วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นิทานเรื่อง.......ความรักกับต้นหญ้า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.. มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้น ไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่ ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่ แท้ของเราเจอได้ไงครับอาจารย์ บอกผมหน่อยได้ไหม ครับ ? อาจารย์ : ( เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ ) อืม.. มัน เป็นคำถามที่ยากนะ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำ ถามที่ง่ายเหมือนกันนะ ลูกศิษย์ : นั่งคิดอย่างหนัก ) อืม ?…. งงอะไม่เข้าใจ อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้น น่ะมีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม เธอลองเดินไปหาหญ้า ต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่าเวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่าง เดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ ( ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า หลังจากนั้นไม่นาน …. ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน อาจารย์ : อืม..แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวยๆในมือ เธอเลยหละ ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้ว ผม เจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย ผมก็คิดว่า เออ เดี๋ยวก็คงเจอ ต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน แล้วผมก็ เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับจะ เดินกลับก็ไม่ได้เพราะอาจารย์สั่งห้ามไว้ อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่อให้เราระลึกว่าถ้า ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือคนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูด คุณนั่นแหละ ทุ่งหญ้าก็คือ เวลา เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบแล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้เพราะ ถ้าคุณ มัวแต่เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่า ประโยชน์ อย่าลืมว่า “ เวลาไม่เคยย้อนกลับ” ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับ การหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต หรือแม้กระ ทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรมที่ ว่า จงรัก และไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัว แต่เสียเวลา เพราะบางครั้ง คนเราก็มีโอกาสเลือกแค่ เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต คุณล่ะคุณได้ผ่านการเป็นผู้เลือก หรือผู้ถูกเลือกหรือ ยังครับ นำเสนอโดย #เรื่องดีๆมีข้อคิด Line : ts2502 Instagram : th.thamma ที่มา : http://www.trangzone.com/webboard_show.php?ID=4694 ภาพ : http://www.hdbilder.eu/bild/523612/sonnenunterg%C3%A4nge-b%C3%A4ume-meer-wiese-1920x1080-hintergrundbild

นิทานเรื่อง.......ความรักกับต้นหญ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.. มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้น
ไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่   ทันใดนั้น
ลูกศิษย์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ  ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่
แท้ของเราเจอได้ไงครับอาจารย์ บอกผมหน่อยได้ไหม
ครับ ?
อาจารย์ : ( เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ )  อืม.. มัน
เป็นคำถามที่ยากนะ    แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำ
ถามที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ : นั่งคิดอย่างหนัก ) อืม ?…. งงอะไม่เข้าใจ
อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้น
น่ะมีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม เธอลองเดินไปหาหญ้า
ต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ
แต่ว่าเวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่าง
เดียวนะ  ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน  รอสักครูน่ะครับ ( ว่าแล้ว
ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า หลังจากนั้นไม่นาน ….

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน
อาจารย์ : อืม..แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวยๆในมือ
เธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้ว  ผม
เจอต้นหญ้าสวยๆเนี่ย   ผมก็คิดว่า เออ เดี๋ยวก็คงเจอ
ต้นที่สวยกว่านี้   ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมัน   แล้วผมก็
เดินไปเรื่อย  รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับจะ
เดินกลับก็ไม่ได้เพราะอาจารย์สั่งห้ามไว้
อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ

เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่อให้เราระลึกว่าถ้า
ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ
ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือคนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูด
คุณนั่นแหละ
ทุ่งหญ้าก็คือ เวลา เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ

อย่ามัวแต่เปรียบเทียบแล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้เพราะ
ถ้าคุณ มัวแต่เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่า
ประโยชน์ อย่าลืมว่า “ เวลาไม่เคยย้อนกลับ”

ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น   เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับ
การหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต หรือแม้กระ
ทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรมที่
ว่า จงรัก และไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัว
แต่เสียเวลา เพราะบางครั้ง คนเราก็มีโอกาสเลือกแค่
เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต

คุณล่ะคุณได้ผ่านการเป็นผู้เลือก หรือผู้ถูกเลือกหรือ
ยังครับ

นำเสนอโดย
#เรื่องดีๆมีข้อคิด 
Line : ts2502
Instagram : th.thamma

ที่มา : http://www.trangzone.com/webboard_show.php?ID=4694
ภาพ : http://www.hdbilder.eu/bild/523612/sonnenunterg%C3%A4nge-b%C3%A4ume-meer-wiese-1920x1080-hintergrundbild

+++มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ +++ได้เข้าไปทำงานในบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นของต่างชาติ +++ในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่!!!!!!!!...... **มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอ คนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งฝรั่งทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนกัน ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จ และ พอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า.... ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ" ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD จากประเทศ อังกฤษ" ( ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก) ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย" ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอนให้ล้างอย่างนี้ เพราะ ตอนฉี่ ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน" ( ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา แคะขี้เล็บออก) ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน" ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก อเมริกา ที่ STAMFORD ที่นั่น เขา สอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็ แคะขี้เล็บออก เพื่อป้อกกันเชื้อโรค" ฝรั่ง 2 คนเห็นคนไทยฉี่อยู่ พอคนไทยฉี่เสร็จ ก็เดินออกจาก ห้องน้ำเลย ฝรั่งทั้น 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทย ว่า "นายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ" คนไทยตอบว่า "จบไหนไม่สำคัญแต่ที่นี่ไม่สอนให้ฉี่รดมือตัวเอง"

+++มีคนไทยอยู่ 1 คน พึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ

+++ได้เข้าไปทำงานในบริษัทหนึ่ง ซึ่งเป็นของต่างชาติ

+++ในทุกวันเขาก็ทำงาน เหมือนเดิมทุกวัน แต่!!!!!!!!......

**มีอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้เข้าห้องน้ำในบริษัทแล้วไปเจอ
คนฝรั่ง2 คน อยู่ในห้องน้ำ ซึ่งฝรั่งทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนกัน
ซึ่งกำลังล้างมือ หลังจาก ฉี่เสร็จ และ
พอฝรั่ง 2 คนนั้นเห็นคนไทย ทั้ง2คน จึงคุยข่มคนไทย ว่า....

ฝรั่งคนที่ 1 "นายเรียนจบที่ไหนว่ะ"

ฝรั่งคนที่ 2 "เราเรียนจบที่ OXFORD จากประเทศ อังกฤษ"
( ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่ 2 ก็ควักน้ำล้างมือมาถึงข้อศอก)

ฝรั่งคนที่ 1 เห็นก็งงแล้วถามว่า "ทำไมต้องล้างมือถึงข้อศอกด้วย"
ฝรั่งคนที่ 2 ตอบว่า " ที่อังกฤษเขาสอนให้ล้างอย่างนี้ เพราะ ตอนฉี่
ฉี่อาจกระเด็นมาถึงแขนก็ได้ ต้องระวังไว้ก่อน"
(
ทันใดนั้น ฝรั่งคนที่1 ก็ควักน้ำมาล้างมือ เฉพาะ ที่มือ แล้วหาไม้มา
แคะขี้เล็บออก)
ฝรั่งคนที่ 2 เห็นก็ถามว่า " นายจบจากที่ไหน"

ฝรั่งคนที่ 1 ตอบว่า "เราจบจาก อเมริกา ที่ STAMFORD ที่นั่น เขา
สอนให้ล้างมือเฉพาะที่สกปรก แล้วก็
แคะขี้เล็บออก เพื่อป้อกกันเชื้อโรค"
ฝรั่ง 2 คนเห็นคนไทยฉี่อยู่ พอคนไทยฉี่เสร็จ ก็เดินออกจาก
ห้องน้ำเลย ฝรั่งทั้น 2 คนเห็นก็ตกใจว่าทำไมไม่ล้างมือ เลยวิ่งไปถามคนไทย ว่า "นายจบจากไหน ทำไมถึงไม่ล้างมือ"
คนไทยตอบว่า

"จบไหนไม่สำคัญแต่ที่นี่ไม่สอนให้ฉี่รดมือตัวเอง"

เอาใจเข้ามาด้วยหรือเปล่า ในคืนส่งตัวเจ้าสาว ชายหนุ่มเดินเข้ามาเปิดผ้าคลุม ผมให้หญิงสาว หญิงสาวก้มหน้าเอียงอาย พอเธอ เงยหน้าขึ้นมา พลันสายตาก็เจอเข้ากับหนูตัวหนึ่งที่ วิ่งเข้ามาในห้อง เธอชี้นิ้วไปที่หนูตัวนั้น หัวเราะและ และพูดขึ้นว่า! “ดูสิคะ หนูแอบมากินข้าวสารบ้านของคุณนะค่ะ ฮิฮิ!” เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มยังคงนอนหลับปุ๋ย ส่วนหญิง สาวตื่นแล้วและกำลังจะลุกจากเตียงนอน พลันสาย ตาของเธอก็ปะทะกับหนูน้อยตัวเดิม คราวนี้เธอรู้สึก โมโหมาก “ไอ้หนูบ้า แกเตรียมตัวตายได้แล้ว แกมาขโมยกิน ข้าวสารบ้านชั้นได้ยังไง?”” “ตั๊บ!” เสียงปารองเท้าลอยกระทบไปหาหนูน้อยตัวนั้น ชาย หนุ่มได้ยินเสียงของหญิงสาว ก็ได้แต่หัวเราะและยิ้ม อย่างมีความสุข เพียงแค่ข้ามคืน หญิงสาวเปลี่ยนคำพูดจาก “บ้าน คุณ”เป็น “บ้านชั้น” ความรู้สึกนี้แตกต่างกันอย่างสิ้น เชิง คุณล่ะ เวลาที่คุยกับใครๆ ถึงงานที่บริษัท คุณ เคยรู้สึกว่าบริษัทนี้เป็น“บ้านของเรา” บ้างหรือเปล่า? คุณที่เพิ่งเข้ามาทำงาน หรือทำงานมาแล้วสามปีห้า ปี หรือแม้แต่สิบปี ตอนที่คุณเลือกมาสมัครงานใน บริษัทนี้ คุณเข้ามาเพราะสาเหตุอะไร? เมื่อคุณพาตัวก้าวเข้ามาแล้ว คุณเคยเอาใจเข้ามา ด้วยหรือปล่า? ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/536967166471380/?type=3 ภาพ : http://www.catdumb.com/23pics-bride-shooting/

เอาใจเข้ามาด้วยหรือเปล่า

ในคืนส่งตัวเจ้าสาว ชายหนุ่มเดินเข้ามาเปิดผ้าคลุม
ผมให้หญิงสาว   หญิงสาวก้มหน้าเอียงอาย  พอเธอ
เงยหน้าขึ้นมา พลันสายตาก็เจอเข้ากับหนูตัวหนึ่งที่
วิ่งเข้ามาในห้อง เธอชี้นิ้วไปที่หนูตัวนั้น หัวเราะและ
และพูดขึ้นว่า!
“ดูสิคะ หนูแอบมากินข้าวสารบ้านของคุณนะค่ะ ฮิฮิ!”

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มยังคงนอนหลับปุ๋ย  ส่วนหญิง
สาวตื่นแล้วและกำลังจะลุกจากเตียงนอน พลันสาย
ตาของเธอก็ปะทะกับหนูน้อยตัวเดิม คราวนี้เธอรู้สึก
โมโหมาก
“ไอ้หนูบ้า แกเตรียมตัวตายได้แล้ว    แกมาขโมยกิน
ข้าวสารบ้านชั้นได้ยังไง?””
“ตั๊บ!”
เสียงปารองเท้าลอยกระทบไปหาหนูน้อยตัวนั้น ชาย
หนุ่มได้ยินเสียงของหญิงสาว ก็ได้แต่หัวเราะและยิ้ม
อย่างมีความสุข

เพียงแค่ข้ามคืน  หญิงสาวเปลี่ยนคำพูดจาก  “บ้าน
คุณ”เป็น “บ้านชั้น” ความรู้สึกนี้แตกต่างกันอย่างสิ้น
เชิง คุณล่ะ เวลาที่คุยกับใครๆ ถึงงานที่บริษัท  คุณ
เคยรู้สึกว่าบริษัทนี้เป็น“บ้านของเรา” บ้างหรือเปล่า?

คุณที่เพิ่งเข้ามาทำงาน หรือทำงานมาแล้วสามปีห้า
ปี หรือแม้แต่สิบปี    ตอนที่คุณเลือกมาสมัครงานใน
บริษัทนี้ คุณเข้ามาเพราะสาเหตุอะไร?

เมื่อคุณพาตัวก้าวเข้ามาแล้ว    คุณเคยเอาใจเข้ามา
ด้วยหรือปล่า?

ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/536967166471380/?type=3
ภาพ : http://www.catdumb.com/23pics-bride-shooting/

วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความรักคือกาแฟ ในร้านกาแฟแห่งความรัก ที่มีกฏว่า ทุกโต๊ะสั่งกาแฟได้แค่แก้วเดียว มีผู้คนมากมาย นั่งอยู่ในนั้นหลายโต๊ะ บ้างนั่งเป็นคู่ บ้างนั่งสามคน บ้างก็นั่งอยู่คนเดียว โต๊ะที่นั่งคนเดียว ก็กินกาแฟคนเดียวอย่างอิ่มเอ็ม โต๊ะที่นั่งเป็นคู่ก็นั่งกินกาแฟกันอย่างมีความสุข โต๊ะที่มีสามคน มีสองคนที่แบ่งกันกินกาแฟอย่างมีความสุข และก็จะมีอีกคนคอยกินกาแฟหลังจากที่สองคนนั้นวางแก้วลง ฉันคือหนึ่งในสามคนที่กินกาแฟนั้น ฉันคือคนที่ต้องรอคนอื่นวางแก้วถึงจะได้กิน ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า กาแฟนนี้มันอร่อยจริงๆเหรอ กาแฟความรัก ที่ต้องรอและเฝ้ามองคนที่เรารักกินกับคนที่เขารัก ฉันจึงลุกขึ้นออกมา เธอถามฉันว่าจะไปไหน ฉันตอบแค่ว่า อยากลองไปนั่งกินกาแฟคนเดียวดู เธอถามว่าไม่เหงาเหรอ ฉันตอบไปว่า เหงา แต่น่าจะน้อยกว่าตรงนี้ ฉันนั่งลง สั่งกาแฟมากินคนเดียว ค่อยๆลิ้มรสที่ขมแต่นุ่มหวานไปในตัว รู้สึกตัวอีกที ก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า ความสุขของคนเหงานะ ถ้างั้นฉันขอมีความสุขตรงนี้ ตรงที่ที่มีแต่ฉัน และความสุขที่ฉันดื่มด่ำได้ด้วยตัวเอง ฉันจะได้เรียนรู้ที่จะรักและเห็นค่าตัวเองให้มากๆ ในขณะที่ฉันกำลังมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ก็มีสายตาหนึ่งจ้องมา จากโต๊ะที่นั่งกินกาแฟเพียงคนเดียวเช่นกัน พร้อมกับ คำพูดทักทายว่า “ กาแฟที่นี่ น่ารักดีนะครับ ^^ “ ความรักคือกาแฟ ความกลมกล่อมแล้วแต่คนชอบ บางคนชอบหวาน บางคนชอบขม บางคนชอบพอดี คิ้วต่ำ

ความรักคือกาแฟ

ในร้านกาแฟแห่งความรัก
ที่มีกฏว่า ทุกโต๊ะสั่งกาแฟได้แค่แก้วเดียว

มีผู้คนมากมาย นั่งอยู่ในนั้นหลายโต๊ะ
บ้างนั่งเป็นคู่
บ้างนั่งสามคน
บ้างก็นั่งอยู่คนเดียว

โต๊ะที่นั่งคนเดียว ก็กินกาแฟคนเดียวอย่างอิ่มเอ็ม

โต๊ะที่นั่งเป็นคู่ก็นั่งกินกาแฟกันอย่างมีความสุข

โต๊ะที่มีสามคน มีสองคนที่แบ่งกันกินกาแฟอย่างมีความสุข
และก็จะมีอีกคนคอยกินกาแฟหลังจากที่สองคนนั้นวางแก้วลง

ฉันคือหนึ่งในสามคนที่กินกาแฟนั้น
ฉันคือคนที่ต้องรอคนอื่นวางแก้วถึงจะได้กิน
ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า กาแฟนนี้มันอร่อยจริงๆเหรอ
กาแฟความรัก ที่ต้องรอและเฝ้ามองคนที่เรารักกินกับคนที่เขารัก

ฉันจึงลุกขึ้นออกมา

เธอถามฉันว่าจะไปไหน
ฉันตอบแค่ว่า อยากลองไปนั่งกินกาแฟคนเดียวดู
เธอถามว่าไม่เหงาเหรอ
ฉันตอบไปว่า เหงา แต่น่าจะน้อยกว่าตรงนี้

ฉันนั่งลง สั่งกาแฟมากินคนเดียว
ค่อยๆลิ้มรสที่ขมแต่นุ่มหวานไปในตัว
รู้สึกตัวอีกที ก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
หรือนี่คือสิ่งที่เขาเรียกว่า ความสุขของคนเหงานะ

ถ้างั้นฉันขอมีความสุขตรงนี้
ตรงที่ที่มีแต่ฉัน และความสุขที่ฉันดื่มด่ำได้ด้วยตัวเอง
ฉันจะได้เรียนรู้ที่จะรักและเห็นค่าตัวเองให้มากๆ

ในขณะที่ฉันกำลังมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
ก็มีสายตาหนึ่งจ้องมา จากโต๊ะที่นั่งกินกาแฟเพียงคนเดียวเช่นกัน พร้อมกับ คำพูดทักทายว่า “ กาแฟที่นี่ น่ารักดีนะครับ ^^ “

ความรักคือกาแฟ
ความกลมกล่อมแล้วแต่คนชอบ
บางคนชอบหวาน
บางคนชอบขม
บางคนชอบพอดี

คิ้วต่ำ

10 นาทีให้ฉันได้ไหม๊ เขาขับแท็กซี่ ต้องตะลอนอยู่นอกบ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็น เมื่อกลับถึงบ้าน เขาก็เหนื่อยจนพูดไม่ออก ส่วนเธอผู้ ภรรยา เมื่อเห็นเขากลับบ้าน ก็คอยซักถามว่า วันนี้เป็น อย่างไรบ้าง?ลูกค้าทำอะไรให้ไม่พอใจไหม? เหนื่อยไหม? ฯลฯ เขาได้แต่ตอบแบบขอไปทีและก็เดินเข้าห้อง เวลาผ่านไปนานวัน เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าทำให้เขารำคาญ ใจ เธอยังคงทำหน้าที่จ่ายตลาดและทำกับข้าว แต่ที่ไม่ เหมือนเดิมก็คือเธอใส่ใจเขาน้อยลง เธอเริ่มก้าวร้าว ใจ ร้อน และหาเรื่อง เธอบ่นและเดือดดาลทุกครั้ง เมื่อเห็น เขากินแล้วไม่ล้าง ไม่เก็บรองเท้าใส่ตู้ เมื่อกลับถึงบ้าน วางเสื้อแจ๊กเก็ตไม่เป็นที่ ฯลฯ เขารู้สึกไม่มีความสุข อึดอัดเมื่อกลับถึงบ้าน และพาลไม่ อยากคุยกับเธอ เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร? ที่เขาต้อง ออกไปทำงานนอกบ้านทั้งวัน ก็ไม่ใช่เพราะต้องการให้ เธอ มีชีวิตที่สุขสบายหรอกหรือ? เพราะอะไรเธอจึงไม่ เข้าใจเขาเลยแม้แต่น้อย! บ่ายของวันหนึ่ง เขานั่งพักกับพี่ ๆ คนขับแท็กซี่ด้วยกัน เขาได้ระบายความรู้สึกผิดหวัง ของการใช้ชีวิตคู่ของเขา ให้พี่คนหนึ่งฟัง พี่คนนั้นตบบ่าเขาเบาๆและบอกว่า “ไอ้น๊อง! วันหลังนะต่อให้เอ็งเหนื่อยยังไงก็ตาม เอ็งต้อง ปลุกชีวิตชีวาอยู่คุยกับเมียของเอ็งก่อน ไม่ต้องมาก สัก สิบนาทีก็พอ!” “มันช่วยได้เหรอพี่?” เขาถามออกไปแบบสงสัย “เย็นนี้เอ็งก็ลองทำตามที่ข้าบอก เดี๋ยวเอ็งก็รู้ว่าช่วยได้ ไหม” พี่ชายคนนั้นยกนิ้วให้แล้วเดินไปที่รถและขับออกไป เย็นวันนั้น พอเขากลับถึงบ้าน แม้เขาจะรู้สึกเหนื่อยและ เพลียจากแดดเพียงใด เขาฝืนยิ้มและกล่าวทักทายภรร ยาขึ้นว่า “ที่รัก ผมกลับมาแล้ว” เธอชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว แล้วก็เอ่ยขึ้นแบบ เย็นชาว่า “อ่อ กลับมาแล้วเหรอ?” เขาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง เดินผ่านโซฟาที่เขามัก จะล้มตัวลงนอนเป็นประจำด้วยความอาลัย จากนั้นก็เดิน เข้าครัว “คุณเหนื่อยไหม? มะให้ผมช่วย?” “คุณทำเป็นเหรอ?” เธอถามประชดด้วยเสียงสูง แต่ก็เอาผักชีและต้นหอมยัด ใส่มือเขา “ล้างและก็หั่นให้หน่อย” ค่ำนั้น เขายืนเป็นลูกมือเธอ และเล่าเรื่องต่างๆที่พบเจอ กับลูกค้าในวันนั้นให้เธอฟังอย่างออกรสออกชาติ แถม ยังเล่าเรื่องดื้อซนของเขายามวัยเด็กให้เธอฟังอีก เธอ ฟังเขาเล่าไปพลางทำกับข้าวไปพลาง อาหารมื้อเย็น ของค่ำนั้น เธอตักอาหารให้เขาจนเต็มถ้วยแบบไม่เคย เป็นอย่างนี้มานานแล้ว “คุณขับรถเหนื่อยมาทั้งวัน ทานให้เยอะๆนะ” อาหารมื้อนั้น เขาและเธอไม่รู้ขุดเรื่องราวอะไรมากมาย จากไหนมาคุยกัน เขารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ก่อน มันสุขอุ่นๆในหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูก หลังจากทานข้าวเสร็จ เขารีบเก็บชามจะเอาไปล้างใน ครัว เธอจับมือเขาไว้พลางบอกว่า “เดี๋ยวฉันล้างเอง คุณเหนื่อยมาทั้งวัน ไปหาอะไรเย็นๆ ดื่มเถอะค่ะ” จากนั้นเธอก็ยกถ้วยชามกองนั้นเข้าครัวไป เขาได้ยิน เสียงน้ำจากก๊อกไหลซ่าๆ พร้อมกับเสียงฮัมเพลงจาก เธอที่ไม่ได้ยินมานานเช่นเดียวกัน หลังจากวันนั้น เมื่อเขากลับจากขับแท็กซี่ก็มักจะอยู่เป็น เพื่อนคุยกับเธอเสมอทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน เป็นลูกมือ ช่วยเธอเตรียมกับข้าวและฟังเธอเล่าเรื่องต่างๆที่เธอได้ ยินได้ฟังจากเพื่อนบ้าน เขาสังเกตมาหลายวันแล้ว ดู เหมือนเขาจะคุยกับเธอไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ เธอก็ มักจะบอกกับเขาว่า “ไปๆเลยคุณ ออกไปหาอะไรเย็นๆดื่มเถอะ คุณเหนื่อย มาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง” และสิ่งที่เขาเป็นสุขมากขึ้นก็คือ เธอรู้จักเอาใจเขามาก ขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลย ............................................................................ รักเธอ ก็ต้องรู้จักหาเวลาเป็นเพื่อนเธอบ้าง ไม่ต้องมาก มาย สักแค่สิบนาทีก็พอแล้ว ผู้หญิงต้องการอะไรไม่มาก แค่รักเธอ เมื่อคนที่เธอรักกลับมา แบ่งปันเรื่องราวที่เขา พบเจอให้เธอฟังบ้าง ชายหนุ่มเอ๋ย เธอเคยเอาใจใส่ภรรยาของเธอจริงๆบ้าง ไหม? อย่าปล่อยให้ใจของเธอเย็นชาไปเสียแล้วถึงค่อย บอกรักเธอ หล่อนมอบหัวใจให้เธอแล้ว อย่าทำเป็นมอง ไม่เห็น อย่ารอให้ถึงวันนั้น วันที่หัวใจของหล่อนไม่มีเธอ อยู่ข้างในอีกแล้ว วันนั้น เธอเองนั่นแหละที่จะร้องไห้ ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/536287373206026/?type=3

10 นาทีให้ฉันได้ไหม๊

เขาขับแท็กซี่ ต้องตะลอนอยู่นอกบ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เมื่อกลับถึงบ้าน  เขาก็เหนื่อยจนพูดไม่ออก    ส่วนเธอผู้
ภรรยา เมื่อเห็นเขากลับบ้าน   ก็คอยซักถามว่า  วันนี้เป็น
อย่างไรบ้าง?ลูกค้าทำอะไรให้ไม่พอใจไหม? เหนื่อยไหม?
ฯลฯ เขาได้แต่ตอบแบบขอไปทีและก็เดินเข้าห้อง

เวลาผ่านไปนานวัน   เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าทำให้เขารำคาญ
ใจ เธอยังคงทำหน้าที่จ่ายตลาดและทำกับข้าว  แต่ที่ไม่
เหมือนเดิมก็คือเธอใส่ใจเขาน้อยลง   เธอเริ่มก้าวร้าว ใจ
ร้อน และหาเรื่อง   เธอบ่นและเดือดดาลทุกครั้ง เมื่อเห็น
เขากินแล้วไม่ล้าง  ไม่เก็บรองเท้าใส่ตู้   เมื่อกลับถึงบ้าน
วางเสื้อแจ๊กเก็ตไม่เป็นที่ ฯลฯ

เขารู้สึกไม่มีความสุข อึดอัดเมื่อกลับถึงบ้าน และพาลไม่
อยากคุยกับเธอ   เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร?  ที่เขาต้อง
ออกไปทำงานนอกบ้านทั้งวัน   ก็ไม่ใช่เพราะต้องการให้
เธอ มีชีวิตที่สุขสบายหรอกหรือ?    เพราะอะไรเธอจึงไม่
เข้าใจเขาเลยแม้แต่น้อย!

บ่ายของวันหนึ่ง   เขานั่งพักกับพี่ ๆ คนขับแท็กซี่ด้วยกัน
เขาได้ระบายความรู้สึกผิดหวัง ของการใช้ชีวิตคู่ของเขา
ให้พี่คนหนึ่งฟัง พี่คนนั้นตบบ่าเขาเบาๆและบอกว่า

“ไอ้น๊อง! วันหลังนะต่อให้เอ็งเหนื่อยยังไงก็ตาม เอ็งต้อง
ปลุกชีวิตชีวาอยู่คุยกับเมียของเอ็งก่อน  ไม่ต้องมาก  สัก
สิบนาทีก็พอ!”
“มันช่วยได้เหรอพี่?”
เขาถามออกไปแบบสงสัย
“เย็นนี้เอ็งก็ลองทำตามที่ข้าบอก   เดี๋ยวเอ็งก็รู้ว่าช่วยได้
ไหม”
พี่ชายคนนั้นยกนิ้วให้แล้วเดินไปที่รถและขับออกไป

เย็นวันนั้น พอเขากลับถึงบ้าน  แม้เขาจะรู้สึกเหนื่อยและ
เพลียจากแดดเพียงใด  เขาฝืนยิ้มและกล่าวทักทายภรร
ยาขึ้นว่า

“ที่รัก ผมกลับมาแล้ว”
เธอชะโงกหน้าออกมาจากห้องครัว    แล้วก็เอ่ยขึ้นแบบ
เย็นชาว่า
“อ่อ กลับมาแล้วเหรอ?”
เขาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง เดินผ่านโซฟาที่เขามัก
จะล้มตัวลงนอนเป็นประจำด้วยความอาลัย จากนั้นก็เดิน
เข้าครัว
“คุณเหนื่อยไหม? มะให้ผมช่วย?”
“คุณทำเป็นเหรอ?”
เธอถามประชดด้วยเสียงสูง แต่ก็เอาผักชีและต้นหอมยัด
ใส่มือเขา
“ล้างและก็หั่นให้หน่อย”

ค่ำนั้น เขายืนเป็นลูกมือเธอ และเล่าเรื่องต่างๆที่พบเจอ
กับลูกค้าในวันนั้นให้เธอฟังอย่างออกรสออกชาติ   แถม
ยังเล่าเรื่องดื้อซนของเขายามวัยเด็กให้เธอฟังอีก   เธอ
ฟังเขาเล่าไปพลางทำกับข้าวไปพลาง     อาหารมื้อเย็น
ของค่ำนั้น   เธอตักอาหารให้เขาจนเต็มถ้วยแบบไม่เคย
เป็นอย่างนี้มานานแล้ว

“คุณขับรถเหนื่อยมาทั้งวัน ทานให้เยอะๆนะ”

อาหารมื้อนั้น   เขาและเธอไม่รู้ขุดเรื่องราวอะไรมากมาย
จากไหนมาคุยกัน เขารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน มันสุขอุ่นๆในหัวใจอย่างไรบอกไม่ถูก

หลังจากทานข้าวเสร็จ   เขารีบเก็บชามจะเอาไปล้างใน
ครัว เธอจับมือเขาไว้พลางบอกว่า

“เดี๋ยวฉันล้างเอง คุณเหนื่อยมาทั้งวัน   ไปหาอะไรเย็นๆ
ดื่มเถอะค่ะ”

จากนั้นเธอก็ยกถ้วยชามกองนั้นเข้าครัวไป     เขาได้ยิน
เสียงน้ำจากก๊อกไหลซ่าๆ    พร้อมกับเสียงฮัมเพลงจาก
เธอที่ไม่ได้ยินมานานเช่นเดียวกัน

หลังจากวันนั้น เมื่อเขากลับจากขับแท็กซี่ก็มักจะอยู่เป็น
เพื่อนคุยกับเธอเสมอทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน   เป็นลูกมือ
ช่วยเธอเตรียมกับข้าวและฟังเธอเล่าเรื่องต่างๆที่เธอได้
ยินได้ฟังจากเพื่อนบ้าน   เขาสังเกตมาหลายวันแล้ว  ดู
เหมือนเขาจะคุยกับเธอไม่ถึงสิบนาทีเสียด้วยซ้ำ   เธอก็
มักจะบอกกับเขาว่า

“ไปๆเลยคุณ   ออกไปหาอะไรเย็นๆดื่มเถอะ  คุณเหนื่อย
มาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

และสิ่งที่เขาเป็นสุขมากขึ้นก็คือ  เธอรู้จักเอาใจเขามาก
ขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากเลย
............................................................................

รักเธอ ก็ต้องรู้จักหาเวลาเป็นเพื่อนเธอบ้าง  ไม่ต้องมาก
มาย สักแค่สิบนาทีก็พอแล้ว ผู้หญิงต้องการอะไรไม่มาก
แค่รักเธอ เมื่อคนที่เธอรักกลับมา  แบ่งปันเรื่องราวที่เขา
พบเจอให้เธอฟังบ้าง

ชายหนุ่มเอ๋ย   เธอเคยเอาใจใส่ภรรยาของเธอจริงๆบ้าง
ไหม? อย่าปล่อยให้ใจของเธอเย็นชาไปเสียแล้วถึงค่อย
บอกรักเธอ  หล่อนมอบหัวใจให้เธอแล้ว อย่าทำเป็นมอง
ไม่เห็น อย่ารอให้ถึงวันนั้น วันที่หัวใจของหล่อนไม่มีเธอ
อยู่ข้างในอีกแล้ว  วันนั้น เธอเองนั่นแหละที่จะร้องไห้

ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/536287373206026/?type=3

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นอนไม่หลับ ~ อุดม แต้พานิช~ : "ตอนสมัยเด็กๆ ผมสงสัยเสมอเวลาแม่บ่นนอนไม่หลับ นอนหลับมันยากตรงส่วนไหนวะ? ก็แค่หลับตาแล้วก็อย่าคุย แค่เนี้ยะ ทำกันไม่เป็น ผมมาหายสงสัยตอนโต ตอนที่ตนเองมีงาน มีภาระ มีเวลาว่างน้อย แล้วผมก็ได้รู้จักมัน "ไอ้นอนไม่หลับ" มันเหมือนมีรายการ MTV อยู่ในหัวผม มันยุ่งเหยิงสับสน หลายเรื่องตัดสลับไปมา ผมนอนบิดไปมาจนครบทุกท่าก็ยังหลับไม่ลง สุดท้ายผมก็พบทางออก ผมนอนหลับได้ผลดีมากครับ กินยานอนหลับ หลับปุ๋ย ผมชอบมาก กินบ่อยมากกว่าวิตามินซี อยากหลับเวลาไหน เวลานั้น แต่พักหลัง ๆกินอย่างไรก็ไม่หลับทำไมไม่รู้ หมอยงยุทธบอกว่า เพราะผมใช้มันพร่ำเพรื่อ กะประมาณที่กินมันตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบันสามารถทำให้คนทั้ง 2 ซอย หลับได้ 3 วันเต็ม ๆ ถึงวันนี้ให้ผมกิเป็นกำก็ไม่เกิดผล อยากหลับมีอยู่ 2 ทาง 1. ใช้ยาสลบ 2. ถูกต่อยแรง ๆ ข้อสองได้ผลดีมากแต่สิ้นเปลืองค่าปฐมพยาบาลสักหน่อย หมอยงยุทธบอกอีกว่า วิธีทำให้หลับง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุดก็คือ "สมาธิ" สมาธิ โอ้...ใช่แล้ว ผมสั่งหมอ 2 แผงทันที หมอตบกบาลผมหัวทิ่ม และบอกว่าอย่าเพิ่งตลก ตั้งใจฟังหน่อย สิ่งที่ผมตั้งใจฟังวันนั้นมีประโยชน์ต่อผมและครอบครัวมาถึงทุกวันนี้ เมื่อได้นอนอิ่มเราก็ตื่นอย่างกระปรี้กระเปร่าเหมือนแบตเตอรี่ 3k ที่พร้อมให้พลังงาน เปี่ยมไปด้วยกำลังในการคิดทำสิ่งต่างๆ ทุกประเภท หลังการตื่นเรา จะแปรงฟันอย่างถูกวิธี เราจะไม่หงุดหงิดกับการถูกแม่บ่นว่าไม่ชอบพับผ้าห่ม เราจะกินข้าวได้มาก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คนอดนอนทำได้ยากที่สุด (ครูจุรีรัตน์เคยบอกไว้ในชั่วโมงสุขศึกษา) สมาธิคืออะไร? สารภาพตรง ผมไม่ทราบครับ หมอตบหัวแรงทำให้จำไม่ได้ แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นการนำใจของเราไปจรดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียว ด้วยความสบายๆ เบิกบาน ไม่บังคับบีบเค้น ว่าแกต้องหยุดอยู่ตรงนี้นะ อย่าขัดขืน พวกเราล้อมไว้หมดแล้ว คืนนั้น ผมลองไปชวนใจไปจรดอยู่กลางท้อง ผมจินตนาการว่าท้องผมเป็นกระป๋องอันใหญ่ๆ ในกระป๋องมีลำไยสีชมพูอยู่หนึ่งลูก ผมหลับตาเบา ๆ ใช้ใจมองลำไยลูกนั้นเพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะมีเงาะและสับปะรดแว่บมาแจมบ้าง แต่ผมไม่สนใจ ผมสนใจแต่ลำไยของผม ลูกกลม ๆ หนึ่งลูก ลูกนี้ แค่นี้เท่านั้น เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ผมรู้สึกสงบใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดชีวิต โลกทั้งโลกเงียบ......................... มีเพียงลำไยกลม ๆ ลูกนี้ลูกเดียวเท่านั้น นี่กระมัง...ที่เขาเรียกสมาธิ ผมคงไม่มีปัญญาพอที่จะอธิบายถึงคุณวิเศษของสมาธิได้กระจ่างเหมือนหมอยงยุทธ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้หลังการปฏิบัติก็คือ สมาธิ เป็นหัวใจหนึ่งในการดำรงชีวิต นอกจากกระเป๋ายี่ห้อแพง ๆ อย่างที่ผู้หญิงเข้าใจ ชีวิตคนเราทุกวันนี้ต้องผูกพันกับคนอื่น ๆ นับสิบนับร้อย เรามักสนใจแต่เรื่องของคนอื่น ลูกน้องขี้โกง เจ้านายปากหมา เพื่อนร่วมงานชอบนินทา เลขาชอบป้ายสี แฟนนิสัยไม่ดี สามีนอกใจ อาไม่ยอมใช้หนี้ คนโน้นก็ไม่เข้าท่า ไอ้บ้านั่นก็ไม่เข้าที เกือบทุกคนเกือบทุกที่ มีแต่ถ่ายเทความหงุดหงิดให้แก่กัน เรามักสนใจเรื่องของคนอื่นมากกว่า ถ้ามีใครมาถามเราว่าคนนั้นคนนี้มีนิสัยไม่ดีอย่างไร เรามักจะตอบได้อย่างละเอียดลออ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เราไม่ชอบขี้หน้าด้วยแล้ว เรื่องนั้นจะสนุกสนานโลดโผน เมามัน แต่ถ้ามีใครมาถามข้อเสียของเราบ้าง ความจำจะเสื่อมทันที นึกไม่ค่อยออก นึกออกแต่เรื่องดีๆ ทำไมเราถึงแสนดีอย่างนี้นะ? ถ้าใจเราเป็นน้ำครำ เรื่องราวมากมายเปรียบเสมือนขุ่นโคลน ภายใน 24 ชั่วโมง เราน่าจะเจียดเวลาให้ใจของเราได้อยู่นิ่งเพื่อขุ่นตะกอนได้นอนก้นบ้างสัก 15 นาที เมื่อตะกอนได้นอนก้น น้ำข้างบนก็จะใส ใจใส ๆ มองปัญหาอะไรจะเห็นชัด เห็นใจเรา เห็นใจเขา เห็นความดีคนอื่น เห็นความชั่วตัวเองเด่นชัด เรียงลำดับปัญหาได้ถนัดว่าอันไหนสำคัญก่อนหลัง ใจตกตะกอนนอนก็หลับสนิท เหมือนปิดสวิทช์ เหมือนถูกการไฟฟ้าตัดไฟ รายการ MTV หรือคอนเสิร์ตใจประสานใจ ก็ไม่สามารถออกอากาศกวนประสาท เราได้หลับฝันดี มีขนมอร่อยกิน ได้ยินเพลงเพราะ และได้หัวเราะอย่างพอเพียง ประโยคนี้ผมพูดบ่อย เพราะมันคือ ทัศนคติในการดำเนินชีวิตของผม ชีวิตเป็นเรื่องสบาย ๆ แล้วแต่ใครจะชอบทำให้มันยุ่งยาก" ~ อุดม แต้พานิช~

นอนไม่หลับ ~ อุดม แต้พานิช~ :

"ตอนสมัยเด็กๆ ผมสงสัยเสมอเวลาแม่บ่นนอนไม่หลับ นอนหลับมันยากตรงส่วนไหนวะ?

ก็แค่หลับตาแล้วก็อย่าคุย แค่เนี้ยะ ทำกันไม่เป็น

ผมมาหายสงสัยตอนโต ตอนที่ตนเองมีงาน มีภาระ มีเวลาว่างน้อย

แล้วผมก็ได้รู้จักมัน "ไอ้นอนไม่หลับ"

มันเหมือนมีรายการ MTV อยู่ในหัวผม มันยุ่งเหยิงสับสน หลายเรื่องตัดสลับไปมา

ผมนอนบิดไปมาจนครบทุกท่าก็ยังหลับไม่ลง

สุดท้ายผมก็พบทางออก ผมนอนหลับได้ผลดีมากครับ กินยานอนหลับ หลับปุ๋ย

ผมชอบมาก กินบ่อยมากกว่าวิตามินซี อยากหลับเวลาไหน เวลานั้น

แต่พักหลัง ๆกินอย่างไรก็ไม่หลับทำไมไม่รู้ หมอยงยุทธบอกว่า

เพราะผมใช้มันพร่ำเพรื่อ กะประมาณที่กินมันตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบันสามารถทำให้คนทั้ง 2 ซอย

หลับได้ 3 วันเต็ม ๆ ถึงวันนี้ให้ผมกิเป็นกำก็ไม่เกิดผล

อยากหลับมีอยู่ 2 ทาง

1. ใช้ยาสลบ

2. ถูกต่อยแรง ๆ

ข้อสองได้ผลดีมากแต่สิ้นเปลืองค่าปฐมพยาบาลสักหน่อย หมอยงยุทธบอกอีกว่า

วิธีทำให้หลับง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุดก็คือ "สมาธิ"

สมาธิ โอ้...ใช่แล้ว

ผมสั่งหมอ 2 แผงทันที หมอตบกบาลผมหัวทิ่ม และบอกว่าอย่าเพิ่งตลก

ตั้งใจฟังหน่อย สิ่งที่ผมตั้งใจฟังวันนั้นมีประโยชน์ต่อผมและครอบครัวมาถึงทุกวันนี้

เมื่อได้นอนอิ่มเราก็ตื่นอย่างกระปรี้กระเปร่าเหมือนแบตเตอรี่ 3k ที่พร้อมให้พลังงาน

เปี่ยมไปด้วยกำลังในการคิดทำสิ่งต่างๆ ทุกประเภท หลังการตื่นเรา

จะแปรงฟันอย่างถูกวิธี เราจะไม่หงุดหงิดกับการถูกแม่บ่นว่าไม่ชอบพับผ้าห่ม

เราจะกินข้าวได้มาก ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คนอดนอนทำได้ยากที่สุด (ครูจุรีรัตน์เคยบอกไว้ในชั่วโมงสุขศึกษา)

สมาธิคืออะไร? สารภาพตรง ผมไม่ทราบครับ หมอตบหัวแรงทำให้จำไม่ได้

แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นการนำใจของเราไปจรดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียว

ด้วยความสบายๆ เบิกบาน ไม่บังคับบีบเค้น

ว่าแกต้องหยุดอยู่ตรงนี้นะ อย่าขัดขืน พวกเราล้อมไว้หมดแล้ว

คืนนั้น ผมลองไปชวนใจไปจรดอยู่กลางท้อง

ผมจินตนาการว่าท้องผมเป็นกระป๋องอันใหญ่ๆ ในกระป๋องมีลำไยสีชมพูอยู่หนึ่งลูก

ผมหลับตาเบา ๆ ใช้ใจมองลำไยลูกนั้นเพียงอย่างเดียว

บางครั้งอาจจะมีเงาะและสับปะรดแว่บมาแจมบ้าง

แต่ผมไม่สนใจ ผมสนใจแต่ลำไยของผม ลูกกลม ๆ หนึ่งลูก ลูกนี้

แค่นี้เท่านั้น

เวลาผ่านไปประมาณ 30 นาที ผมรู้สึกสงบใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนตลอดชีวิต

โลกทั้งโลกเงียบ.........................

มีเพียงลำไยกลม ๆ ลูกนี้ลูกเดียวเท่านั้น

นี่กระมัง...ที่เขาเรียกสมาธิ

ผมคงไม่มีปัญญาพอที่จะอธิบายถึงคุณวิเศษของสมาธิได้กระจ่างเหมือนหมอยงยุทธ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้หลังการปฏิบัติก็คือ สมาธิ เป็นหัวใจหนึ่งในการดำรงชีวิต

นอกจากกระเป๋ายี่ห้อแพง ๆ อย่างที่ผู้หญิงเข้าใจ

ชีวิตคนเราทุกวันนี้ต้องผูกพันกับคนอื่น ๆ นับสิบนับร้อย

เรามักสนใจแต่เรื่องของคนอื่น ลูกน้องขี้โกง เจ้านายปากหมา

เพื่อนร่วมงานชอบนินทา เลขาชอบป้ายสี แฟนนิสัยไม่ดี สามีนอกใจ

อาไม่ยอมใช้หนี้ คนโน้นก็ไม่เข้าท่า ไอ้บ้านั่นก็ไม่เข้าที เกือบทุกคนเกือบทุกที่

มีแต่ถ่ายเทความหงุดหงิดให้แก่กัน เรามักสนใจเรื่องของคนอื่นมากกว่า

ถ้ามีใครมาถามเราว่าคนนั้นคนนี้มีนิสัยไม่ดีอย่างไร

เรามักจะตอบได้อย่างละเอียดลออ ยิ่งถ้าเป็นคนที่เราไม่ชอบขี้หน้าด้วยแล้ว

เรื่องนั้นจะสนุกสนานโลดโผน เมามัน

แต่ถ้ามีใครมาถามข้อเสียของเราบ้าง ความจำจะเสื่อมทันที นึกไม่ค่อยออก

นึกออกแต่เรื่องดีๆ ทำไมเราถึงแสนดีอย่างนี้นะ?

ถ้าใจเราเป็นน้ำครำ เรื่องราวมากมายเปรียบเสมือนขุ่นโคลน ภายใน 24 ชั่วโมง

เราน่าจะเจียดเวลาให้ใจของเราได้อยู่นิ่งเพื่อขุ่นตะกอนได้นอนก้นบ้างสัก 15 นาที

เมื่อตะกอนได้นอนก้น น้ำข้างบนก็จะใส ใจใส ๆ

มองปัญหาอะไรจะเห็นชัด เห็นใจเรา เห็นใจเขา เห็นความดีคนอื่น

เห็นความชั่วตัวเองเด่นชัด เรียงลำดับปัญหาได้ถนัดว่าอันไหนสำคัญก่อนหลัง

ใจตกตะกอนนอนก็หลับสนิท เหมือนปิดสวิทช์ เหมือนถูกการไฟฟ้าตัดไฟ

รายการ MTV หรือคอนเสิร์ตใจประสานใจ ก็ไม่สามารถออกอากาศกวนประสาท

เราได้หลับฝันดี มีขนมอร่อยกิน ได้ยินเพลงเพราะ และได้หัวเราะอย่างพอเพียง

ประโยคนี้ผมพูดบ่อย เพราะมันคือ ทัศนคติในการดำเนินชีวิตของผม ชีวิตเป็นเรื่องสบาย ๆ

แล้วแต่ใครจะชอบทำให้มันยุ่งยาก"

~ อุดม แต้พานิช~

วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

พ่อคนแรกอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนเก่ง" พ่อคนที่สองอยากให้ลูกมีคุณธรรม เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนดี" พ่อคนที่สามอยากให้ลูกร่ำรวย เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนขยัน" พ่อคนที่สี่อยากให้ลูกมีชื่อเสียง เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนน่ารัก" พ่อคนที่ห้าอยากให้ลูกมีความสุข เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนธรรมดา" 😊😊 Cr : Roundfinger

พ่อคนแรกอยากให้ลูกประสบความสำเร็จ
เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนเก่ง"

พ่อคนที่สองอยากให้ลูกมีคุณธรรม
เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนดี"

พ่อคนที่สามอยากให้ลูกร่ำรวย
เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนขยัน"

พ่อคนที่สี่อยากให้ลูกมีชื่อเสียง
เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนน่ารัก"

พ่อคนที่ห้าอยากให้ลูกมีความสุข
เขาสอนลูกว่า "จงเป็นคนธรรมดา"

😊😊
Cr : Roundfinger

ฝากไว้ให้ทุกท่านได้คิด!!! ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องไม่แน่นอน ทุกวันนี้ผมเห็นคนมากมายมีความทุกข์ ปัญหาภายนอกเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว ทุกข์ของเขาเหล่านั้นเป็นทุกข์ทางใจ ความเหงา ความเศร้า ความเสียใจ ความกลัว ความกังวล การขาดความรัก การหมดความหวัง เหล่านี้เป็นทุกข์ทางใจทั้งนั้น เพียงแก้ที่ใจได้ทุกข์ก็จะเบาบางลงอีกมาย ปัญหาสำคัญคือ แก้ที่ใจไม่ใช่ของง่าย การปล่อยวางพูดง่ายที่สุด แต่ทำยากที่สุด คนชอบพูดกันว่า สุขทุกข์อยู่ที่ใจ แต่ไม่เคยพูดว่า มันยากแค่ไหนกับคำว่า อยู่ที่ใจ เพราะคิดว่า แก้ที่ใจก็ไม่ต้องทำอะไร มาถึงก็แก้ได้เลย เรื่องใจจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกละเลยมากที่สุด ทั้งที่ควรต้องทำให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด ทุกข์เหมือนสายฝน ตราบใดอยู่อยู่ใต้ฟ้า วันหนึ่งฝนต้องตก เมื่อฝกตกเพิ่งคิดสร้างหลังคา มันเป็นไปไม่ได้ หลังคาต้องเสร็จก่อนฝนจะตก ใจทั้งใจก็ต้องฝึกไว้ก่อนมีความทุกข์ ถ้าไม่สร้างหลังคาไว้เลย ฝกตกเมื่อไหร่ ก็ต้องเปียกเป็นของธรรมดา Cr : พศิน อินทรวงค์

ฝากไว้ให้ทุกท่านได้คิด!!!

ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องไม่แน่นอน
ทุกวันนี้ผมเห็นคนมากมายมีความทุกข์
ปัญหาภายนอกเป็นเรื่องหนึ่ง

แต่ส่วนใหญ่แล้ว
ทุกข์ของเขาเหล่านั้นเป็นทุกข์ทางใจ
ความเหงา ความเศร้า ความเสียใจ
ความกลัว ความกังวล การขาดความรัก
การหมดความหวัง เหล่านี้เป็นทุกข์ทางใจทั้งนั้น
เพียงแก้ที่ใจได้ทุกข์ก็จะเบาบางลงอีกมาย
ปัญหาสำคัญคือ แก้ที่ใจไม่ใช่ของง่าย
การปล่อยวางพูดง่ายที่สุด แต่ทำยากที่สุด

คนชอบพูดกันว่า
สุขทุกข์อยู่ที่ใจ แต่ไม่เคยพูดว่า
มันยากแค่ไหนกับคำว่า อยู่ที่ใจ
เพราะคิดว่า แก้ที่ใจก็ไม่ต้องทำอะไร
มาถึงก็แก้ได้เลย
เรื่องใจจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกละเลยมากที่สุด
ทั้งที่ควรต้องทำให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด

ทุกข์เหมือนสายฝน
ตราบใดอยู่อยู่ใต้ฟ้า วันหนึ่งฝนต้องตก
เมื่อฝกตกเพิ่งคิดสร้างหลังคา
มันเป็นไปไม่ได้
หลังคาต้องเสร็จก่อนฝนจะตก
ใจทั้งใจก็ต้องฝึกไว้ก่อนมีความทุกข์
ถ้าไม่สร้างหลังคาไว้เลย
ฝกตกเมื่อไหร่ ก็ต้องเปียกเป็นของธรรมดา

Cr : พศิน อินทรวงค์

ทัศนคติของพี่ตูน / โดย เพจลงทุนแมน จนถึงตอนนี้ คงไม่มีใครพีคเท่าพี่ตูน บอดี้สแลม ก่อนหน้านี้มีคำถามมากมายว่า ทำไปได้อะไร ทุกคนเข้าใจดีว่าการวิ่งเพื่อรับบริจาคเงิน ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เรื่องการใส่ใจสุขภาพ? ก็คงจะเหมือนเดิม เรื่องงบโรงพยาบาล? ก็คงจะเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ทุกคนคงไม่ได้สนใจที่ตรงนั้น ทุกคนสนใจที่พี่ตูน.. พี่ตูนเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง พี่ตูนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ในการเดินตามความฝัน พี่ตูนเป็นกำลังใจให้กับคนที่อยู่ห่างไกล ที่ที่ไม่ค่อยมีใครไปเหลียวแลเขา พี่ตูนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนยากดีมีจน คนทุกชนชั้น ทุกศาสนา ตอนนี้เรื่องนี้ น่าจะเกินไปกว่าคำว่าผู้นำด้าน บริจาค แต่พี่ตูนตอนนี้เป็นผู้นำด้าน ทัศนคติ พี่ตูนให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่เขาเรียนจบใหม่ ยังไม่มีงานทำ และยังไม่ได้มีอัลบั้มเป็นของตนเอง ตอนนั้นเขาร้องเพลงได้เงินละ 300 บาท แต่เขาไม่เคยเทียบกับเพื่อนที่ได้ทำงานในบริษัทดี เรียนจบดีได้เงินเดือนหลายหมื่น เขาไม่เคยรู้สึกเปรียบเทียบ ดีใจกับเพื่อนด้วยซ้ำที่เพื่อนเราเก่งแบบนั้น ส่วนเขาก็เข้าใจว่าวิถีชีวิตต่างกัน ตนเองร้องเพลงถึงได้เงินน้อยแต่ก็แฮปปี้ สิ่งนี้แหละที่น่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของตูนได้เป็นอย่างดี เขามีทัศนคติที่ชัดเจน มีทางเดินที่เชื่อมาตั้งแต่แรก สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นจากการเลือกทางเดินของเขาเอง เรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดเป็นแบบนี้ได้ ก็เพราะในใจลึกๆของคนไทยทุกคน ยังมีทัศนคติที่ดี อยากส่งเสริมคนที่ตนเองคิดว่าเขาเป็นคนดี อาจจะเป็นเรื่องตลก ถ้าจะบอกว่า หากพี่ตูนลงสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ในอนาคต พี่ตูนก็น่าจะมีโอกาสได้ตำแหน่งนี้ ไม่ต้องถามแล้วว่าทำไปได้อะไร ถึงเวลาที่จะต้องถามกลับตัวเองว่า แล้วเราได้ทำอะไรไปบ้าง?.. ————————————– ทำไปได้อะไร / โดย เพจลงทุนแมน (7 ต.ค. 60) ตูน บอดี้สแลม คือ ใคร ทำไม ต้องลงทุนวิ่ง จากเบตง ถึง แม่สาย 55 วัน กับระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อขอบริจาคคนละ 10 บาท จาก คนไทย 70 ล้านคน เพื่อโรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่ง ทำไม ต้องเป็น ตูน บอดี้สแลม และ ตูน บอดี้สแลม ได้อะไร จากการวิ่ง? ตูน หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย อายุ 38 ปี เกิดและเติบโต ที่ สุพรรณบุรี เรียนจบมัธยม ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและ จบนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์ฯ ตูนได้รางวัลชนะเลิศจากเวทีการประกวด Hotwave Music Award จึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง music bugs และออกอัลบั้มชุดแรกชื่อ ละอ่อน และภายหลังได้ ตั้งวงขึ้นมาใหม่ ชื่อ Bodyslam ตูน นอกจากเป็นนักร้องเพลงร็อคแล้ว ยังมีความสามารถด้านกีฬา ได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศประเทศไทยในปี 2554 และ 2555 และเข้าร่วมการวิ่งการกุศลอยู่เสมอ เมื่อ 3 ปีก่อน ตูน ได้ย้ายมาอยู่บางสะพาน จังหวัดประจวบฯ โดยปีที่แล้ว นายแพทย์ เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บางสะพาน ได้เชิญตูนมาร่วมงานวิ่งการกุศล เพื่อ นำเงินบริจาคที่เหลือมาซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน เมื่อไปที่โรงพยาบาล ทำให้รู้ว่า นอกจาก ผู้ป่วยยังต้องนอนตามเตียงทางเดิน เครื่องมือพื้นฐานในการรักษา ไม่มี หรือมีก็ไม่พอเพียง อาทิ ตู้อบทารกแรกเกิด มีแค่เครื่องเดียว เด็กเกิดใหม่ต้องแชร์เครื่องฉายไฟ จำนวนเครื่องฟอกไต ก็มีไม่พอ คนไข้โรคไต ต้องรอคิวใช้กัน การจัดงานวิ่งการกุศล มีค่าใช้จ่ายสูง อาจจะไม่มีเงินเหลือพอสำหรับการซื้อเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละอย่าง ราคาเป็นหลักล้าน ทำยังไง ให้ได้เงินบริจาคมากที่สุด โดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใดๆ? คำตอบคือการ “วิ่งคนเดียว” ของตูน ถ้าวิ่งคนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินซื้อเสื้อวิ่ง ค่าอาหาร ค่าเต้นท์ ค่าเหรียญ แล้วทำไมต้องวิ่ง? สาระการวิ่ง ก็เพื่อสื่อสารให้คนรับรู้ ว่า โรงพยาบาลมีปัญหา ไม่ใช่การวิ่งเพื่อใครชนะหรือถึงเส้นชัยก่อน วิ่ง 10 วัน เพื่อให้คนรับรู้ 10 วัน ให้แต่ละคนก้าว ออกมา คนละก้าว เพื่อบริจาค คนละ 5 บาท 10 บาท ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวย มีเงินบริจาคเยอะ ขอให้มีคนรับรู้มากๆพอ และ มีจิตใจที่ต้องการช่วยเหลือคนป่วย จึงได้เกิดโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาล บางสะพาน เมื่อเดือนธันวาม 2559 โดยตูนวิ่งจาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ ถึงบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ และ ก้าวเล็กๆ ของแต่ละคน ที่มากองรวมกันในปีที่แล้ว ตูนได้เงินบริจาคถึง 85 ล้านบาท ตูน บอดี้แสลม ได้สร้างปรากฏการณ์ ที่กระเพื่อมสังคมไปทุกระดับ ตูนเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่รักในการดนตรี รักกีฬา เป็นผู้นำ และเป็นคนดีที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ตูนบอกว่า เป็นอีกวันหนึ่งของชีวิตที่มีความสุขมาก เห็นได้จากแสงแห่งความสุขที่ฉายอออกมาจากแววตา และ รอยยิ้ม เป็นความสุขในการทำความดีให้ผู้อื่น คงไม่ผิด ที่จะบอกว่า มีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อ ความสุขแบบนี้ไม่ได้ เมื่อย้อนกลับไปเข้าใจความเป็นตัวตนของตูน นอกจาก จะได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม ศิลปินร็อคยอดเยี่ยม และผลสำรวจโพลว่าเป็นนักร้องชายที่ประชาชนชื่นชอบ ตูนยังได้รับรางวัล ลูกกตัญญูในวันแม่ปี 2549 และ บ้านที่บางสะพาน ยังเป็นของขวัญที่ตูนซื้อให้คุณแม่ บ่งบอก ความสุขของการเป็นผู้ให้ของตูน และ ตูน ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัวคงมาลัย ที่มีลูกชายที่เป็นคนดี และ การยังประโยชน์เพื่อสังคม ถ้าถามว่า ตูน ได้แก้ปัญหาถาวรให้กับโรงพยาบาลได้หรือไม่ หรือ สร้างเหตุการณ์ขึ้นมาครั้งเดียว ให้แค่อยู่ในความทรงจำ และลืมเลือนไป ในหนึ่งปัญหา ย่อมมีทางออกหลายทาง และโครงการก้าวคนละก้าว อาจนำไปสู่ ก้าวเล็กๆ ที่เดินไปหาทางออกที่ใหญ่ได้ ตามข้อมูล สมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ได้รายงานการขาดทุน 18 โรงพยาบาล ในปี 2560 โดย 5 อันดับแรกคือ ร.พ. พระนั่งเกล้า ขาดทุน 355 ล้านบาท ร.พ. สระบุรี ขาดทุน 322 ล้านบาท ร.พ. อุตรดิตถ์ ขาดทุน 277 ล้านบาท ร.พ. สกลนคร ขาดทุน 225 ล้านบาท ร.พ.สุราษฎร์ธานี ขาดทุน 220 ล้านบาท ตั้งแต่ ปี 2551 โรงพยาบาลเหล่านี้ ขาดทุนมาตลอด จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช หรือ 30 บาท รักษาทุกโรคสำหรับประชาชน เมื่อดู งบประมาณแผ่นดินของปี 2561 จำนวน 2.9 ล้านล้านบาท ได้จัดสรร ดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ 5.1 แสนล้านบาท (ค่าจ้างครู 3.11 แสนล้านบาท) กระทรวงมหาดไทย 3.55 แสนล้านบาท กระทรวงการคลัง 2.38 แสนล้านบาท กระทรวงกลาโหม 2.22 แสนล้านบาท (ค่าจ้างทหาร 1.04 แสนล้านบาท) และกระทรวงสาธารณสุข 1.26 แสนล้านบาท (ค่าจ้างหมอ พยาบาล 0.99 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็น ค่าใช้จ่ายทางเครื่องมือแพทย์และ อื่นๆ) โดยเมื่อต้นปี กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงเรื่อง วิกฤตปัญหาการเงินของโรงพยาบาล ว่าเป็นปัญหาสภาพคล่อง และ ดำเนินการแก้ไขอยู่ ถึงแม้ในภาครัฐ จะมีการจัดการ แต่ความเจ็บป่วย ก็รอไม่ได้ ในปีนี้ โครงการก้าวคนละก้าว จัดเพื่อ 11 โรงพยาบาล และ อาจเป็น การวิ่งเพื่อโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายของตูน ตูน จะเริ่มวิ่งวันที่ 1 พฤศจิกายน จาก เบตง จังหวัด ยะลา ผ่าน 20 จังหวัด และ ถึง แม่สาย จังหวัด เชียงราย ในวันที่ 25 ธันวาคม รวม 55 วัน โดยวิ่ง 4 วัน พัก 1 วัน ระยะทางและเวลา มากกว่า ปีที่แล้ว ถึง 5 เท่า และไม่น่าจะมีใครกล้าวิ่งแบบนี้มาก่อน นอกจากเราคนไทย จะช่วยกันส่งกำลังใจแล้ว เรามาช่วย ส่งตูน ให้วิ่งถึงเส้นชัย ด้วยการบริจาคกันได้ เพจลงทุนแมน ขอร่วมเป็นหนึ่งในก้าวเล็กๆ ในการทำความดีด้วยการเขียนบทความนี้ และได้บริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับโครงการ ก้าวคนละก้าว ถึงแม้เราจะไม่ได้วิ่งกับ ตูน และไม่มีคนอื่นเห็น แต่ความดีที่เราได้ทำ และความสุขที่เราได้รับ ก็น่าจะอยู่ในใจเรา ในโลกนี้ น่าจะมีคนอยู่ 2 ประเภท คือ 1.คนที่มองภาพเล็ก ที่มุ่งหวังแต่เรื่องของตัวเอง สิ่งที่สนใจมากที่สุดของคนนั้นคือ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชีธนาคาร ทุกอย่างที่จะทำต้องมีความคุ้มค่า ถ้าทำมากแล้วได้น้อย ถือว่าไม่คุ้ม ท้ายสุดแล้วเขาน่าจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากตัวเลขที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเอง คนนี้เรียกว่า LONELY MAN 2.คนที่มองภาพใหญ่ ที่มุ่งหวังเรื่องของสังคมโดยรวม สิ่งที่สนใจมากที่สุดของเขาคือ สุดท้ายแล้วสังคมจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวกับตัวเลขของตนเอง แต่เกี่ยวกับความสุข ความเป็นอยู่ ของทุกคน สุดท้ายเขาอาจจะไม่ได้อะไรเลยเช่นเดียวกับคนแรก แต่คนที่ได้คือทุกคนในสังคมทั้งหมด และจะย้อนกลับไปเป็นความสุขใจของเขาเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครรู้.. แค่นี้ก็พอแล้ว สิ่งที่จะเป็นในอนาคต เราเลือกเส้นทางได้จากการกระทำของเราในปัจจุบัน เราเลือกได้ว่าเราจะเป็น LONELY MAN หรือคนแบบที่สองที่เรียกว่า HAPPY MAN.. ติดตามรายละเอียดของโครงการได้ที่ Facebook: ก้าว​ #ก้าว #ก้าวคนละก้าวเพื่อ11โรงพยาบาล #ก้าวนี้เพื่อหมอและพยาบาลทุกคน การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า ทำไปทำไม ก็ต้องทำ การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า ทำไปถึงไหน ก็ต้องทำ การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า มีใครทำบ้าง ก็ต้องทำ การทำความดี แม้ไม่มีใครชื่นชมยินดี ก็ต้องทำ การทำความดี แม้ต้องฝืนใจทำ ก็ต้องทำ การทำความดี แม้ไม่เห็นผลตอบแทน ก็ต้องทำ การทำความดี แม้มีเวลาน้อยนิด ก็ต้องทำ เพราะความดีก็ยังคงเป็นความดีอยู่ตลอดเวลา เพราะคนดีก็ต้องทำความดี เพราะคนดีได้กำลังใจจากการทำความดี ขอให้เชื่อมั่น ในความดี ทำดีต้องได้ดี มิเปลี่ยนแปลง “การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่ และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี” พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 14 สิงหาคม 2525

ทัศนคติของพี่ตูน / โดย เพจลงทุนแมน

จนถึงตอนนี้ คงไม่มีใครพีคเท่าพี่ตูน บอดี้สแลม
ก่อนหน้านี้มีคำถามมากมายว่า ทำไปได้อะไร

ทุกคนเข้าใจดีว่าการวิ่งเพื่อรับบริจาคเงิน ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ

เรื่องการใส่ใจสุขภาพ? ก็คงจะเหมือนเดิม
เรื่องงบโรงพยาบาล? ก็คงจะเหมือนเดิม

แต่ตอนนี้ทุกคนคงไม่ได้สนใจที่ตรงนั้น

ทุกคนสนใจที่พี่ตูน..

พี่ตูนเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง

พี่ตูนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ในการเดินตามความฝัน

พี่ตูนเป็นกำลังใจให้กับคนที่อยู่ห่างไกล ที่ที่ไม่ค่อยมีใครไปเหลียวแลเขา

พี่ตูนเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนยากดีมีจน คนทุกชนชั้น ทุกศาสนา

ตอนนี้เรื่องนี้ น่าจะเกินไปกว่าคำว่าผู้นำด้าน บริจาค แต่พี่ตูนตอนนี้เป็นผู้นำด้าน ทัศนคติ

พี่ตูนให้สัมภาษณ์ว่า ตอนที่เขาเรียนจบใหม่ ยังไม่มีงานทำ และยังไม่ได้มีอัลบั้มเป็นของตนเอง

ตอนนั้นเขาร้องเพลงได้เงินละ 300 บาท แต่เขาไม่เคยเทียบกับเพื่อนที่ได้ทำงานในบริษัทดี เรียนจบดีได้เงินเดือนหลายหมื่น

เขาไม่เคยรู้สึกเปรียบเทียบ ดีใจกับเพื่อนด้วยซ้ำที่เพื่อนเราเก่งแบบนั้น ส่วนเขาก็เข้าใจว่าวิถีชีวิตต่างกัน ตนเองร้องเพลงถึงได้เงินน้อยแต่ก็แฮปปี้

สิ่งนี้แหละที่น่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของตูนได้เป็นอย่างดี

เขามีทัศนคติที่ชัดเจน มีทางเดินที่เชื่อมาตั้งแต่แรก

สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นจากการเลือกทางเดินของเขาเอง

เรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมดเป็นแบบนี้ได้ ก็เพราะในใจลึกๆของคนไทยทุกคน ยังมีทัศนคติที่ดี อยากส่งเสริมคนที่ตนเองคิดว่าเขาเป็นคนดี

อาจจะเป็นเรื่องตลก ถ้าจะบอกว่า หากพี่ตูนลงสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ในอนาคต พี่ตูนก็น่าจะมีโอกาสได้ตำแหน่งนี้

ไม่ต้องถามแล้วว่าทำไปได้อะไร

ถึงเวลาที่จะต้องถามกลับตัวเองว่า แล้วเราได้ทำอะไรไปบ้าง?..

————————————–

ทำไปได้อะไร / โดย เพจลงทุนแมน (7 ต.ค. 60)
ตูน บอดี้สแลม คือ ใคร
ทำไม ต้องลงทุนวิ่ง จากเบตง ถึง แม่สาย
55 วัน กับระยะทาง 2,191 กิโลเมตร
เพื่อขอบริจาคคนละ 10 บาท จาก คนไทย 70 ล้านคน เพื่อโรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่ง
ทำไม ต้องเป็น ตูน บอดี้สแลม และ ตูน บอดี้สแลม ได้อะไร จากการวิ่ง?

ตูน หรือ นายอาทิวราห์ คงมาลัย อายุ 38 ปี เกิดและเติบโต ที่ สุพรรณบุรี เรียนจบมัธยม ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและ จบนิติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์ฯ

ตูนได้รางวัลชนะเลิศจากเวทีการประกวด Hotwave Music Award จึงได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง music bugs และออกอัลบั้มชุดแรกชื่อ ละอ่อน และภายหลังได้ ตั้งวงขึ้นมาใหม่ ชื่อ Bodyslam

ตูน นอกจากเป็นนักร้องเพลงร็อคแล้ว ยังมีความสามารถด้านกีฬา ได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศประเทศไทยในปี 2554 และ 2555 และเข้าร่วมการวิ่งการกุศลอยู่เสมอ

เมื่อ 3 ปีก่อน ตูน ได้ย้ายมาอยู่บางสะพาน จังหวัดประจวบฯ โดยปีที่แล้ว นายแพทย์ เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล บางสะพาน ได้เชิญตูนมาร่วมงานวิ่งการกุศล เพื่อ นำเงินบริจาคที่เหลือมาซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน

เมื่อไปที่โรงพยาบาล ทำให้รู้ว่า นอกจาก ผู้ป่วยยังต้องนอนตามเตียงทางเดิน เครื่องมือพื้นฐานในการรักษา ไม่มี หรือมีก็ไม่พอเพียง อาทิ ตู้อบทารกแรกเกิด มีแค่เครื่องเดียว เด็กเกิดใหม่ต้องแชร์เครื่องฉายไฟ จำนวนเครื่องฟอกไต ก็มีไม่พอ คนไข้โรคไต ต้องรอคิวใช้กัน

การจัดงานวิ่งการกุศล มีค่าใช้จ่ายสูง อาจจะไม่มีเงินเหลือพอสำหรับการซื้อเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละอย่าง ราคาเป็นหลักล้าน

ทำยังไง ให้ได้เงินบริจาคมากที่สุด โดยไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใดๆ?

คำตอบคือการ “วิ่งคนเดียว” ของตูน

ถ้าวิ่งคนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินซื้อเสื้อวิ่ง ค่าอาหาร ค่าเต้นท์ ค่าเหรียญ

แล้วทำไมต้องวิ่ง?

สาระการวิ่ง ก็เพื่อสื่อสารให้คนรับรู้ ว่า โรงพยาบาลมีปัญหา ไม่ใช่การวิ่งเพื่อใครชนะหรือถึงเส้นชัยก่อน วิ่ง 10 วัน เพื่อให้คนรับรู้ 10 วัน

ให้แต่ละคนก้าว ออกมา คนละก้าว เพื่อบริจาค คนละ 5 บาท 10 บาท ไม่จำเป็นต้องเป็นคนรวย มีเงินบริจาคเยอะ ขอให้มีคนรับรู้มากๆพอ และ มีจิตใจที่ต้องการช่วยเหลือคนป่วย

จึงได้เกิดโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาล บางสะพาน เมื่อเดือนธันวาม 2559 โดยตูนวิ่งจาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพฯ ถึงบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์

และ ก้าวเล็กๆ ของแต่ละคน ที่มากองรวมกันในปีที่แล้ว ตูนได้เงินบริจาคถึง 85 ล้านบาท

ตูน บอดี้แสลม ได้สร้างปรากฏการณ์ ที่กระเพื่อมสังคมไปทุกระดับ ตูนเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ ที่รักในการดนตรี รักกีฬา เป็นผู้นำ และเป็นคนดีที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม

ตูนบอกว่า เป็นอีกวันหนึ่งของชีวิตที่มีความสุขมาก เห็นได้จากแสงแห่งความสุขที่ฉายอออกมาจากแววตา และ รอยยิ้ม เป็นความสุขในการทำความดีให้ผู้อื่น คงไม่ผิด ที่จะบอกว่า มีเงินเท่าไหร่ก็หาซื้อ ความสุขแบบนี้ไม่ได้

เมื่อย้อนกลับไปเข้าใจความเป็นตัวตนของตูน นอกจาก จะได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยม ศิลปินร็อคยอดเยี่ยม และผลสำรวจโพลว่าเป็นนักร้องชายที่ประชาชนชื่นชอบ ตูนยังได้รับรางวัล ลูกกตัญญูในวันแม่ปี 2549

และ บ้านที่บางสะพาน ยังเป็นของขวัญที่ตูนซื้อให้คุณแม่ บ่งบอก ความสุขของการเป็นผู้ให้ของตูน และ ตูน ได้สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัวคงมาลัย ที่มีลูกชายที่เป็นคนดี และ การยังประโยชน์เพื่อสังคม

ถ้าถามว่า ตูน ได้แก้ปัญหาถาวรให้กับโรงพยาบาลได้หรือไม่ หรือ สร้างเหตุการณ์ขึ้นมาครั้งเดียว ให้แค่อยู่ในความทรงจำ และลืมเลือนไป

ในหนึ่งปัญหา ย่อมมีทางออกหลายทาง และโครงการก้าวคนละก้าว อาจนำไปสู่ ก้าวเล็กๆ ที่เดินไปหาทางออกที่ใหญ่ได้

ตามข้อมูล สมาพันธ์แพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ได้รายงานการขาดทุน 18 โรงพยาบาล ในปี 2560 โดย 5 อันดับแรกคือ

ร.พ. พระนั่งเกล้า ขาดทุน 355 ล้านบาท
ร.พ. สระบุรี ขาดทุน 322 ล้านบาท
ร.พ. อุตรดิตถ์ ขาดทุน 277 ล้านบาท
ร.พ. สกลนคร ขาดทุน 225 ล้านบาท
ร.พ.สุราษฎร์ธานี ขาดทุน 220 ล้านบาท

ตั้งแต่ ปี 2551 โรงพยาบาลเหล่านี้ ขาดทุนมาตลอด จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช หรือ 30 บาท รักษาทุกโรคสำหรับประชาชน

เมื่อดู งบประมาณแผ่นดินของปี 2561 จำนวน 2.9 ล้านล้านบาท ได้จัดสรร ดังนี้

กระทรวงศึกษาธิการ 5.1 แสนล้านบาท (ค่าจ้างครู 3.11 แสนล้านบาท)
กระทรวงมหาดไทย 3.55 แสนล้านบาท
กระทรวงการคลัง 2.38 แสนล้านบาท
กระทรวงกลาโหม 2.22 แสนล้านบาท (ค่าจ้างทหาร 1.04 แสนล้านบาท)
และกระทรวงสาธารณสุข 1.26 แสนล้านบาท (ค่าจ้างหมอ พยาบาล 0.99 แสนล้านบาท ที่เหลือเป็น ค่าใช้จ่ายทางเครื่องมือแพทย์และ อื่นๆ)

โดยเมื่อต้นปี กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงเรื่อง วิกฤตปัญหาการเงินของโรงพยาบาล ว่าเป็นปัญหาสภาพคล่อง และ ดำเนินการแก้ไขอยู่

ถึงแม้ในภาครัฐ จะมีการจัดการ แต่ความเจ็บป่วย ก็รอไม่ได้

ในปีนี้ โครงการก้าวคนละก้าว จัดเพื่อ 11 โรงพยาบาล และ อาจเป็น การวิ่งเพื่อโรงพยาบาลครั้งสุดท้ายของตูน

ตูน จะเริ่มวิ่งวันที่ 1 พฤศจิกายน จาก เบตง จังหวัด ยะลา ผ่าน 20 จังหวัด และ ถึง แม่สาย จังหวัด เชียงราย ในวันที่ 25 ธันวาคม รวม 55 วัน โดยวิ่ง 4 วัน พัก 1 วัน

ระยะทางและเวลา มากกว่า ปีที่แล้ว ถึง 5 เท่า และไม่น่าจะมีใครกล้าวิ่งแบบนี้มาก่อน

นอกจากเราคนไทย จะช่วยกันส่งกำลังใจแล้ว เรามาช่วย ส่งตูน ให้วิ่งถึงเส้นชัย ด้วยการบริจาคกันได้ เพจลงทุนแมน ขอร่วมเป็นหนึ่งในก้าวเล็กๆ ในการทำความดีด้วยการเขียนบทความนี้ และได้บริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับโครงการ ก้าวคนละก้าว

ถึงแม้เราจะไม่ได้วิ่งกับ ตูน และไม่มีคนอื่นเห็น แต่ความดีที่เราได้ทำ และความสุขที่เราได้รับ ก็น่าจะอยู่ในใจเรา

ในโลกนี้
น่าจะมีคนอยู่ 2 ประเภท คือ

1.คนที่มองภาพเล็ก ที่มุ่งหวังแต่เรื่องของตัวเอง สิ่งที่สนใจมากที่สุดของคนนั้นคือ ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชีธนาคาร ทุกอย่างที่จะทำต้องมีความคุ้มค่า ถ้าทำมากแล้วได้น้อย ถือว่าไม่คุ้ม ท้ายสุดแล้วเขาน่าจะไม่ได้อะไรเลยนอกจากตัวเลขที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเอง คนนี้เรียกว่า LONELY MAN

2.คนที่มองภาพใหญ่ ที่มุ่งหวังเรื่องของสังคมโดยรวม สิ่งที่สนใจมากที่สุดของเขาคือ สุดท้ายแล้วสังคมจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวกับตัวเลขของตนเอง แต่เกี่ยวกับความสุข ความเป็นอยู่ ของทุกคน สุดท้ายเขาอาจจะไม่ได้อะไรเลยเช่นเดียวกับคนแรก แต่คนที่ได้คือทุกคนในสังคมทั้งหมด และจะย้อนกลับไปเป็นความสุขใจของเขาเอง โดยที่ไม่ต้องมีใครรู้.. แค่นี้ก็พอแล้ว

สิ่งที่จะเป็นในอนาคต เราเลือกเส้นทางได้จากการกระทำของเราในปัจจุบัน

เราเลือกได้ว่าเราจะเป็น LONELY MAN หรือคนแบบที่สองที่เรียกว่า HAPPY MAN..

ติดตามรายละเอียดของโครงการได้ที่ Facebook: ก้าว​

#ก้าว #ก้าวคนละก้าวเพื่อ11โรงพยาบาล #ก้าวนี้เพื่อหมอและพยาบาลทุกคน

การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า ทำไปทำไม ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า ทำไปถึงไหน ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้ไม่รู้ว่า มีใครทำบ้าง ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้ไม่มีใครชื่นชมยินดี ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้ต้องฝืนใจทำ ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้ไม่เห็นผลตอบแทน ก็ต้องทำ
การทำความดี แม้มีเวลาน้อยนิด ก็ต้องทำ
เพราะความดีก็ยังคงเป็นความดีอยู่ตลอดเวลา
เพราะคนดีก็ต้องทำความดี
เพราะคนดีได้กำลังใจจากการทำความดี
ขอให้เชื่อมั่น ในความดี ทำดีต้องได้ดี
มิเปลี่ยนแปลง

“การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ
เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่
และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว
แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง
ในการสร้างเสริมและสะสมความดี”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
14 สิงหาคม 2525