วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วิธีฝึกของหลวงพ่อชาท่าน คือ ท่านไม่ให้ได้ตามต้องการ ความปรารถนา จึงจะเรียกว่า การฝึกหัดปฏิบัติ ถ้าได้ตามอยาก ตามปรารถนา นั่นมันไม่ได้เป็นการฝึกนะ หลวงพ่อชาท่านบอก ธรรมชาติของจิตมันดิ้นรนกวัดแกว่ง ถ้าไม่ได้ตามใจตามปรารถนาแล้วมันยิ่งดิ้น นั่นแหละจะทำให้เราเห็นอาการของจิตเวลาไม่ได้ตามปรารถนา มันจะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้าจะสอนจิตก็ต้องสอนในลักษณะนี้ คือ ทรมานจิตให้มันแสดงออกให้เห็นธาตุแท้ของมัน อันนี้ก็เป็นเรื่องสนุกนะ พอปฏิบัติเอาจริงๆ แล้ว ถึงจะทุกข์แต่ก็สนุกดี แรกๆก็ลำบาก พอทำไปๆ พอจับทางมันได้ เออ ก็เป็นเรื่องสนุกดีเหมือนกัน มันก็แปลกดี อย่างธรรมะที่ท่านเคยพูดให้ฟังก็เริ่มเข้าใจ อย่าง **รบกับกิเลส**ที่ท่านว่า แต่ก่อนนี้ไม่รู้เรื่อง แต่พอฝึกหัดจนทรมานมากขึ้นๆ มันก็รู้เรื่องแล้วทีนี้ เป็นนักรบภายในรบกับข้าศึกคือกิเลสภายใน ต่อสู้กันเถียงกันอยู่ตลอดเวลา เพราะมันไม่ได้ตามปรารถนา เดินไปก็เถียง นั่งอยู่ก็เถียงกัน นั่นแหละท่านเรียกว่านักรบ ต้องดิ้นรนกระวนกระวายเป็นทุกข์ รบกับกิเลสใครอยากจะทำ ท่านบอกว่าไม่มีหรอก ให้ทำลำบากๆใครจะอยากทำ แต่เพราะต้องการที่จะออกไปจากเครื่องร้อยรัด เครื่องพันธนาการ ก็ต้องหาวิธีให้รู้จักมัน เพื่อสู้กับมัน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ออกจากมันไม่ได้ หลวงพ่อชาท่านชอบอุปมาให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติที่ท่านพามาทำนี่ละ ฟังแล้วบางทีก็ขำนะ ท่านพูดคล้ายๆ กับว่า ให้มีกำลังใจทำกัน ทุกข์อยู่แต่ให้มีกำลังใจ แม้ทำจนน้ำมูกน้ำตาไหลแต่ก็ไม่ทิ้ง ยังอยากจะทำต่อไป หลวงพ่อชาท่านอุปมาว่า การปฏิบัติแบบนี้ก็เหมือนกับกินตำส้มมะละกอเผ็ดๆ อร่อยๆ นี่แหละ ถ้าเจ้าไหนอร่อยต้องใส่พริกเผ็ดๆ กินกันจนน้ำมูกน้ำตาไหล มันแซ้บแซ่บ จะวางก็วางไม่ลง ทุกข์อยู่นะตอนกิน แต่ว่าวางไม่ลง แหม มันทั้งเผ็ดทั้งร้อน น้ำมูกน้ำตาไหล แต่เพราะมีรสอร่อยชวนกิน ก็เลยกินอยู่อย่างนั้นไม่ยอมวาง ท่านเปรียบเทียบว่าการปฏิบัติก็ต้องเป็นอย่างนั้น แม้จะทุกข์อยู่แต่ก็ทิ้งไม่ลง วางไม่ลง มันจึงจะเรียกว่าการปฏิบัติ ***************************************** จาก บริษัทของพระพุทธเจ้า –พระอาจารย์จันดี กันตสาโร วัดป่าอัมพวัน ชลบุรี หน้าที่ ๓๔-๓๕ ภาพวัดป่าอัมพวัน ชลบุรี โดยคุณ Paramee Na Prasri

วิธีฝึกของหลวงพ่อชาท่าน คือ ท่านไม่ให้ได้ตามต้องการ ความปรารถนา จึงจะเรียกว่า การฝึกหัดปฏิบัติ

ถ้าได้ตามอยาก ตามปรารถนา นั่นมันไม่ได้เป็นการฝึกนะ หลวงพ่อชาท่านบอก

ธรรมชาติของจิตมันดิ้นรนกวัดแกว่ง ถ้าไม่ได้ตามใจตามปรารถนาแล้วมันยิ่งดิ้น นั่นแหละจะทำให้เราเห็นอาการของจิตเวลาไม่ได้ตามปรารถนา มันจะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้าจะสอนจิตก็ต้องสอนในลักษณะนี้ คือ ทรมานจิตให้มันแสดงออกให้เห็นธาตุแท้ของมัน อันนี้ก็เป็นเรื่องสนุกนะ

พอปฏิบัติเอาจริงๆ แล้ว ถึงจะทุกข์แต่ก็สนุกดี แรกๆก็ลำบาก พอทำไปๆ พอจับทางมันได้ เออ ก็เป็นเรื่องสนุกดีเหมือนกัน มันก็แปลกดี

อย่างธรรมะที่ท่านเคยพูดให้ฟังก็เริ่มเข้าใจ อย่าง **รบกับกิเลส**ที่ท่านว่า แต่ก่อนนี้ไม่รู้เรื่อง แต่พอฝึกหัดจนทรมานมากขึ้นๆ มันก็รู้เรื่องแล้วทีนี้ เป็นนักรบภายในรบกับข้าศึกคือกิเลสภายใน ต่อสู้กันเถียงกันอยู่ตลอดเวลา เพราะมันไม่ได้ตามปรารถนา เดินไปก็เถียง นั่งอยู่ก็เถียงกัน นั่นแหละท่านเรียกว่านักรบ ต้องดิ้นรนกระวนกระวายเป็นทุกข์ รบกับกิเลสใครอยากจะทำ ท่านบอกว่าไม่มีหรอก ให้ทำลำบากๆใครจะอยากทำ แต่เพราะต้องการที่จะออกไปจากเครื่องร้อยรัด เครื่องพันธนาการ ก็ต้องหาวิธีให้รู้จักมัน เพื่อสู้กับมัน ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็ออกจากมันไม่ได้

หลวงพ่อชาท่านชอบอุปมาให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติที่ท่านพามาทำนี่ละ ฟังแล้วบางทีก็ขำนะ ท่านพูดคล้ายๆ กับว่า ให้มีกำลังใจทำกัน ทุกข์อยู่แต่ให้มีกำลังใจ แม้ทำจนน้ำมูกน้ำตาไหลแต่ก็ไม่ทิ้ง ยังอยากจะทำต่อไป

หลวงพ่อชาท่านอุปมาว่า การปฏิบัติแบบนี้ก็เหมือนกับกินตำส้มมะละกอเผ็ดๆ อร่อยๆ นี่แหละ

ถ้าเจ้าไหนอร่อยต้องใส่พริกเผ็ดๆ กินกันจนน้ำมูกน้ำตาไหล มันแซ้บแซ่บ  จะวางก็วางไม่ลง ทุกข์อยู่นะตอนกิน แต่ว่าวางไม่ลง แหม มันทั้งเผ็ดทั้งร้อน น้ำมูกน้ำตาไหล แต่เพราะมีรสอร่อยชวนกิน ก็เลยกินอยู่อย่างนั้นไม่ยอมวาง

ท่านเปรียบเทียบว่าการปฏิบัติก็ต้องเป็นอย่างนั้น แม้จะทุกข์อยู่แต่ก็ทิ้งไม่ลง วางไม่ลง มันจึงจะเรียกว่าการปฏิบัติ
*****************************************
จาก บริษัทของพระพุทธเจ้า –พระอาจารย์จันดี กันตสาโร วัดป่าอัมพวัน ชลบุรี หน้าที่ ๓๔-๓๕

ภาพวัดป่าอัมพวัน ชลบุรี โดยคุณ Paramee Na Prasri

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนท่อนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน (5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559) ดังนี้ : ที่จริงนั้นพระพุทธศาสนาเป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของพระองค์นั้น [หมายถึงพระที่ไปหลอกร้านค้าเพชร] เพราะว่าคนที่จะมีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนานั้นจะต้องเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ของชาวพุทธอย่างถูกต้อง เราเองนี่แหละเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ในทางตรงข้าม พระก็ตาม ญาติโยมก็ตาม แม้จะประกาศตนเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ทำตัวเหลวไหล ก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ควรจะระแวงว่าเป็นคนร้ายที่แฝงซ่อนเข้ามาหาประโยชน์จากพระศาสนา ที่เรียกกันว่าเข้ามาปล้นศาสนา เพราะฉะนั้นพระที่ประพฤติเลวทรามเหล่านั้นเราไม่ถือว่าเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา โยมจะต้องไม่มองว่าเป็นพระประพฤติชั่ว โยมจะต้องมองว่าคนชั่วเข้ามาทำลายพระศาสนา ถ้าเราวางใจให้ถูกต้องอย่างนี้แล้ว พระศาสนาก็จะดีขึ้น เราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา อย่าถือธุระไม่ใช่ อย่ายกสมบัติของเราให้เขาไป อาตมาเคยเปรียบเทียบบ่อยๆ ว่า ถ้ามีโจรเข้ามาปล้นบ้านแล้วเรายกสมบัติให้โจรไปเลย อย่างนี้ถือว่าวิปริตใช่ไหม ที่ถูกนั้นเราก็ต้องรักษาทรัพย์สมบัติของเรา แต่ที่เป็นกันเวลานี้เราก็ทำวิปริตกันอยู่โดยไม่รู้ตัว คือทั้งๆ ที่พระศาสนานี้เป็นของเรา แต่พอมีโจรคือคนที่แฝงตัวมาในเพศของพระประพฤติไม่ดี ทำเสียหาย เป็นโจรปล้นศาสนา พอมีโจรเข้ามาปล้นพระศาสนาของเราอย่างนี้ แทนที่เราจะช่วยกันรักษาพระศาสนาของเราๆ กลับยกศาสนาให้โจรไปเสียนี่ อย่างนี้เขาเรียกว่ายกสมบัติให้โจร เพราะฉะนั้นอย่าทำอย่างนี้ เรากำลังทำผิดพลาด ต้องทำใจให้ถูกต้อง เราต้องรักษาพระพุทธศาสนาของเรา ดูให้ดี ปัญหาอยู่ที่คนร้าย หรืออยู่ที่ตัวเรา

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนท่อนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน (5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559) ดังนี้ :

ที่จริงนั้นพระพุทธศาสนาเป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของพระองค์นั้น [หมายถึงพระที่ไปหลอกร้านค้าเพชร] เพราะว่าคนที่จะมีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนานั้นจะต้องเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ของชาวพุทธอย่างถูกต้อง เราเองนี่แหละเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา

ในทางตรงข้าม พระก็ตาม ญาติโยมก็ตาม แม้จะประกาศตนเป็นชาวพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ทำตัวเหลวไหล ก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา ควรจะระแวงว่าเป็นคนร้ายที่แฝงซ่อนเข้ามาหาประโยชน์จากพระศาสนา ที่เรียกกันว่าเข้ามาปล้นศาสนา

เพราะฉะนั้นพระที่ประพฤติเลวทรามเหล่านั้นเราไม่ถือว่าเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา โยมจะต้องไม่มองว่าเป็นพระประพฤติชั่ว โยมจะต้องมองว่าคนชั่วเข้ามาทำลายพระศาสนา ถ้าเราวางใจให้ถูกต้องอย่างนี้แล้ว พระศาสนาก็จะดีขึ้น เราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา อย่าถือธุระไม่ใช่ อย่ายกสมบัติของเราให้เขาไป

อาตมาเคยเปรียบเทียบบ่อยๆ ว่า ถ้ามีโจรเข้ามาปล้นบ้านแล้วเรายกสมบัติให้โจรไปเลย อย่างนี้ถือว่าวิปริตใช่ไหม ที่ถูกนั้นเราก็ต้องรักษาทรัพย์สมบัติของเรา แต่ที่เป็นกันเวลานี้เราก็ทำวิปริตกันอยู่โดยไม่รู้ตัว คือทั้งๆ ที่พระศาสนานี้เป็นของเรา แต่พอมีโจรคือคนที่แฝงตัวมาในเพศของพระประพฤติไม่ดี ทำเสียหาย เป็นโจรปล้นศาสนา พอมีโจรเข้ามาปล้นพระศาสนาของเราอย่างนี้ แทนที่เราจะช่วยกันรักษาพระศาสนาของเราๆ กลับยกศาสนาให้โจรไปเสียนี่ อย่างนี้เขาเรียกว่ายกสมบัติให้โจร เพราะฉะนั้นอย่าทำอย่างนี้ เรากำลังทำผิดพลาด ต้องทำใจให้ถูกต้อง เราต้องรักษาพระพุทธศาสนาของเรา

ดูให้ดี ปัญหาอยู่ที่คนร้าย หรืออยู่ที่ตัวเรา

พระอริยะกับผู้วิเศษต่างกันอย่างไร ? . ถ้าเราเข้าใจข้อนี้แล้ว เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น เพราะประชาชนในปัจจุบันนี้สับสนมาก มักเอาความเป็นผู้วิเศษกับความเป็นพระอริยะเป็นอันเดียวกันเสีย ถ้าอย่างนี้แล้วหลักพระศาสนาก็จะสับสนแล้วก็เสื่อมด้วย . ผู้วิเศษ คืออะไร เรามักจะเรียกคนมีฤทธิ์นั่นเองว่าเป็นผู้วิเศษ เช่น โยคี ฤาษี ดาบส ก่อนพุทธกาล ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นก็มีโยค ฤาษี ดาบน เยอะ อยู่ในป่า ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกียอภิญญา มีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราเรียกได้ว่าเป็นผู้วิเศษ คือ ผู้มีฤทธิ์นั่นเอง . ลองมาดูความหมายของ พระอริยะ ว่าคืออะไร ? . พระอริยะ คือ ท่านผู้ไกลจากิเลส เป็นผู้ประเสริฐ เพราะไกลจากกิเลส ไกลจากิเลสก็คือ หมดจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่ากำจัดความโลภ โกรธ หลง ให้ลดน้อยเบาบางลง กิเลสน้อยลงไป ๆ จนกระทั่งว่าเป็นอริยะ อย่างสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมดจากกิเลส ทั้ง 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้บริสุทธิ์ ประเสริฐสูงสุด . อย่างนี้แยกได้รึยัง ? . ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ . ผู้วิเศษอาจจะมีฤทธิ์มีความสามารถ เช่นอย่างโยคีก่อนพุทธกาล ก็ไม่ได้เป็นอริยะกันเลย พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเรียนไปศึกษาในสำนักของพวกโยคี ไปสำนักของอาฬารดาบส ได้ฌานสมาบัติ ถึงขั้นอรูปฌาน ชั้นอากิญจัญญายตนสมาบัติ เห็นว่าน้อยไป ไม่จบ ก็เข้าสำนักของอุททกดาบสรามบุตร ได้สมาบัติขั้นสูงสุดเป็นอรูปฌาน ชั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ จบความรู้ที่มีของพวกนักพรตนักบวชสมัยนั้นพระองค์ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องจึงได้ละออกไปแล้วก็ไปแสวงหาหนทางของพระองค์เอง ได้บำเพ็ญตามมัชฌิมาปฏิปทา จนกระทั่งได้ตรัสรู้ แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่าทางที่นำมาสู่ความเป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คือ มันไม่ช่วยให้หมดกิเลส . สิ่งที่สำคัญก็คือการมีปัญญารู้แจ้งสัจธรรม รู้สภาวะ รู้เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิต ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้หมดทุกได้ หมดกิเลสได้ อันนี้จึงจะเป็นวิถีทางของพระอริยะ . แต่ก็มีพระอริยะหลายองค์ พระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้ฤทธิ์ ได้ฌานได้สมาบัติ . ถ้าท่านได้ฤทธิ์ได้ฌานได้สมบัติ ได้อภิญญาจำพวกโลกีย์ เช่นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วย ก็เป็นความรู้พิเศษหรือคุณสมบัติพิเศษของท่าน เป็นความสามารถพิเศษที่เอามาใช้ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนาได้ . พวกฤทธิ์นั้นเทียบได้ว่าเหมือนเทคโนโลยี เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น . เทคโนโลยีถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ เอาไปฆ่าไปฟันคนหรือเอาไปทำร้ายก่อเหตุที่ทำให้เกิดความพินาศแก่สังคมมนุษย์ได้ เช่นอาจจะทำลูกระเบิดก็ได้ เทคโนโลยีนั้นถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ ถ้าคนดีใช้ก็กลายเป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์ ถ้าใช้ในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ได้เยอะ จึงเป็นความสามารถพิเศษ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว . พวกฤทธิ์หรือความวิเศษนี้ก็เหมือนกัน ถ้าไปอยู่กับคนชั่วก็ใช้ในทางร้าย เอาไปหาลาภสักการะเพื่อตน เอาไปทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น เอาไปหลอกลวงประชาชน . ถ้าเป็นคนดี ท่านก็เอามาใช้ในการทำงานพระศาสนา เรื่องนี้จะดีหรือชั่วจึงอยู่ที่ผู้ใช้และเจตนาที่ใช้ ----------------------------------------- ความวิเศษเช่นมีฤทธิ์เป็นต้น ไม่ใช่เครื่องตัดสินความเป็นพระอรหันต์หรือความเป็นพระอริยะ อย่างที่บอกแล้วผู้มีฤทธิ์มากมายก็เป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างพระเทวทัตซึ่งมีกิเลสมากมาย ถ้าหากหลงใหลในความวิเศษหรือในฤทธิ์เหล่านี้ ต่อไปก็จะเสื่อมจากฤทธิ์นั้นด้วย เพราะกิเลสนั้นจะเป็นเครื่องบังปัญญา ทำให้เกิดความหลงมัวเมา ----------------------------------------- เพราะฉะนั้น พระอริยะ หรือพระอรหันต์ บางท่านหลายท่าน ท่านไม่มีหรอกเรื่องความวิเศษที่จะให้โยมได้เห็นฤทธิ์อะไร เวลาท่านไปไหนท่านก็ไปธรรมดาๆ โยมก็ไม่ตื่นเต้นถ้าได้เห็นพระอริยะ แม้แต่พระอรหันต์แล้วอาจไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ตรงกันข้ามกับเห็นผู้วิเศษ ดังนั้นจึงต้องแยกกันให้ถูกใครคือผู้วิเศษ ใครคือพระอริยะ ถ้ารู้หลักพระศาสนาแล้วก็แยกได้ ก็จะหมดปัญหา . พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/practising_dhamma_the_right_way.pdf

พระอริยะกับผู้วิเศษต่างกันอย่างไร ?
.
ถ้าเราเข้าใจข้อนี้แล้ว เราก็จะอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดีขึ้น เพราะประชาชนในปัจจุบันนี้สับสนมาก มักเอาความเป็นผู้วิเศษกับความเป็นพระอริยะเป็นอันเดียวกันเสีย ถ้าอย่างนี้แล้วหลักพระศาสนาก็จะสับสนแล้วก็เสื่อมด้วย
.
ผู้วิเศษ คืออะไร เรามักจะเรียกคนมีฤทธิ์นั่นเองว่าเป็นผู้วิเศษ เช่น โยคี ฤาษี ดาบส ก่อนพุทธกาล ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นก็มีโยค ฤาษี ดาบน เยอะ อยู่ในป่า ได้ฌานสมาบัติ ได้โลกียอภิญญา มีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราเรียกได้ว่าเป็นผู้วิเศษ คือ ผู้มีฤทธิ์นั่นเอง
.
ลองมาดูความหมายของ พระอริยะ ว่าคืออะไร ?
.
พระอริยะ คือ ท่านผู้ไกลจากิเลส เป็นผู้ประเสริฐ เพราะไกลจากกิเลส ไกลจากิเลสก็คือ หมดจากโลภะ โทสะ โมหะ หรือว่ากำจัดความโลภ โกรธ หลง ให้ลดน้อยเบาบางลง กิเลสน้อยลงไป ๆ จนกระทั่งว่าเป็นอริยะ อย่างสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ซึ่งหมดจากกิเลส ทั้ง 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นผู้บริสุทธิ์ ประเสริฐสูงสุด
.
อย่างนี้แยกได้รึยัง ?
.
ผู้วิเศษไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ
.
ผู้วิเศษอาจจะมีฤทธิ์มีความสามารถ  เช่นอย่างโยคีก่อนพุทธกาล  ก็ไม่ได้เป็นอริยะกันเลย  พระพุทธเจ้าทรงเข้าไปเรียนไปศึกษาในสำนักของพวกโยคี  ไปสำนักของอาฬารดาบส  ได้ฌานสมาบัติ  ถึงขั้นอรูปฌาน  ชั้นอากิญจัญญายตนสมาบัติ    เห็นว่าน้อยไป  ไม่จบ  ก็เข้าสำนักของอุททกดาบสรามบุตร  ได้สมาบัติขั้นสูงสุดเป็นอรูปฌาน  ชั้น  เนวสัญญานาสัญญายตนะ  จบความรู้ที่มีของพวกนักพรตนักบวชสมัยนั้นพระองค์ก็เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องจึงได้ละออกไปแล้วก็ไปแสวงหาหนทางของพระองค์เอง  ได้บำเพ็ญตามมัชฌิมาปฏิปทา  จนกระทั่งได้ตรัสรู้  แล้วพระองค์ก็ทรงชี้ให้เห็นว่าทางที่นำมาสู่ความเป็นผู้วิเศษมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  คือ  มันไม่ช่วยให้หมดกิเลส
.
สิ่งที่สำคัญก็คือการมีปัญญารู้แจ้งสัจธรรม  รู้สภาวะ  รู้เท่าทันความจริงของสังขารคือโลกและชีวิต  ทำจิตใจให้เป็นอิสระได้หมดทุกได้  หมดกิเลสได้  อันนี้จึงจะเป็นวิถีทางของพระอริยะ
.
แต่ก็มีพระอริยะหลายองค์  พระอรหันต์หลายองค์ที่ท่านได้ฤทธิ์  ได้ฌานได้สมาบัติ
.
ถ้าท่านได้ฤทธิ์ได้ฌานได้สมบัติ  ได้อภิญญาจำพวกโลกีย์  เช่นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วย  ก็เป็นความรู้พิเศษหรือคุณสมบัติพิเศษของท่าน  เป็นความสามารถพิเศษที่เอามาใช้ประโยชน์ในการประกาศพระศาสนาได้
.
พวกฤทธิ์นั้นเทียบได้ว่าเหมือนเทคโนโลยี  เทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าใช้เป็น
.
เทคโนโลยีถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ  เอาไปฆ่าไปฟันคนหรือเอาไปทำร้ายก่อเหตุที่ทำให้เกิดความพินาศแก่สังคมมนุษย์ได้ เช่นอาจจะทำลูกระเบิดก็ได้ เทคโนโลยีนั้นถ้าคนชั่วใช้ก็เป็นโทษ ถ้าคนดีใช้ก็กลายเป็นประโยชน์ เช่น คอมพิวเตอร์ ถ้าใช้ในทางสร้างสรรค์ก็เป็นประโยชน์ได้เยอะ จึงเป็นความสามารถพิเศษ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าจะใช้อย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว
.
พวกฤทธิ์หรือความวิเศษนี้ก็เหมือนกัน  ถ้าไปอยู่กับคนชั่วก็ใช้ในทางร้าย  เอาไปหาลาภสักการะเพื่อตน  เอาไปทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น  เอาไปหลอกลวงประชาชน
.
ถ้าเป็นคนดี  ท่านก็เอามาใช้ในการทำงานพระศาสนา  เรื่องนี้จะดีหรือชั่วจึงอยู่ที่ผู้ใช้และเจตนาที่ใช้

-----------------------------------------
ความวิเศษเช่นมีฤทธิ์เป็นต้น  ไม่ใช่เครื่องตัดสินความเป็นพระอรหันต์หรือความเป็นพระอริยะ  อย่างที่บอกแล้วผู้มีฤทธิ์มากมายก็เป็นมนุษย์ปุถุชนอย่างพระเทวทัตซึ่งมีกิเลสมากมาย  ถ้าหากหลงใหลในความวิเศษหรือในฤทธิ์เหล่านี้  ต่อไปก็จะเสื่อมจากฤทธิ์นั้นด้วย  เพราะกิเลสนั้นจะเป็นเครื่องบังปัญญา  ทำให้เกิดความหลงมัวเมา

-----------------------------------------
เพราะฉะนั้น  พระอริยะ  หรือพระอรหันต์  บางท่านหลายท่าน  ท่านไม่มีหรอกเรื่องความวิเศษที่จะให้โยมได้เห็นฤทธิ์อะไร  เวลาท่านไปไหนท่านก็ไปธรรมดาๆ  โยมก็ไม่ตื่นเต้นถ้าได้เห็นพระอริยะ  แม้แต่พระอรหันต์แล้วอาจไม่ตื่นเต้นอะไรเลย  ตรงกันข้ามกับเห็นผู้วิเศษ    ดังนั้นจึงต้องแยกกันให้ถูกใครคือผู้วิเศษ  ใครคือพระอริยะ  ถ้ารู้หลักพระศาสนาแล้วก็แยกได้  ก็จะหมดปัญหา
.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
จากหนังสือ ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง

http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/practising_dhamma_the_right_way.pdf

หลวงพ่อกับเหล็กไหล . มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์องค์หนึ่งอยู่แถวชลบุรี มานั่งเฝ้านอนเฝ้าหลวงพ่ออยู่หลายวัน หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร จนวันหนึ่งเขาบอกว่าที่เขามาเฝ้าอยู่นี่เพราะมีคนบอกว่าหลวงพ่อมีเหล็กไหลอยากจะมาขอ หลวงพ่อจึงบอกว่าท่านไม่มีหรอก . "แต่มีอยู่แห่งหนึ่ง ทราบว่ามีเหล็กไหลมากมายถ้าคุณอยากได้จะบอกที่ให้ อยากรู้ไหมล่ะ" . เมื่อโยมต้องการจะรู้แหล่ง ท่านจึงบอกว่า "ไปที่หัวรถไฟแน่ะ ทุกวันจะมีเหล็กไหลจากโคราชไปกรุงเทพฯ วันละหลาย ๆ เที่ยว" . ไม่ทราบว่าพอโยมได้คำตอบอย่างนี้แล้วมีปฏิกิริยาอย่างไร . อีกครั้งหนึ่ง มีโยมมาจากศรีสะเกษ มาเสนอขายเหล็กไหลให้หลวงพ่อในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท โดยบรรยายสรรพคุณว่ามีแล้วจะทำให้ร่ำรวย หลวงพ่อตอบข้อเสนอว่า . "ก่อนคุณจะมา ทำไมไม่สืบประวัติฉันก่อนว่าฉันเป็นพระนักค้าหรือเปล่า คุณไปรวยคนเดียวซะ ถ้าฉันอยากจะรวย ฉันไม่มาห่มผ้าเหลืองอยู่อย่างนี้หรอก" . พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

หลวงพ่อกับเหล็กไหล
.
มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์องค์หนึ่งอยู่แถวชลบุรี มานั่งเฝ้านอนเฝ้าหลวงพ่ออยู่หลายวัน หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร จนวันหนึ่งเขาบอกว่าที่เขามาเฝ้าอยู่นี่เพราะมีคนบอกว่าหลวงพ่อมีเหล็กไหลอยากจะมาขอ หลวงพ่อจึงบอกว่าท่านไม่มีหรอก
.
"แต่มีอยู่แห่งหนึ่ง ทราบว่ามีเหล็กไหลมากมายถ้าคุณอยากได้จะบอกที่ให้ อยากรู้ไหมล่ะ"
.
เมื่อโยมต้องการจะรู้แหล่ง ท่านจึงบอกว่า "ไปที่หัวรถไฟแน่ะ ทุกวันจะมีเหล็กไหลจากโคราชไปกรุงเทพฯ วันละหลาย ๆ เที่ยว"
.
ไม่ทราบว่าพอโยมได้คำตอบอย่างนี้แล้วมีปฏิกิริยาอย่างไร
.
อีกครั้งหนึ่ง มีโยมมาจากศรีสะเกษ มาเสนอขายเหล็กไหลให้หลวงพ่อในราคา ๖๐,๐๐๐ บาท โดยบรรยายสรรพคุณว่ามีแล้วจะทำให้ร่ำรวย หลวงพ่อตอบข้อเสนอว่า
.
"ก่อนคุณจะมา ทำไมไม่สืบประวัติฉันก่อนว่าฉันเป็นพระนักค้าหรือเปล่า คุณไปรวยคนเดียวซะ ถ้าฉันอยากจะรวย ฉันไม่มาห่มผ้าเหลืองอยู่อย่างนี้หรอก"
.
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

ฐ า นั น ด ร ข อ ง พ ร ะ "เราบวชไม่ได้หวังยศศักดิ์ก็จริง เมื่อจะโปรดให้เป็น หาได้คิดบ่ายเบี่ยงไม่ เราได้เคยปรารภว่า ผู้ตั้งใจบวชจริงๆ ดูไม่น่าจะรับยศศักดิ์ แต่น่าประหลาดใจว่า พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์ หรือยิ่งพูดว่า "ไม่ใยดีในยศศักดิ์" #เรายังไม่เเลเห็นเป็นหลักพระศาสนาจนรูปเดียว จะหาเพียงปฏิบัตินำให้เกิดเลื่อมใสเช่นเจ้าคุณอาจารย์*** ของเราให้ได้ก่อนเถิด ฯลฯ ลักษณะพระที่ดีจริง ย่อมไม่อยากร่านเป็นนั่นเป็นนี่ เมื่อถึงคราวจะต้องเป็นเข้าจริง ไม่เเสดงพยศและเบี่ยงบ่าย พระผิดจากลักษณะนี้ เราก็ไม่เลื่อมใส และไม่เห็นเป็นหลักในพระศาสนา จึงหาพระประกอบด้วยลักษณะนั้นนอกยศศักดิ์ไม่ได้" ความตอนหนึ่งใน พระมหาสมณานุศาสน์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ฐ า นั น ด ร ข อ ง พ ร ะ

"เราบวชไม่ได้หวังยศศักดิ์ก็จริง เมื่อจะโปรดให้เป็น หาได้คิดบ่ายเบี่ยงไม่ เราได้เคยปรารภว่า ผู้ตั้งใจบวชจริงๆ ดูไม่น่าจะรับยศศักดิ์

แต่น่าประหลาดใจว่า พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์ หรือยิ่งพูดว่า "ไม่ใยดีในยศศักดิ์" #เรายังไม่เเลเห็นเป็นหลักพระศาสนาจนรูปเดียว จะหาเพียงปฏิบัตินำให้เกิดเลื่อมใสเช่นเจ้าคุณอาจารย์*** ของเราให้ได้ก่อนเถิด ฯลฯ

ลักษณะพระที่ดีจริง ย่อมไม่อยากร่านเป็นนั่นเป็นนี่ เมื่อถึงคราวจะต้องเป็นเข้าจริง ไม่เเสดงพยศและเบี่ยงบ่าย พระผิดจากลักษณะนี้ เราก็ไม่เลื่อมใส และไม่เห็นเป็นหลักในพระศาสนา จึงหาพระประกอบด้วยลักษณะนั้นนอกยศศักดิ์ไม่ได้"

ความตอนหนึ่งใน พระมหาสมณานุศาสน์ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า พระองค์จะปรินิพานต่อเมื่อพุทธบริษัท ๔

พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า
พระองค์จะปรินิพานต่อเมื่อพุทธบริษัท ๔
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายทั้งปวง
คือพระภิกษุ ทั้งเถระ ทั้งมัชฌิมะ ทั้งนวกะ ภิกษุณีก็เช่นเดียวกัน
พร้อมทั้งอุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่ถือพรหมจรรย์ และที่เป็นผู้ครองเรือนทั้งหมด
ต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่จะรักษาพระศาสนาไว้ คือ
(๑) ต้องเป็นผู้มีความรู้ เข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดี
และประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องตามคำสอน
(๒) นอกจากรู้เข้าใจเอง และปฏิบัติได้ดีแล้ว
ยังสามารถบอกกล่าวแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้ด้วย
(๓) เมื่อมีปรับวาทเกิดขึ้น คือ คำจ้วงจาบสอนคลาดเคลื่อน
ผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัย ก็สามารถชี้แจงแก้ไขได้ด้วย
ตอนที่พระองค์จะปรินิพพานนั้น
มารก็มากราบทูลว่าเวลานี้พุทธบริษัท ๔
มีคุณสมบัติพร้อมอย่างที่พระองค์ได้ตรัส
เหมือนกับเป็นเงื่อนไขไว้แล้ว
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าเป็นอย่างนั้น
จึงทรงรับที่จะปรินิพพาน โดยทรงปลงพระชนมายุสังขาร
พุทธดำรัสนี้ ก็เหมือนกับว่าพระพุทธเจ้า
ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔
แต่ต้องมองให้ตลอดด้วยว่า ทรงฝากพระพุทธศาสนา
ไว้กับพุทธบริษัทที่เป็นอย่างไร
ชาวพุทธจะเป็นผู้มีคุณสมบัติถูกต้อง
ที่จรรโลงพระศาสนาไว้ก็เริ่มด้วยมีคัมภีร์
ที่จะให้เรียนรู้เข้าใจพระธรรมวินัยอันเป็นของแท้ก่อน
เป็นอันว่า ในแง่นี้พระไตรปิฏกก็เป็นหลักของพุทธบริษัท
ต้องอยู่คู่กับพุทธบริษัท โดยเป็นฐานให้แก่พุทธบริษัท
ซึ่งจะทำให้ชาวพุทธเป็นผู้มีคุณสมบัติ
ที่จะรักษาพระศาสนาไว้ได้
สองฝ่ายนี้ คือ ตัวคนที่จะรักษาพระศาสนา
กับตัวพระศาสนาที่จะต้องรักษา ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
พระศาสนาจะดำรงอยู่และจะเกิดผลประโยชน์
ก็ต้องมาปรากฏที่ตัวพุทธบริษัท ๔
ต้องอาศัยพุทธบริษัท ๔ เป็นที่รักษาไว้
พร้อมกันนั้นในเวลาเดียวกัน พุทธบริษัท ๔
จะมีความหมายเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาได้
และจะได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาก็เพราะ
มีธรรมวินัยที่รักษาไว้ในพระไตรปิฏกเป็นหลักอยู่
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ อย่างนั้นเป็นไฉน? คือ การประกอบตนให้ พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้นเป็นไฉน? คือ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แลอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๑๙/๑๖๖๔) #ธรรมะ #อาสาฬหบูชา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้ อันบรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ อย่างนั้นเป็นไฉน?

คือ การประกอบตนให้ พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

การประกอบความลำบากแก่ตน เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านี้ อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้นเป็นไฉน?

คือ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ

ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แลอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

(๑๙/๑๖๖๔) #ธรรมะ #อาสาฬหบูชา