้ ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะเกรงใจ รับฟังเหมือนที่เคยรับฟังท่าน ถ้าทุกฝ่ายไม่คิดถึงข้อนี้ให้มาก ถ้ายังเอาแต่ความคิดตนเป็นใหญ่ ประเทศไทยที่เรารัก ย่อมตกอยู่ในฐานะอันตราย เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว จงรักและถนอมน้ำใจกันให้มากกว่าที่ผ่านมา

6. สิ่งที่พ่อทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นความรู้ขั้นปรีชาญาณ เราอาจรักษาร่างกายท่านไว้ไม่ได้ เพราะนั่นคือกฎธรรมชาติ แต่เราสามารถรักษาภูมิปัญญาของท่านไว้ได้ จงค้นคว้าข้อมูลทางเทคนิคต่างๆ ฝนเทียมเกิดได้อย่างไร กังหันน้ำชัยพัฒนาคืออะไร มันมีความน่าทึ่งยังไงในมิติทางวิศวกรรม การเพาะปลูกโดยไม่พึ่งสารเคมีทำได้อย่างไร การพัฒนาดิน รักษาน้ำ ชุบชีวิตป่าเป็นอย่างไร ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำไมท่านจึงส่งเสริมให้ชาวบ้านรู้จักการห่มดิน ท่านเคยสร้างรากฐานอันใดไว้ให้วงการเกษตรกรรมของชาติ สิ่งเหล่านี้ควรสนับสนุนให้มีการร่ำเรียนกันเป็นระบบ ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ถ้าเราทำเช่นนี้ได้ภูมิปัญญาที่ท่านคิดค้นมาหลายสิบปีจะไม่สูญหายไปจากสังคมไทย

7. จากนี้ไปจะมีคนอีกมาก ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง อาจมีคนที่ไม่เข้าใจท่านออกมาพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ จงใช้สติ อดทน ไม่โต้ตอบ เหมือนที่ท่านได้กระทำมาชั่วชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสไว้เสมอ ไม่เคยมีสันติภาพใด เกิดจากความรุนแรงและคำด่าทอ

8. พ่อเป็นผู้ค้ำชูศาสนาโดยแท้จริง ไม่ใช่ด้วยคำพูด หรือแค่เม็ดเงินบริจาค แต่ท่านคือผู้พิสูจน์ธรรมะด้วยกายใจ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม ท่านคือนักภาวนาที่หาตัวจับยาก เป็นผู้มีอานาปานสติเป็นวิหารธรรม ทำไมพ่อทำงานหนัก แต่ยังมีเวลาภาวนา ทำไมเราทำงานน้อยกว่าท่าน แต่เรากลับอ้างว่าเราไม่มีเวลา สิ่งนี้ต้องคิดให้มาก เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง

9. พ่อคือครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สอนด้วยชีวิตและการกระทำ ชีวิตคือธรรมะ และธรรมะก็คือชีวิตที่ตั้งอยู่ในความธรรมดาที่เกิดขึ้นกับเราทุกคน พ่อกำลังบอกเราว่า จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท ทำให้ดีที่สุดในวันนี้ จะไม่ต้องติดค้างเสียใจในภายหลัง

10. แม้วันนี้พ่อจะไม่อยู่ แต่ขอให้ชาวไทยจงวางใจว่า สถานที่ที่ท่านเดินทางไปนั้น น่าอยู่และงดงามกว่านี้หลายเท่า ท่านคือพระโพธิสัตว์ผู้ผ่านมาสร้างแสงสว่าง การเกิดของท่านในชาตินี้เป็นการเกิดที่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเราทั้งหลายควรภูมิใจไปกับท่าน ท่านคงไม่อยากให้เราคนไทยถูกทับถมด้วยทะเลแห่งความเศร้า อย่าทิ้งหน้าที่ อย่าทิ้งการงาน และสิ่งต่างๆ ที่รับผิดชอบอยู่ จงตั้งสติให้มั่นคง เป็นกำลังสมาธิ เป็นความสว่างเบิกบาน เพื่อน้อมส่งท่านสู่สวรรค์คาลัย ด้วยหัวใจแห่งความรักของเราชาวไทยทุกคน…

เขียนด้วยความรัก สำนึก และบูชาตลอดไป 
Mari Tukta Cardenal

วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คนโง่ vs คนฉลาด เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ ? เขาเคย เป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา ประเทศสหรัฐ อเมริกา เมื่อเกือบ 25 ปีก่อน เคยได้รับรางวัลงาน วิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น แต่ ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ 1. อยากดูแลพ่อแม่ 2. ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา 3. อยากเที่ยว และ 4. ชอบกินอาหารอร่อย เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของ ตัวเอง ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน " เสาร์สวัสดี " ของ " กรุงเทพธุรกิจ " คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขา แปลกกว่าคนอื่น " ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา " เขาบอก เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียน ไปและดูนิสิตสาวๆ ว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียน เรื่อง " คลื่น " ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่น ที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากันระหว่างชุดทูพีซ กับวัน พีซ แรงเสียดทานของน้ำชุดไหนจะมากกว่ากัน แนว การศึกษา จะออกไปในทำนองนี้ แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของ เขาสั้นและกระชับมาก ... " จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย " โห ! ... เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ เช่น ปั้น จั่นมีกี่ชนิด ผลปรากฏว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็น คำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมา ทั้งเทอม เหตุผลที่ ดร.วรภัทร ออกข้อสอบด้วยการให้ นิสิตออกข้อสอบเอง เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก " ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะ ปรับให้ " เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา รอคนคาบ ทุกอย่างมาป้อนให้ ไม่รู้จักคิดเอง " ถ้ารอ และตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง แต่พวกคุณแย่ กว่า เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือรออาหารที่คนอื่นป้อน ให้ " โหย ... เจ็บ ผมเชื่อมานานแล้วว่า ชีวิตของคนเรา เป็นข้อสอบอัตนัย ที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง ไม่ ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์และมีคำตอบเป็นทาง เลือก ก-ข-ค-ง ถ้าใครที่คุ้นกับ " ชีวิตปรนัย " ที่มีคน ตั้งโจทย์ให้ และเสนอทางเลือก 1-2-3-4 คนคนนั้น ชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ติดกับ " กรอบ " ที่คนอื่นสร้างให้ ไ ม่เหมือนกับคนที่รู้ จักคิด และตั้งคำถามเอง เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี " คำถาม " จึง มี " คำตอบ " เมื่อมี " คำตอบ " เราจึงเลือกเดิน พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง โสเครติส เขาเป็น นักปรัชญาเอกของโลกที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบสร้างองค์ความรู้จาก"คำถาม" กลยุทธ์ของโสเครติสในการสอนคือ ไม่ให้ความเห็น ใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของนักเรียนที่ เชื่อว่าตนเองรู้ โสเครติสเชื่อว่า เมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเอง เขาจะเริ่มต้นแสวงหา "ความรู้" แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี " ความรู้ " เขาก็จะไม่ แสวงหา " ความรู้ " การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตี และ ทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน เป็นกล ยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้วจึง เริ่มให้เขาเท " น้ำ " ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง " น้ำ " ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเอง มา จาก " คำตอบ "ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง" คำตอบ "จาก " คำถาม " ของโสเครติส โสเครติส นิยามความหมายของคำว่า " คนฉลาด " และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ " คนฉลาด " ในมุมมองของโสเครติสนั้น ไม่ใช่คนที่รู้ ทุกเรื่อง แต่ " คนฉลาด " คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ส่วน " คนโง่ " นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราว กับเป็นผู้รู้ ไม่น่าเชื่อว่า ก่อนหน้านี้ผมยังมีความภาคภูมิใจใน " ความรู้ " ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้ ทำไม ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย ..... ขอขอบคุณนายสัตวแพทย์ สากล

คนโง่ vs คนฉลาด

เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหมครับ ? เขาเคย
เป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา  ประเทศสหรัฐ
อเมริกา  เมื่อเกือบ 25 ปีก่อน    เคยได้รับรางวัลงาน
วิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น แต่
ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ

1.  อยากดูแลพ่อแม่
2.  ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.  อยากเที่ยว และ
4.  ชอบกินอาหารอร่อย

เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์   จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย   ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของ
ตัวเอง  ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน
" เสาร์สวัสดี " ของ " กรุงเทพธุรกิจ "   คนอะไรก็ไม่รู้
ชีวิตมันส์เป็นบ้า ความคิดก็กวนเหลือหลาย

ตอนที่เขาเป็นอาจารย์    วิธีการสอนหนังสือของเขา
แปลกกว่าคนอื่น
" ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา "
เขาบอก เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียน
ไปและดูนิสิตสาวๆ ว่ายน้ำไปด้วย คาดว่าคงไปเรียน
เรื่อง " คลื่น "  ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ คลื่น
ที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากันระหว่างชุดทูพีซ กับวัน
พีซ แรงเสียดทานของน้ำชุดไหนจะมากกว่ากัน แนว
การศึกษา จะออกไปในทำนองนี้

แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของ
เขาสั้นและกระชับมาก ...
" จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย " 
โห ! ... เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ  เช่น ปั้น
จั่นมีกี่ชนิด ผลปรากฏว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง เพราะเป็น
คำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมา
ทั้งเทอม เหตุผลที่ ดร.วรภัทร ออกข้อสอบด้วยการให้
นิสิตออกข้อสอบเอง เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก
" ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง  คิดแล้วทำ  ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะ
ปรับให้ "

เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา  รอคนคาบ
ทุกอย่างมาป้อนให้ ไม่รู้จักคิดเอง
" ถ้ารอ และตั้งรับ คุณก็เป็นพวกอีแร้ง  แต่พวกคุณแย่
กว่า  เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือรออาหารที่คนอื่นป้อน
ให้
" โหย ... เจ็บ   ผมเชื่อมานานแล้วว่า ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย ที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง ไม่
ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์และมีคำตอบเป็นทาง
เลือก ก-ข-ค-ง   ถ้าใครที่คุ้นกับ " ชีวิตปรนัย " ที่มีคน
ตั้งโจทย์ให้  และเสนอทางเลือก 1-2-3-4  คนคนนั้น
ชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา
ติดกับ " กรอบ " ที่คนอื่นสร้างให้ ไ ม่เหมือนกับคนที่รู้
จักคิด และตั้งคำถามเอง   เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต
เป็นเรื่องสำคัญมาก  อย่าลืมว่าเพราะมี " คำถาม " จึง
มี " คำตอบ " เมื่อมี " คำตอบ " เราจึงเลือกเดิน

พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม ผมนึกถึง โสเครติส เขาเป็น
นักปรัชญาเอกของโลกที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา
ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบสร้างองค์ความรู้จาก"คำถาม"
กลยุทธ์ของโสเครติสในการสอนคือ    ไม่ให้ความเห็น
ใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของนักเรียนที่
เชื่อว่าตนเองรู้   โสเครติสเชื่อว่า   เมื่อเด็กตระหนักใน
"ความไม่รู้" ของตนเอง เขาจะเริ่มต้นแสวงหา "ความรู้"
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี " ความรู้ "   เขาก็จะไม่
แสวงหา " ความรู้ "

การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตี   และ
ทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน เป็นกล
ยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว  เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้วจึง
เริ่มให้เขาเท " น้ำ " ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
" น้ำ " ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเอง มา
จาก " คำตอบ "ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง" คำตอบ "จาก
" คำถาม " ของโสเครติส

โสเครติส   นิยามความหมายของคำว่า " คนฉลาด "
และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ
" คนฉลาด " ในมุมมองของโสเครติสนั้น ไม่ใช่คนที่รู้
ทุกเรื่อง แต่ " คนฉลาด " คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ ส่วน
" คนโง่ " นั้น  คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราว
กับเป็นผู้รู้

ไม่น่าเชื่อว่า ก่อนหน้านี้ผมยังมีความภาคภูมิใจใน
" ความรู้ " ของตนเอง แต่พออ่านถึงบรรทัดนี้ ทำไม
ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย .....

ขอขอบคุณนายสัตวแพทย์ สากล

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อย่าเห็นอะไรเป็นของตาย . . . เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนเรามักคิดว่าอะไรๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะเราอยู่ในโลกที่อากาศในวันพรุ่งนี้จะมีโอกาส 85% ที่จะเหมือนกับอากาศในวันนี้ . เป็นข้อสังเกตการณ์ที่น่ารักและแปลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเลยครับ :) . แต่มันทำให้ผมนึกถึง TED talk อันนึงครับ ซึ่งเป็นของ Amanda Burden ซึ่งเป็น City Chief Planner ของ มหานครนิวยอร์ก ภายใต้ยุคของนายกเทศมนตรี Michael Bloomberg ครับ . เธอมีส่วนในการพัฒนาโครงการให้กับเมืองนิวยอร์กหลายโครงการ . แต่ที่เราทุกคนรู้จักกันดีเห็นจะเป็น the High Line สวนลอยฟ้าที่เกิดขึ้นจากรางรถไฟเก่าที่โด่งดังไปทั่วโลกและมีผู้คนหลายล้านคนเดินทางมาที่นี่ทุกปี ที่เธอมีส่วนอย่างมากในการรักษามันไว้จนถึงวันนี้ . หรืออย่าง Brooklyn Waterfront ที่เปลี่ยนแหล่งเสื่อมโทรมที่ไม่อยากมีใครไปให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมชุมชนที่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คนในเมืองได้มีที่พักผ่อนจากความวุ่นวายของมหานครที่เป็นที่อยู่ของประชากรเกือบสิบล้านคนแห่งนี้ . ในปี 2014 บนเวที TED เธอได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของมหานครนิวยอร์กแห่งนี้ไว้อย่างน่าสนใจมากครับ . Amanda เชื่อว่าพื้นที่สาธารณะหรือ public space นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบเมืองชั้นยอด . แล้วพื้นที่สาธารณะที่ดีในสายตาของเธอนั้นเป็นอย่างไร? . เธอบอกว่ามันคือพื้นที่ที่ ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ รู้สึกอยากเข้าไป รู้สึกเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่ได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก และเมื่อมีคนจำนวนที่รู้สึกแบบนี้เยอะๆ ก็จะยิ่งดึงดูดคนให้เข้ามาในพื้นที่นั้นเยอะขึ้นอีก . คำถามคือทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สาธารณะแบบนี้มากขึ้น ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเมืองใหญ่ . คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นได้มายากมาก และการรักษาอยู่ก็ยากพอกัน ต้องใช้ความพยายามและความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนอยส่งมาก . ก่อนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะต่อ เธอขอเล่าย้อนหลังกลับไปหลายปีมาแล้ว ตอนที่นายกเทศมนตรี Michael Bloomberg ให้โจทย์กับเธอในตอนนั้นว่านิวยอร์กจะโตจากเมืองที่มีประชากร 8 ล้านคนเป็น 9 ล้านคน . “แล้วเราจะเอาคนอีกหนึ่งล้านคนไปไว้ที่ไหนดี?” . เป็นคำถามที่น่าคิดมากๆสำหรับเมืองที่จะขยายแนวราบก็ไม่ได้แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องรถยนต์อีกนะครับ ถ้าคนเพิ่มรถก็เพิ่ม จะเอารถไปไว้ที่ไหน เพราะนิวยอร์กนั้นรับมือรถยนต์มากกว่านี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ ทางออกก็เหมือนจะมีทางออกเดียวคือถ้าไปแนวราบไม่ได้ ก็ต้องขึ้นแนวสูง แล้วเรื่องรถละ? ต้องคิดไปพร้อมกันเลย ก็ต้องทำที่พักแนวสูงที่คนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้รถ ซึ่งนั้นหมายความว่าต้อง leverage สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด อันได้แก่ระบบขนส่งมวลชนของมหานครนิวยอร์ก . แต่ถ้าจะทำโครงการใหญ่ขนาดนี้ หมายถึงการรีดศักยภาพทุกหยดของระบบขนส่งของนิวยอร์กออกมาใช้ให้ได้ . ทำยังไงดี ? . คำตอบคือการทำโซนนิ่ง เพราะการทำโซนนิ่งคือเครื่องมือที่นักวางผังเมืองเอาไว้ใช้ในการวางแผนการเจริญเติบโตของเมือง และหากทำอย่างถูกต้องมันจะเป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่ยากๆ ที่สุดท้ายลงตัวได้ ซึ่งคล้ายกับการวางผังเมืองที่ซับซ้อนอย่างนิวยอร์กเลย โดยการวางผังเมืองที่เน้นที่อยู่อาศัยที่จะใช้การขนส่งสาธารณะและ แบนหรือลดการใช้พื้นที่ของที่อยู่อาศัยที่ต้องใช้รถยนต์ในการเข้าถึง . ความยากของแผนนี้ก็คือคนในชุมชนต้องเห็นด้วย . Amanda บอกว่าวิธีการที่จะทำให้คนในชุมชนเห็นด้วยกับแผนการนี้คือต้อง ”รับฟัง”ครับ . และเธอก็เริ่มรับฟัง รับฟังอย่างอย่างจริงจัง เป็นพันๆชั่วโมงที่เธอและทีมงานนั่งฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากชุมชน เธอและทีมงานเดินเท้าไปชุมชนต่างๆทั้งวันที่ฝนตก แดดออก หิมะตก เพื่อเรื่องราวบนท้องถนนจริงๆ โดยใช้เวลาเป็นปีๆ เมื่อเธอใช้เวลาฟังและอยู่ในพื้นที่อย่างจริงจัง ชุมชนก็เริ่มเชื่อใจและมั่นใจ . เมื่อทำแบบนี้ Amanda จึงเข้าใจ DNA ของชุมขนและรู้จักเรื่องราวของแต่ละถนนว่ามันมีที่มาอย่างไร เธอจึงสามารถทำ “โซนนิ่ง” ที่ไม่ใช่ทำจากการดูแผนที่ แต่ทำจากการเข้าใจจริงว่าแต่ละบล็อคของถนนนั้นมีเรื่องราวยังไง . ทีละเล็กละน้อย ทีละบล๊อคทีละบล๊อค Amanda และทีมงานจึงเริ่มกำหนดลิมิตความสูงของตึกที่สร้างใหม่ในแต่ละโซน . ในระยะเวลา 12 ปี ทีมงานของเธอ เปลี่ยนแปลงการโซนนิ่งของชุมชน 124 ชุมชน 12,500 บล็อค ซึ่งคิดเป็น 40 % ของมหานครนิวยอร์ก . ผลของการทำแบบนี้ทำให้ 90% ของตึกทั้งหมดที่สร้างใหม่ในนิวยอร์คนั้นสามารถเดินเท้าถึงรถไฟใต้ดินได้ภายใน 10 นาที . พูดอีกนัยนึงก็คือ คนที่อยู่อาศัยในตึกที่สร้างใหม่เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ในการเดินทาง . สุดยอดมากนะครับ เพราะนี่คือการจัดระเบียบเมืองที่มีอายุสามสี่ร้อยปีแล้วไม่ใช่การสร้างเมืองใหม่ . การทำโซนนิ่งกับการทำพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง . ความใฝ่ฝันสูงสุดของ Amanda คือการทำให้เมืองมีพื้นที่สาธารณะเจ๋งๆเพราะ เพราะเธอเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะที่ดี จะสร้างเมืองเจ๋งๆ และเมืองแบบนั้นก็เหมือนปาร์ตี้ที่สนุกมากๆ มันทำให้คนอยากอยู่แล้วไม่อยากไปไหน . Amanda มีตัวอย่างการทำพื้นที่สาธารณะที่ดีมากๆเช่นโครงการที่เธอร่วมทำที่ย่านริมน้ำใน Geenpoint และ Williamsburg ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างมีแต่ขยะและแน่นอนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ซึ่งความยาวกว่า 2 ไมล์ เธอและทีมงานใช้เวลาในการระดมสมองออกแบบพื้นที่ทุกตารางจากเดิมที่เป็นพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยขยะให้กลายเป็นสวนริมน้ำ ที่มีต้นไม้มากมาย และแน่นอนว่ามีที่นั่งเต็มไปหมด . ผลจากการทำงานหนักและละเอียด มันสร้างผลงานที่อัศจรรย์มาก ถ้าคุณลองไป google ภาพ before / after ของย่านนี้ดูคุณจะตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อนี้ แน่นอนครับ . และเธอก็เล่าเรื่องของ the High Line . The High Line เดิมเป็นทางรถไฟยกสูงที่ไม่ได้ใช้แล้ว ที่วิ่งผ่านสามโซนในฝั่งตะวันตกของเกาะแมนฮัตตัน . Amanda เล่าให้ฟังว่าตอนเห็น the High Line ครั้งแรก เธอตกหลุมรักมันเหมือนกับเวลาที่เราตกหลุมรักมนุษย์คนนึง . แม้ว่าแนวคิดในการจะรักษา the High Line ให้เป็นพื้นที่สาธารณะนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว โดย movement ที่ชื่อ friends of the High Line แต่มันก็ถูกแรงกดดันต่างๆมาตลอด มีความพยายามในการจะทุบ the High Line มาตั้งแต่ช่วงปลายๆยุค 1980 แล้ว . หนึ่งในสิ่งที่เธอได้ให้ความสำคัญสูงสุดคือการคือภารกิจการปกป้องในสอง section แรกของ the High Line โดยทุบในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะเธอรู้ว่าถ้าเธอไม่ปกป้องมันอย่างแข็งขันมันมีโอกาสสูงที่จะโดนทุบได้ . เพราะแม้ว่าตอนนั้น the High Line จะเป็นที่นิยมในฐานะสวนสาธารณะที่เท่ห์มากๆแห่งนึงของนิวยอร์ก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากให้มันเป็นสวนสาธารณะอยู่แบบนั้น . และความเป็นจริงของโลกเราก็คือความสนใจของภาคทุนนิยมจะมีโอกาสหรือแนวโน้มที่จะขัดแย้งกับความสนใจในการใช้พื้นที่สาธารณะได้ตลอด . คุณอาจพูดว่า “มันดีจังเลยนะ ที่มีคนสี่ล้านคนมาที่ the High Line ทุกปี” แต่ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่ดินแล้วละก็สิ่งที่คุณจะเห็นคือ”ลูกค้า” . ความคิดในการใส่ร้านค้าจะเริ่มมี แล้วการใส่ร้านค้าเข้าไปมันไม่ดีตรงไหนละ? . ตามความคิดของ Amanda การมีร้านค้าจะทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น “ห้าง” ไม่ใช่ “สวนสาธารณะ” . บทบาทการรับใช้ผู้คนระหว่าง “ห้าง” กับ “สวนสาธารณะ” นั้นต่างกันมาก . เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนที่สามและส่วนสุดท้ายของ the High Line ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยถึงประเด็นเรื่อง “development interests” ด้วยว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่กำลังสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 17 ล้านตารางฟุตที่ Hudson Yards พวกเขามาหา Amanda เพื่อเสนอว่าควรจะรื้อถอนส่วนที่สามของ the High Line เป็นการชั่วคราว (temporarily disassemble) อาจจะเป็นเพราะว่า the High Line ไม่ได้อยู่ในจินตนาการของเมืองที่มีตึกระฟ้าที่สวยงามที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่บริเวณนั้น หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่า the High Line แค่ไปขวางทางพวกเขาเข้า . แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทีมงานของเธอใช้เวลาทุกวันเป็นเวลาเก้าเดือนอย่างไม่หยุดหย่อนในการเจรจาเพื่อที่จะได้รับการลงนามในสัญญาว่าด้วยการห้ามรื้อถอนทำลาย the High Line . เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 และเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ส่วนที่สามของ the High Line อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ . Amanda ย้ำว่าสิ่งที่เธอเล่ามาทำให้เห็นว่าไม่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นที่รู้จักหรือโด่งดังแค่ไหน แต่ถ้าหากคุณเห็นมันเป็นของตาย มันมีโอกาสที่จะถูกทำให้หายไปเมื่อไรก็ได้ . พื้นที่สาธารณะจึงต้องมีคนคอยช่วยกันดูแลเพื่อป้องกันมันจากการโดน รุกล้ำ ละทิ้ง หรือ ปล่อยปละละเลย . เธอบอกว่า ถ้าหากมีบทเรียนซักเรื่องนึงที่เธอได้เรียนรู้จากการเป็นนักวางผังเมืองก็คือ พื้นที่สาธารณะนั้นมี”พลัง” มันไม่ได้เกี่ยวกับเฉพาะจำนวนของคนที่ใช้มัน แต่มันเกี่ยวข้องกับคนที่แม้จะไม่ได้ใช้มันแต่อุ่นใจที่เมืองมีมันอยู่ด้วย พื้นที่สาธารณะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่สร้างให้เมืองเป็นเมืองที่จะน่าอยู่สำหรับทุกคนในเมืองหรือไม่ . ไม่ได้มี TED talk เยอะนะครับที่จะได้รับ standing ovation ตอน speaker พูดจบ นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ TED talk ที่ได้ standing ovation เพราะว่าสิ่งที่เธอพูดมันโดนใจคนฟังจริงๆครับ . กลับมามองที่ตัวเรา ทุกวันนี้เราคิดถึงเรื่อง “พื้นที่สาธารณะ” สำหรับทุกคนในเมืองอย่างไรบ้าง . และในอนาคตเราจะเปลี่ยนเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง . ผมคิดว่าโลกในอนาคต ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมากขึ้น จะเปลี่ยนมุมมองของเราในเรื่องนี้ครับ . สมมติมีโครงการอะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่กับชุมชมของเราโดยตรงเช่น การตัดถนน สร้างสะพาน สวน เลนจักรยาน หรือพื้นที่สาธารณะแบบอื่น . ในโลกอนาคตอันใกล้นี้ เราสามารถมองเห็นความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้เลยว่า เมื่อของจริงๆมาแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยอ่านเรื่องของ Rony Abovitz ซึ่งเป็น CEO ของ Magic Leap ซึ่งทำระบบ VR เขาบอกว่า”นึกภาพดูนะ คุณเดินอยู่ในประเทศจีนแล้วบิลบอร์ดทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เมนูก็เป็นภาษา อังกฤษ คนทุกคนพูดกับคุณเป็นภาษาอังกฤษ มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคุณโดยคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโลกดิจิทัลซ้อนทับโลกจริงอยู่” . แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ให้เห็นอนาคตกับสิ่งต่างๆที่เราต้องตัดสินให้กับชุมชนของเราได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ เมื่อเราเห็นการทำงานจริงของโครงการ เห็น dynamic เห็นประโยชน์ เห็นข้อเสีย และผลกระทบ สามารถทำการตรวจสอบได้ ทุกอย่างก็จะโปร่งใสมากขึ้น . เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าเราอยากได้มันจริงๆรึเปล่า . ตัดสินใจด้วยความคิดมากขึ้น ใช้อารมณ์น้อยลง อย่างน้อยผมเชื่อว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ . ทำการตัดสินใจได้ผ่านการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้จำนวนคนที่มาออกเสียงมีมากขึ้น . และถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัย เรื่องการสวมสิทธิ์ ในการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต ผมเชื่อว่า blockchain สามารถมาช่วยคุณได้ . นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ของการใช้ความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในสถานที่ที่แท้จริง โดยเสียงของประชาชนจริงๆโดยไม่ต้องมีระบบตัวแทนแบบในอดีตที่ผ่านมา . อันนี้เป็นแค่แนวคิดแนวนึงนะครับ จริงๆแล้วมีอะไรที่สามารถปรับใช้ได้อีกมากมาย ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา . ที่เขียนมาทั้งหมดอยากจะบอกว่าผมคิดว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้ด้วยเทคโนโลยีด้วย business disruption ด้วยอะไรหลายๆอย่าง . บางทีเราอาจจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ”พื้นที่สาธารณะ” . ให้เป็นของ”สาธารณะ”จริงๆซักที . . . (ใครอยากฟัง Amanda ไปตาม link นี้ได้เลยครับ : http://bit.ly/1qUX6Ho) . . . Photo credit : thehighline.org . . #missiontothemoon

อย่าเห็นอะไรเป็นของตาย
.
.
.

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนเรามักคิดว่าอะไรๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยน  เพราะเราอยู่ในโลกที่อากาศในวันพรุ่งนี้จะมีโอกาส 85% ที่จะเหมือนกับอากาศในวันนี้
.
เป็นข้อสังเกตการณ์ที่น่ารักและแปลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเลยครับ :)
.
แต่มันทำให้ผมนึกถึง TED talk อันนึงครับ ซึ่งเป็นของ Amanda Burden ซึ่งเป็น City Chief Planner ของ มหานครนิวยอร์ก ภายใต้ยุคของนายกเทศมนตรี Michael Bloomberg ครับ
.
เธอมีส่วนในการพัฒนาโครงการให้กับเมืองนิวยอร์กหลายโครงการ
.
แต่ที่เราทุกคนรู้จักกันดีเห็นจะเป็น the High Line สวนลอยฟ้าที่เกิดขึ้นจากรางรถไฟเก่าที่โด่งดังไปทั่วโลกและมีผู้คนหลายล้านคนเดินทางมาที่นี่ทุกปี ที่เธอมีส่วนอย่างมากในการรักษามันไว้จนถึงวันนี้ 
.
หรืออย่าง Brooklyn Waterfront ที่เปลี่ยนแหล่งเสื่อมโทรมที่ไม่อยากมีใครไปให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมชุมชนที่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คนในเมืองได้มีที่พักผ่อนจากความวุ่นวายของมหานครที่เป็นที่อยู่ของประชากรเกือบสิบล้านคนแห่งนี้
.
ในปี  2014 บนเวที TED เธอได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของมหานครนิวยอร์กแห่งนี้ไว้อย่างน่าสนใจมากครับ
.
Amanda เชื่อว่าพื้นที่สาธารณะหรือ public space นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบเมืองชั้นยอด 
.
แล้วพื้นที่สาธารณะที่ดีในสายตาของเธอนั้นเป็นอย่างไร?
.
เธอบอกว่ามันคือพื้นที่ที่ ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ รู้สึกอยากเข้าไป รู้สึกเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่ได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก และเมื่อมีคนจำนวนที่รู้สึกแบบนี้เยอะๆ ก็จะยิ่งดึงดูดคนให้เข้ามาในพื้นที่นั้นเยอะขึ้นอีก
.
คำถามคือทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สาธารณะแบบนี้มากขึ้น ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเมืองใหญ่
.
คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นได้มายากมาก และการรักษาอยู่ก็ยากพอกัน ต้องใช้ความพยายามและความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนอยส่งมาก
.
ก่อนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะต่อ เธอขอเล่าย้อนหลังกลับไปหลายปีมาแล้ว ตอนที่นายกเทศมนตรี  Michael Bloomberg ให้โจทย์กับเธอในตอนนั้นว่านิวยอร์กจะโตจากเมืองที่มีประชากร 8 ล้านคนเป็น  9  ล้านคน
.
“แล้วเราจะเอาคนอีกหนึ่งล้านคนไปไว้ที่ไหนดี?”
.
เป็นคำถามที่น่าคิดมากๆสำหรับเมืองที่จะขยายแนวราบก็ไม่ได้แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องรถยนต์อีกนะครับ ถ้าคนเพิ่มรถก็เพิ่ม จะเอารถไปไว้ที่ไหน เพราะนิวยอร์กนั้นรับมือรถยนต์มากกว่านี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ

ทางออกก็เหมือนจะมีทางออกเดียวคือถ้าไปแนวราบไม่ได้ ก็ต้องขึ้นแนวสูง แล้วเรื่องรถละ? ต้องคิดไปพร้อมกันเลย ก็ต้องทำที่พักแนวสูงที่คนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้รถ ซึ่งนั้นหมายความว่าต้อง leverage สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด อันได้แก่ระบบขนส่งมวลชนของมหานครนิวยอร์ก
.
แต่ถ้าจะทำโครงการใหญ่ขนาดนี้ หมายถึงการรีดศักยภาพทุกหยดของระบบขนส่งของนิวยอร์กออกมาใช้ให้ได้
.
ทำยังไงดี ?
.
คำตอบคือการทำโซนนิ่ง เพราะการทำโซนนิ่งคือเครื่องมือที่นักวางผังเมืองเอาไว้ใช้ในการวางแผนการเจริญเติบโตของเมือง และหากทำอย่างถูกต้องมันจะเป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่ยากๆ ที่สุดท้ายลงตัวได้ ซึ่งคล้ายกับการวางผังเมืองที่ซับซ้อนอย่างนิวยอร์กเลย โดยการวางผังเมืองที่เน้นที่อยู่อาศัยที่จะใช้การขนส่งสาธารณะและ แบนหรือลดการใช้พื้นที่ของที่อยู่อาศัยที่ต้องใช้รถยนต์ในการเข้าถึง
.
ความยากของแผนนี้ก็คือคนในชุมชนต้องเห็นด้วย
.
Amanda บอกว่าวิธีการที่จะทำให้คนในชุมชนเห็นด้วยกับแผนการนี้คือต้อง ”รับฟัง”ครับ 
.
และเธอก็เริ่มรับฟัง รับฟังอย่างอย่างจริงจัง เป็นพันๆชั่วโมงที่เธอและทีมงานนั่งฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากชุมชน เธอและทีมงานเดินเท้าไปชุมชนต่างๆทั้งวันที่ฝนตก แดดออก หิมะตก เพื่อเรื่องราวบนท้องถนนจริงๆ โดยใช้เวลาเป็นปีๆ เมื่อเธอใช้เวลาฟังและอยู่ในพื้นที่อย่างจริงจัง ชุมชนก็เริ่มเชื่อใจและมั่นใจ
.
เมื่อทำแบบนี้ Amanda จึงเข้าใจ DNA ของชุมขนและรู้จักเรื่องราวของแต่ละถนนว่ามันมีที่มาอย่างไร เธอจึงสามารถทำ “โซนนิ่ง” ที่ไม่ใช่ทำจากการดูแผนที่  แต่ทำจากการเข้าใจจริงว่าแต่ละบล็อคของถนนนั้นมีเรื่องราวยังไง
.
ทีละเล็กละน้อย ทีละบล๊อคทีละบล๊อค Amanda และทีมงานจึงเริ่มกำหนดลิมิตความสูงของตึกที่สร้างใหม่ในแต่ละโซน
.
ในระยะเวลา 12 ปี ทีมงานของเธอ เปลี่ยนแปลงการโซนนิ่งของชุมชน 124 ชุมชน 12,500 บล็อค ซึ่งคิดเป็น 40 % ของมหานครนิวยอร์ก
.
ผลของการทำแบบนี้ทำให้ 90% ของตึกทั้งหมดที่สร้างใหม่ในนิวยอร์คนั้นสามารถเดินเท้าถึงรถไฟใต้ดินได้ภายใน  10 นาที
.
พูดอีกนัยนึงก็คือ คนที่อยู่อาศัยในตึกที่สร้างใหม่เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ในการเดินทาง
.
สุดยอดมากนะครับ เพราะนี่คือการจัดระเบียบเมืองที่มีอายุสามสี่ร้อยปีแล้วไม่ใช่การสร้างเมืองใหม่
.
การทำโซนนิ่งกับการทำพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง
.
ความใฝ่ฝันสูงสุดของ Amanda คือการทำให้เมืองมีพื้นที่สาธารณะเจ๋งๆเพราะ เพราะเธอเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะที่ดี จะสร้างเมืองเจ๋งๆ และเมืองแบบนั้นก็เหมือนปาร์ตี้ที่สนุกมากๆ มันทำให้คนอยากอยู่แล้วไม่อยากไปไหน
.
Amanda มีตัวอย่างการทำพื้นที่สาธารณะที่ดีมากๆเช่นโครงการที่เธอร่วมทำที่ย่านริมน้ำใน Geenpoint  และ Williamsburg ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างมีแต่ขยะและแน่นอนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ซึ่งความยาวกว่า 2  ไมล์ เธอและทีมงานใช้เวลาในการระดมสมองออกแบบพื้นที่ทุกตารางจากเดิมที่เป็นพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยขยะให้กลายเป็นสวนริมน้ำ ที่มีต้นไม้มากมาย และแน่นอนว่ามีที่นั่งเต็มไปหมด
.
ผลจากการทำงานหนักและละเอียด มันสร้างผลงานที่อัศจรรย์มาก ถ้าคุณลองไป google  ภาพ before / after ของย่านนี้ดูคุณจะตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อนี้ แน่นอนครับ
.
และเธอก็เล่าเรื่องของ the High Line
.
The High Line เดิมเป็นทางรถไฟยกสูงที่ไม่ได้ใช้แล้ว ที่วิ่งผ่านสามโซนในฝั่งตะวันตกของเกาะแมนฮัตตัน
.
Amanda เล่าให้ฟังว่าตอนเห็น the High Line ครั้งแรก เธอตกหลุมรักมันเหมือนกับเวลาที่เราตกหลุมรักมนุษย์คนนึง
.
แม้ว่าแนวคิดในการจะรักษา the High Line ให้เป็นพื้นที่สาธารณะนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว โดย movement ที่ชื่อ friends of the High Line แต่มันก็ถูกแรงกดดันต่างๆมาตลอด มีความพยายามในการจะทุบ the High Line มาตั้งแต่ช่วงปลายๆยุค  1980 แล้ว
.
หนึ่งในสิ่งที่เธอได้ให้ความสำคัญสูงสุดคือการคือภารกิจการปกป้องในสอง section แรกของ the High Line โดยทุบในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะเธอรู้ว่าถ้าเธอไม่ปกป้องมันอย่างแข็งขันมันมีโอกาสสูงที่จะโดนทุบได้ 
.
เพราะแม้ว่าตอนนั้น the High Line จะเป็นที่นิยมในฐานะสวนสาธารณะที่เท่ห์มากๆแห่งนึงของนิวยอร์ก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากให้มันเป็นสวนสาธารณะอยู่แบบนั้น
.
และความเป็นจริงของโลกเราก็คือความสนใจของภาคทุนนิยมจะมีโอกาสหรือแนวโน้มที่จะขัดแย้งกับความสนใจในการใช้พื้นที่สาธารณะได้ตลอด
.
คุณอาจพูดว่า “มันดีจังเลยนะ ที่มีคนสี่ล้านคนมาที่ the High Line ทุกปี” แต่ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่ดินแล้วละก็สิ่งที่คุณจะเห็นคือ”ลูกค้า”
.
ความคิดในการใส่ร้านค้าจะเริ่มมี แล้วการใส่ร้านค้าเข้าไปมันไม่ดีตรงไหนละ?
.
ตามความคิดของ Amanda การมีร้านค้าจะทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น “ห้าง” ไม่ใช่ “สวนสาธารณะ”
.
บทบาทการรับใช้ผู้คนระหว่าง “ห้าง” กับ “สวนสาธารณะ” นั้นต่างกันมาก
.
เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนที่สามและส่วนสุดท้ายของ  the High Line ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยถึงประเด็นเรื่อง “development interests” ด้วยว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่กำลังสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 17 ล้านตารางฟุตที่ Hudson Yards พวกเขามาหา Amanda เพื่อเสนอว่าควรจะรื้อถอนส่วนที่สามของ the High Line เป็นการชั่วคราว (temporarily disassemble) อาจจะเป็นเพราะว่า the High Line ไม่ได้อยู่ในจินตนาการของเมืองที่มีตึกระฟ้าที่สวยงามที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่บริเวณนั้น  หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่า the High Line แค่ไปขวางทางพวกเขาเข้า
.
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทีมงานของเธอใช้เวลาทุกวันเป็นเวลาเก้าเดือนอย่างไม่หยุดหย่อนในการเจรจาเพื่อที่จะได้รับการลงนามในสัญญาว่าด้วยการห้ามรื้อถอนทำลาย the High Line
.
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 และเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ส่วนที่สามของ the High Line อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้
.
Amanda ย้ำว่าสิ่งที่เธอเล่ามาทำให้เห็นว่าไม่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นที่รู้จักหรือโด่งดังแค่ไหน แต่ถ้าหากคุณเห็นมันเป็นของตาย มันมีโอกาสที่จะถูกทำให้หายไปเมื่อไรก็ได้
.
พื้นที่สาธารณะจึงต้องมีคนคอยช่วยกันดูแลเพื่อป้องกันมันจากการโดน รุกล้ำ ละทิ้ง หรือ ปล่อยปละละเลย
.
เธอบอกว่า ถ้าหากมีบทเรียนซักเรื่องนึงที่เธอได้เรียนรู้จากการเป็นนักวางผังเมืองก็คือ พื้นที่สาธารณะนั้นมี”พลัง” มันไม่ได้เกี่ยวกับเฉพาะจำนวนของคนที่ใช้มัน แต่มันเกี่ยวข้องกับคนที่แม้จะไม่ได้ใช้มันแต่อุ่นใจที่เมืองมีมันอยู่ด้วย พื้นที่สาธารณะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่สร้างให้เมืองเป็นเมืองที่จะน่าอยู่สำหรับทุกคนในเมืองหรือไม่

.

ไม่ได้มี TED talk เยอะนะครับที่จะได้รับ standing ovation ตอน  speaker  พูดจบ นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ TED talk ที่ได้ standing  ovation เพราะว่าสิ่งที่เธอพูดมันโดนใจคนฟังจริงๆครับ
.
กลับมามองที่ตัวเรา ทุกวันนี้เราคิดถึงเรื่อง “พื้นที่สาธารณะ” สำหรับทุกคนในเมืองอย่างไรบ้าง
.
และในอนาคตเราจะเปลี่ยนเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง
.

ผมคิดว่าโลกในอนาคต ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมากขึ้น จะเปลี่ยนมุมมองของเราในเรื่องนี้ครับ
.

สมมติมีโครงการอะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่กับชุมชมของเราโดยตรงเช่น การตัดถนน สร้างสะพาน สวน เลนจักรยาน หรือพื้นที่สาธารณะแบบอื่น
.
ในโลกอนาคตอันใกล้นี้ เราสามารถมองเห็นความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้เลยว่า เมื่อของจริงๆมาแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยอ่านเรื่องของ Rony  Abovitz ซึ่งเป็น CEO ของ Magic Leap ซึ่งทำระบบ VR เขาบอกว่า”นึกภาพดูนะ คุณเดินอยู่ในประเทศจีนแล้วบิลบอร์ดทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เมนูก็เป็นภาษา อังกฤษ  คนทุกคนพูดกับคุณเป็นภาษาอังกฤษ มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคุณโดยคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโลกดิจิทัลซ้อนทับโลกจริงอยู่”
.
แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ให้เห็นอนาคตกับสิ่งต่างๆที่เราต้องตัดสินให้กับชุมชนของเราได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ  เมื่อเราเห็นการทำงานจริงของโครงการ เห็น dynamic เห็นประโยชน์ เห็นข้อเสีย และผลกระทบ สามารถทำการตรวจสอบได้ ทุกอย่างก็จะโปร่งใสมากขึ้น
.
เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าเราอยากได้มันจริงๆรึเปล่า
.
ตัดสินใจด้วยความคิดมากขึ้น ใช้อารมณ์น้อยลง อย่างน้อยผมเชื่อว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ
.
ทำการตัดสินใจได้ผ่านการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อให้จำนวนคนที่มาออกเสียงมีมากขึ้น
.
และถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัย เรื่องการสวมสิทธิ์ ในการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต ผมเชื่อว่า blockchain สามารถมาช่วยคุณได้
.
นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ของการใช้ความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในสถานที่ที่แท้จริง โดยเสียงของประชาชนจริงๆโดยไม่ต้องมีระบบตัวแทนแบบในอดีตที่ผ่านมา
.
อันนี้เป็นแค่แนวคิดแนวนึงนะครับ จริงๆแล้วมีอะไรที่สามารถปรับใช้ได้อีกมากมาย

ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา
.
ที่เขียนมาทั้งหมดอยากจะบอกว่าผมคิดว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้ด้วยเทคโนโลยีด้วย business disruption ด้วยอะไรหลายๆอย่าง
.
บางทีเราอาจจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ”พื้นที่สาธารณะ”
.
ให้เป็นของ”สาธารณะ”จริงๆซักที
.
.
.
(ใครอยากฟัง Amanda ไปตาม  link นี้ได้เลยครับ :  http://bit.ly/1qUX6Ho)
.
.
.

Photo credit  : thehighline.org
.
.

#missiontothemoon