วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อซอกแจถูกโดดเดี่ยว เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นที่จังหวัด คย็องกี ประเทศเกาหลีใต้ ในชั้นเรียนประถมสี่ของโรงเรียน มีเด็กนักเรียนชายที่ชื่อซอกแจ เขาไม่เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของเพื่อนๆ ไม่มีใครคุยด้วย ไม่มีใครเล่นด้วย ไม่มีใครยอมทำงานกลุ่มด้วย เขาถูกโดดเดี่ยวโดยเพื่อนๆทั้งหมดในห้อง เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของครูประจำชั้น หลังจากครูได้ศึกษาพฤติกรรมทั้งหมด จึงได้วางแผนจัดการแก้ไขเรื่องนี้ โดยขอความร่วมมือจากทางโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เช้าวันจันทร์เมื่อนักเรียนทุกคนเข้าห้องเรียนแล้ว ครูบอกนักเรียนว่าจะมีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ให้นักเรียนทุกคนไปวัดส่วนสูง โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่สูงเกิน 140 ซม. กับกลุ่มที่เตี้ยกว่า 140 ซม. ครูบอกนักเรียนว่า โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ คนสูงมักจะมีปัญญาทึบกว่าคนเตี้ย จึงคัดเลือกพวกที่สูงเกิน 140 ซม. เป็นพวกปัญญาทึบ ส่วนพวกเตี้ยกว่า 140 ซม. เป็นพวกปัญญาดี และให้กลุ่มปัญญาทึบสวมเสื้อกั๊กสีแดงทุกคน เพื่อง่ายต่อการแยกแยะ ตลอดระยะเวลาของการทดสอบ นักเรียนกลุ่มปัญญาดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกไปหมด ได้รับคำชมจากครูตลอด วาดรูปธรรมดาๆออกมารูปหนึ่งก็ชมว่ามีพรสวรรค์ อ่านออกเสียงหน้าชั้นแบบงูๆปลาๆจะถูกชมว่าออกเสียงเยี่ยม นั่งเฉยๆก็ถูกชมว่ามีความสงบเรียบร้อยดี เวลากินข้าวก็ได้กินก่อน เป็นรางวัลสำหรับความขยันของทุกคนในกลุ่ม กินข้าวเสร็จก็ได้ออกไปวิ่งเล่นพักผ่อนในสนาม ทำอะไรๆก็เลอเลิศถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง ส่วนนักเรียนกลุ่มปัญญาทึบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกตำหนิไปหมด วาดรูปออกมาสวยขนาดไหนก็ถูกครูพยายามหาที่ติจนได้ อ่านออกเสียงจะชัดเจนถูกต้องแค่ไหนครูก็ยังไม่พอใจ จะพูดหรือเสนออะไรครูก็ไม่รับฟัง เหมือนเป็นอากาศธาตุในห้องเรียน กินข้าวก็ได้กินทีหลังเพื่อนอีกกลุ่ม กินเสร็จต้องเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องเรียนไม่ให้ออกไปวิ่งเล่น ความถูกต้องทั้งหมดถูกปฏิเสธโดยครูอย่างไม่แยแส ตลอดระยะเวลาของการทดสอบในสองสามวันที่ผ่านมา นักเรียนกลุ่มปัญญาทึบเริ่มมีปฏิกิริยา เริ่มสับสนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกตน สงสัยว่านี่เป็นการทดสอบแบบไหนกันแน่ หาความยุติธรรมไม่ได้เลย บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป ความเซ็ง อึดอัด น้อยใจ เสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน สงสัยทำไมครูจึงเลือกปฏิบัติกับพวกตนเช่นนี้ ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ เริ่มมีความไม่ชอบหน้ากลุ่มปัญญาดี เด็กชายซอกแจซึ่งมีความสูงเกิน 140 ซม. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาทึบ เขาไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โวยวาย เพราะเขาชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด เขาถูกโดดเดี่ยว ถูกเมินเฉยจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา เขาอมยิ้มมองดูปฏิกิริยาความไม่พอใจจากเพื่อนๆอย่างเงียบๆ ในขณะที่เพื่อนกลุ่มปัญญาดีนั้น แม้จะรู้สึกมีความสุข เพราะถูกครูยกย่องชมเชยตลอด แต่ก็รู้สึกเกรงใจและสงสารเพื่อนๆอีกกลุ่ม บางคนกลับบ้านไปบ่นให้ผู้ปกครองฟังว่าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย เหตุการณ์ดำเนินไปถึงบ่ายวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของแผนการทดสอบ ครูให้นักเรียนทุกคนเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้อ่านความรู้สึกของแต่ละคนออกมาให้เพื่อนๆฟัง ความไม่พอใจต่างๆถูกพรั่งพรูออกมาจากกลุ่มปัญญาทึบทุกคน และแล้วก็มีคนเขียนความรู้สึกว่า "ครูไม่สนใจใยดีพวกเรา เมินเฉยต่อพวกเรา เหมือนที่พวกเราทุกคนทำกับซอกแจ พวกเรากล่าวหาซอกแจ หาว่าสกปรก อ้วน ขี้เกียจ ซึ่งความจริงจะเป็นแบบที่พวกเรากล่าวหาหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะฟังเขาบอกเล่ามาอีกที...... แต่พวกเราได้โดดเดี่ยว รังเกียจ และเพิกเฉยต่อซอกแจไปนานแล้ว" ครูถูกใจความเห็นอันนี้มาก สั่งให้ทุกคนฟังครูให้ดี ก่อนที่ครูจะสรุปให้ทุกคนฟังว่า "นั่นคือสาเหตุของการทดสอบครั้งนี้ ความจริงซอกแจเป็นเด็กดี น่ารัก ยิ้มง่าย ซอกแจก็ถือว่าเป็นเด็กเรียนดี ขยัน และรักสะอาด แต่ทำไมพวกเราจึงกลั่นแกล้งและโดดเดี่ยวซอกแจอย่างไม่เป็นธรรม หวังว่าการทดสอบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้พวกเรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ฟังแต่สิ่งที่เขาเล่ามา อคติกับคนอื่นแบบไร้เหตุผล และไร้ความยุติธรรม มันเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและเจ็บปวดดั่งที่พวกเราได้ประสบมาแล้วกับตัวเอง หวังว่าจากประสบการณ์ในสามวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้จดจำ และไม่ควรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต” ช่วงสุดท้ายก่อนจบการทดสอบ ครูได้จับสลากเอารายชื่อขึ้นมาสี่ชื่อ ให้นักเรียนทุกคนเขียนถึงความดีของเพื่อนทั้งสี่คนนี้ และซอกแจเป็นหนึ่งในสี่คน อาจด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป ซอกแจกจึงได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนๆ บางคนถึงกับกล่าวคำขอโทษ และบางคนได้ออกมาโอบกอดซอกแจเป็นการแสดงมิตรไมตรี บัดนี้ซอกแจได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว "ขจรศักดิ์" แปลและเรียบเรียง

เมื่อซอกแจถูกโดดเดี่ยว

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นที่จังหวัด
คย็องกี ประเทศเกาหลีใต้

ในชั้นเรียนประถมสี่ของโรงเรียน
มีเด็กนักเรียนชายที่ชื่อซอกแจ
เขาไม่เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของเพื่อนๆ
ไม่มีใครคุยด้วย
ไม่มีใครเล่นด้วย
ไม่มีใครยอมทำงานกลุ่มด้วย
เขาถูกโดดเดี่ยวโดยเพื่อนๆทั้งหมดในห้อง

เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของครูประจำชั้น
หลังจากครูได้ศึกษาพฤติกรรมทั้งหมด
จึงได้วางแผนจัดการแก้ไขเรื่องนี้
โดยขอความร่วมมือจากทางโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เช้าวันจันทร์เมื่อนักเรียนทุกคนเข้าห้องเรียนแล้ว
ครูบอกนักเรียนว่าจะมีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์
ให้นักเรียนทุกคนไปวัดส่วนสูง
โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มที่สูงเกิน 140 ซม. กับกลุ่มที่เตี้ยกว่า 140 ซม.

ครูบอกนักเรียนว่า
โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์
คนสูงมักจะมีปัญญาทึบกว่าคนเตี้ย
จึงคัดเลือกพวกที่สูงเกิน 140 ซม. เป็นพวกปัญญาทึบ
ส่วนพวกเตี้ยกว่า 140 ซม. เป็นพวกปัญญาดี
และให้กลุ่มปัญญาทึบสวมเสื้อกั๊กสีแดงทุกคน เพื่อง่ายต่อการแยกแยะ

ตลอดระยะเวลาของการทดสอบ
นักเรียนกลุ่มปัญญาดี
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกไปหมด
ได้รับคำชมจากครูตลอด
วาดรูปธรรมดาๆออกมารูปหนึ่งก็ชมว่ามีพรสวรรค์
อ่านออกเสียงหน้าชั้นแบบงูๆปลาๆจะถูกชมว่าออกเสียงเยี่ยม
นั่งเฉยๆก็ถูกชมว่ามีความสงบเรียบร้อยดี
เวลากินข้าวก็ได้กินก่อน เป็นรางวัลสำหรับความขยันของทุกคนในกลุ่ม
กินข้าวเสร็จก็ได้ออกไปวิ่งเล่นพักผ่อนในสนาม
ทำอะไรๆก็เลอเลิศถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง

ส่วนนักเรียนกลุ่มปัญญาทึบ
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกตำหนิไปหมด
วาดรูปออกมาสวยขนาดไหนก็ถูกครูพยายามหาที่ติจนได้
อ่านออกเสียงจะชัดเจนถูกต้องแค่ไหนครูก็ยังไม่พอใจ
จะพูดหรือเสนออะไรครูก็ไม่รับฟัง
เหมือนเป็นอากาศธาตุในห้องเรียน
กินข้าวก็ได้กินทีหลังเพื่อนอีกกลุ่ม
กินเสร็จต้องเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องเรียนไม่ให้ออกไปวิ่งเล่น
ความถูกต้องทั้งหมดถูกปฏิเสธโดยครูอย่างไม่แยแส

ตลอดระยะเวลาของการทดสอบในสองสามวันที่ผ่านมา
นักเรียนกลุ่มปัญญาทึบเริ่มมีปฏิกิริยา
เริ่มสับสนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกตน
สงสัยว่านี่เป็นการทดสอบแบบไหนกันแน่
หาความยุติธรรมไม่ได้เลย
บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป
ความเซ็ง อึดอัด น้อยใจ เสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน
สงสัยทำไมครูจึงเลือกปฏิบัติกับพวกตนเช่นนี้
ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ
เริ่มมีความไม่ชอบหน้ากลุ่มปัญญาดี

เด็กชายซอกแจซึ่งมีความสูงเกิน 140 ซม.
ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาทึบ
เขาไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โวยวาย
เพราะเขาชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด
เขาถูกโดดเดี่ยว ถูกเมินเฉยจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
เขาอมยิ้มมองดูปฏิกิริยาความไม่พอใจจากเพื่อนๆอย่างเงียบๆ

ในขณะที่เพื่อนกลุ่มปัญญาดีนั้น
แม้จะรู้สึกมีความสุข
เพราะถูกครูยกย่องชมเชยตลอด
แต่ก็รู้สึกเกรงใจและสงสารเพื่อนๆอีกกลุ่ม
บางคนกลับบ้านไปบ่นให้ผู้ปกครองฟังว่าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

เหตุการณ์ดำเนินไปถึงบ่ายวันที่สาม
ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของแผนการทดสอบ
ครูให้นักเรียนทุกคนเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และให้อ่านความรู้สึกของแต่ละคนออกมาให้เพื่อนๆฟัง
ความไม่พอใจต่างๆถูกพรั่งพรูออกมาจากกลุ่มปัญญาทึบทุกคน
และแล้วก็มีคนเขียนความรู้สึกว่า
"ครูไม่สนใจใยดีพวกเรา เมินเฉยต่อพวกเรา เหมือนที่พวกเราทุกคนทำกับซอกแจ พวกเรากล่าวหาซอกแจ หาว่าสกปรก อ้วน ขี้เกียจ
ซึ่งความจริงจะเป็นแบบที่พวกเรากล่าวหาหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะฟังเขาบอกเล่ามาอีกที......
แต่พวกเราได้โดดเดี่ยว รังเกียจ และเพิกเฉยต่อซอกแจไปนานแล้ว"

ครูถูกใจความเห็นอันนี้มาก
สั่งให้ทุกคนฟังครูให้ดี
ก่อนที่ครูจะสรุปให้ทุกคนฟังว่า
"นั่นคือสาเหตุของการทดสอบครั้งนี้
ความจริงซอกแจเป็นเด็กดี น่ารัก ยิ้มง่าย
ซอกแจก็ถือว่าเป็นเด็กเรียนดี ขยัน และรักสะอาด
แต่ทำไมพวกเราจึงกลั่นแกล้งและโดดเดี่ยวซอกแจอย่างไม่เป็นธรรม
หวังว่าการทดสอบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้พวกเรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ฟังแต่สิ่งที่เขาเล่ามา อคติกับคนอื่นแบบไร้เหตุผล และไร้ความยุติธรรม มันเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและเจ็บปวดดั่งที่พวกเราได้ประสบมาแล้วกับตัวเอง หวังว่าจากประสบการณ์ในสามวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้จดจำ และไม่ควรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต”

ช่วงสุดท้ายก่อนจบการทดสอบ
ครูได้จับสลากเอารายชื่อขึ้นมาสี่ชื่อ
ให้นักเรียนทุกคนเขียนถึงความดีของเพื่อนทั้งสี่คนนี้
และซอกแจเป็นหนึ่งในสี่คน
อาจด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ซอกแจกจึงได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนๆ
บางคนถึงกับกล่าวคำขอโทษ
และบางคนได้ออกมาโอบกอดซอกแจเป็นการแสดงมิตรไมตรี

บัดนี้ซอกแจได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง

วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก เรื่องแรก อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศ เจอปัญหาปากกาเขียน ไม่ออก นักวิทยาศาสตร์จึงระดมปัญญา เพื่อประดิษฐ์ ปากกาที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้ ต้อง ทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญ และใช้เวลาไปหลายปี ในที่สุดก็ได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว แม้ใต้ น้ำก็เขียนได้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ที่ประสบปัญหาเดียวกัน ใช้ ดินสอเขียนแทนปากกา *********************************************************** เรื่องที่สอง โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา เมื่อส่งสินค้า ไปแล้ว ลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่อง เปล่าๆ ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจ สอบใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยนกล่องไหนไม่มีสบู่ ก็ตรวจจับได้ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบที่ปัญหาเดียวกัน ช่าง คุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน กล่อง เปล่าก็ปลิวออกไป ********************************************************** คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญ หา ทุ่มกำลังสติปัญญา และทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหา นั้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก ปัญหาและ อุปสรรคทั้งหลายก็ดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย *********************************************************** เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด แล้วคุณจะประ หลาดใจ ที่มา : http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=17098 ภาพ : http://www.clipmass.com/story/111916

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก

เรื่องแรก

อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศ เจอปัญหาปากกาเขียน
ไม่ออก  นักวิทยาศาสตร์จึงระดมปัญญา เพื่อประดิษฐ์
ปากกาที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้ ต้อง
ทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญ   และใช้เวลาไปหลายปี
ในที่สุดก็ได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว แม้ใต้
น้ำก็เขียนได้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ที่ประสบปัญหาเดียวกัน   ใช้
ดินสอเขียนแทนปากกา

***********************************************************

เรื่องที่สอง

โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา   เมื่อส่งสินค้า
ไปแล้ว  ลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่    เป็นกล่อง
เปล่าๆ   ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray   เพื่อตรวจ
สอบใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยนกล่องไหนไม่มีสบู่
ก็ตรวจจับได้ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก

แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบที่ปัญหาเดียวกัน  ช่าง
คุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน  กล่อง
เปล่าก็ปลิวออกไป

**********************************************************

คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญ
หา  ทุ่มกำลังสติปัญญา และทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหา
นั้น  แต่ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก   ปัญหาและ
อุปสรรคทั้งหลายก็ดูจะกลายเป็นเรื่องจ้อยไปเลย

***********************************************************

เมื่อคุณเจอปัญหา ลองเปลี่ยนวิธีคิด   แล้วคุณจะประ
หลาดใจ

ที่มา : http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=17098
ภาพ : http://www.clipmass.com/story/111916

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทอนเท่าไหร่ ? ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า " ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงิน ทอนเท่าไร? " เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า " 7 บาท " แต่มีเด็ก 2คน ที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น คนหนึ่ง ตอบว่า " 2 บาท " อีกคนหนึ่งตอบว่า " ไม่ต้องทอน " ครูถามเด็กคนแรกว่า ทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท คำตอบที่ได้ก็คือ ภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้นจึงได้เงิน ทอน 2 บาท ถามเด็กคนที่สองว่า ทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำ ตอบก็คือ เด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญ บาทให้ 3 เหรียญเพราะฉะนั้นคนขายจึงไม่ต้องทอน เงินให้เขา โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน ลองนึกดูสิ ครับว่า ถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข- ค-ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิด เพี้ยนจากคนส่วนใหญ่ การสร้างโจทย์ที่ " เสมือนจริง " จินตนาการของ " ครู " อาจถูกจำกัดเพียงแค่ " ตัวเลข " แต่สำหรับ เด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาทจึงสามารถ เปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาทก็ ได้ เดี๋ยวนี้เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำ ตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือได้เงินทอน 1 บาท โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้น แตก ต่างกัน โลกในห้องเรียนทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจ มีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ " อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆ หนึ่ง เพียงแค่ คำตอบ ของเรา " " อย่าหยุดความคิดสร้างสรรค์ของคนๆ หนึ่ง ด้วย กรอบความคิดของเรา " ขอขอบคุณวิศวกรมนูญ

ทอนเท่าไหร่ ?

ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า
" ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงิน
ทอนเท่าไร? "
เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า
" 7 บาท "
แต่มีเด็ก 2คน  ที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น  คนหนึ่ง
ตอบว่า
" 2 บาท "
อีกคนหนึ่งตอบว่า
" ไม่ต้องทอน "

ครูถามเด็กคนแรกว่า   ทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คือ ภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10
บาท คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ   เมื่อซื้อของราคา 3
บาท เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ  ดังนั้นจึงได้เงิน
ทอน 2 บาท

ถามเด็กคนที่สองว่า ทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย คำ
ตอบก็คือ เด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10
เหรียญ   เมื่อซื้อของราคา 3 บาท    เขาก็ส่งเหรียญ
บาทให้ 3 เหรียญเพราะฉะนั้นคนขายจึงไม่ต้องทอน
เงินให้เขา

โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน    ลองนึกดูสิ
ครับว่า  ถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น  ก-ข-
ค-ง  เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิด
เพี้ยนจากคนส่วนใหญ่

การสร้างโจทย์ที่  " เสมือนจริง  "   จินตนาการของ
" ครู " อาจถูกจำกัดเพียงแค่ " ตัวเลข "   แต่สำหรับ
เด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาทจึงสามารถ
เปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาทก็
ได้  เดี๋ยวนี้เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท   เราจึงได้คำ
ตอบเพิ่มอีก 1 คำตอบ คือได้เงินทอน 1 บาท

โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้น  แตก
ต่างกัน โลกในห้องเรียนทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง
1 คำตอบ แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจ
มีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ

" อย่ารีบตัดสินความผิดถูกของคนๆ หนึ่ง   เพียงแค่
คำตอบ ของเรา "
" อย่าหยุดความคิดสร้างสรรค์ของคนๆ หนึ่ง    ด้วย
กรอบความคิดของเรา "

ขอขอบคุณวิศวกรมนูญ

วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จุดเทียนอีกครั้ง ท่านเจ้าเมืองผู้เฒ่า กล่าวกับอำมาตย์ผู้จงรักภักดีอย่างหดหู่ว่า “ข้ารู้สึกว่าตัวเองแก่ชราลงไปทุกวัน เกินกว่าที่จะศึกษาสิ่งต่างๆ ต่อไป ทั้งที่ใจข้านั้นยังปรารถนาที่จะเรียนรู้อะไรอีกมากมาย แต่มันคงสายสำหรับข้าเสียแล้ว” อำมาตย์ได้ฟังก็เปรยขึ้นว่า “เหตุใดท่านไม่ลองจุดเทียนเล่า ไม่มีคำ ว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่หรอก” “หมายความว่าอย่างไร ท่านอำมาตย์” “หากผู้ใดใฝ่ขยันตั้งแต่วัยเยาว์ ตั้งใจศึกษาหาความรู้ อนาคตของ เขาย่อมเปรียบเหมือนแสงอรุโณทัยที่ส่องสว่างและเจิดจรัส หากผู้ใด ใฝ่ศึกษาเมื่อเข้าวัยกลางคน ชีวิตของเขาก็เปรียบเหมือนตะวันยามเที่ยง ที่จะส่องแสงไปได้อีกครึ่งวัน และหากผู้ใดใฝ่ศึกษาในยามชรา ก็เปรียบ เหมือนเปลวเทียน แม้จะให้แสงได้ไม่มาก แม้จะริบหรี่ แต่ก็ย่อมดีกว่า ตกอยู่ในความมืดมน” อำมาตย์อธิบายด้วยความตั้งใจ ......... คนเรานั้นไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้ เพราะความรู้นั้นจะอยู่ติดตัวเราไปจนแก่เฒ่า เป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีมากขึ้น.. มากขึ้น และจะนำชีวิตเราไปในทางที่ดี เหมือนแสงไฟที่ส่องนำทาง แม้จะน้อยนิดแต่ก็ยังมีแสงรำไรให้เรามองเห็น...ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้เราได้ทั้งชีวิต เราควรศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆในโลก ทั้งทางวิชาการ และความรู้ทั่วไปที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ใช้ทรัพย์ทางปัญญาของเราสร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเองและสังคม เพราะสิ่งเหล่านั้นจะยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไป

จุดเทียนอีกครั้ง

ท่านเจ้าเมืองผู้เฒ่า กล่าวกับอำมาตย์ผู้จงรักภักดีอย่างหดหู่ว่า
“ข้ารู้สึกว่าตัวเองแก่ชราลงไปทุกวัน เกินกว่าที่จะศึกษาสิ่งต่างๆ ต่อไป ทั้งที่ใจข้านั้นยังปรารถนาที่จะเรียนรู้อะไรอีกมากมาย แต่มันคงสายสำหรับข้าเสียแล้ว”

อำมาตย์ได้ฟังก็เปรยขึ้นว่า “เหตุใดท่านไม่ลองจุดเทียนเล่า ไม่มีคำ ว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่หรอก”

“หมายความว่าอย่างไร ท่านอำมาตย์”

“หากผู้ใดใฝ่ขยันตั้งแต่วัยเยาว์ ตั้งใจศึกษาหาความรู้ อนาคตของ เขาย่อมเปรียบเหมือนแสงอรุโณทัยที่ส่องสว่างและเจิดจรัส หากผู้ใด ใฝ่ศึกษาเมื่อเข้าวัยกลางคน ชีวิตของเขาก็เปรียบเหมือนตะวันยามเที่ยง ที่จะส่องแสงไปได้อีกครึ่งวัน และหากผู้ใดใฝ่ศึกษาในยามชรา ก็เปรียบ เหมือนเปลวเทียน แม้จะให้แสงได้ไม่มาก แม้จะริบหรี่ แต่ก็ย่อมดีกว่า ตกอยู่ในความมืดมน” อำมาตย์อธิบายด้วยความตั้งใจ

.........
คนเรานั้นไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเรียนรู้ เพราะความรู้นั้นจะอยู่ติดตัวเราไปจนแก่เฒ่า เป็นทรัพย์สมบัติที่ยิ่งใช้จะยิ่งมีมากขึ้น.. มากขึ้น และจะนำชีวิตเราไปในทางที่ดี เหมือนแสงไฟที่ส่องนำทาง แม้จะน้อยนิดแต่ก็ยังมีแสงรำไรให้เรามองเห็น...ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้เราได้ทั้งชีวิต เราควรศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆในโลก ทั้งทางวิชาการ และความรู้ทั่วไปที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ใช้ทรัพย์ทางปัญญาของเราสร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเองและสังคม เพราะสิ่งเหล่านั้นจะยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไป

กฎของ...? ... กฎของความเข้าใจผิดคือ หากคุณเห็นคนอื่นเป็นฝ่ายผิดไปทั้งหมด คุณนั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิด ... กฎของผลลัพธ์คือ ไม่ว่าจะเป็นหยดน้ำตาหรือหยดน้ำเกลือ เมื่อตกลงไปที่แผล ผลลัพธ์ก็คือแสบเหมือนกัน ... กฎของความอิจฉาคือ ความมั่งมีของคนอื่นไม่ได้เป็นความอิจฉาของคุณหรอก คุณอิจฉาความมั่งมีของคนรอบข้างมากกว่า ... กฎของความอะลุ้มอะหล่วยคือ อย่าได้ตึงจนเกินไป และอย่าได้หย่อนจนเกินไป ตึงไปจะทำร้ายคนรอบข้าง หย่อนไปจะทำร้ายตัวคุณเอง ดังนั้นอะลุ้มอะหล่วยให้พอดี ... กฎของน้ำลายคือ เมื่อใดที่คุณดังจนใครๆต่างพากันอิจฉาจนน้ำลายหก เมื่อนั้นเรื่องราวของคุณจะถูกขุดคุ้ยด้วยน้ำลายของคนทั่วไป ... กฎของการถูกใช้คือ อย่ากลัวที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ จงกลัวที่จะไม่มีใครยอมใช้คุณดีกว่า ... กฎของความสำเร็จคือ หากคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณจะขาดเพื่อนเพียงเพราะคุณยากจน หากคุณประสบความสำเร็จ คุณจะขาดเพื่อนเพราะคุณโดดเด่นกว่าใครๆ ... กฎของคำว่าฟรีคือ เมื่อมีใครให้อะไรกับคุณฟรีๆ จงระวังไว้ด้วยว่าจะมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนตามมา ... กฎของความผิดพลาดคือ คนเรามักเกรงใจคนแปลกหน้าที่ไม่สนิท แต่กลับไม่ใสใจต่อความรู้สึกของคนสนิทในบ้านเลย ... กฎของการประเมินค่าคือ อย่าสนใจว่าคนอื่นประเมินค่าคุณยังไง ย้อนคิดกลับไปว่าคุณเองก้ประเมินค่าเขาไว้ยังไง? ... กฎของคำเล่าลือคือ คำเล่าลือเหมือนน้ำป่า ไปเร็วและมีความทำลายล้างสูง ... กฎของความกลัวคือ คนใหม่กลัวคนเก่า คนเก่ากลัวคนเก่ง คนเก่งกลัวพลั้งพลาด ... กฎของความสุขและความเสียใจคือ คนที่หัวเราะยามคุณเสียใจคือศัตรู คนที่หัวเราะยามคุณมีความสุขคือเพื่อน คนที่เสียใจเมื่อเห็นคุณเสียใจก็คือคนในครอบครัว ... กฎของความโง่คือ การเห็นคนอื่นโง่ไปเสียหมด คุณนั่นแหละโง่บรมเลย ..... นุสนธิ์บุคส์

กฎของ...?
...
กฎของความเข้าใจผิดคือ หากคุณเห็นคนอื่นเป็นฝ่ายผิดไปทั้งหมด คุณนั่นแหละที่เป็นฝ่ายผิด
...
กฎของผลลัพธ์คือ ไม่ว่าจะเป็นหยดน้ำตาหรือหยดน้ำเกลือ เมื่อตกลงไปที่แผล ผลลัพธ์ก็คือแสบเหมือนกัน
...
กฎของความอิจฉาคือ ความมั่งมีของคนอื่นไม่ได้เป็นความอิจฉาของคุณหรอก คุณอิจฉาความมั่งมีของคนรอบข้างมากกว่า
...
กฎของความอะลุ้มอะหล่วยคือ อย่าได้ตึงจนเกินไป และอย่าได้หย่อนจนเกินไป ตึงไปจะทำร้ายคนรอบข้าง หย่อนไปจะทำร้ายตัวคุณเอง ดังนั้นอะลุ้มอะหล่วยให้พอดี
...
กฎของน้ำลายคือ เมื่อใดที่คุณดังจนใครๆต่างพากันอิจฉาจนน้ำลายหก เมื่อนั้นเรื่องราวของคุณจะถูกขุดคุ้ยด้วยน้ำลายของคนทั่วไป
...
กฎของการถูกใช้คือ อย่ากลัวที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือ จงกลัวที่จะไม่มีใครยอมใช้คุณดีกว่า
...
กฎของความสำเร็จคือ หากคุณไม่ประสบความสำเร็จ คุณจะขาดเพื่อนเพียงเพราะคุณยากจน หากคุณประสบความสำเร็จ คุณจะขาดเพื่อนเพราะคุณโดดเด่นกว่าใครๆ
...
กฎของคำว่าฟรีคือ เมื่อมีใครให้อะไรกับคุณฟรีๆ จงระวังไว้ด้วยว่าจะมีอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนตามมา
...
กฎของความผิดพลาดคือ คนเรามักเกรงใจคนแปลกหน้าที่ไม่สนิท แต่กลับไม่ใสใจต่อความรู้สึกของคนสนิทในบ้านเลย
...
กฎของการประเมินค่าคือ อย่าสนใจว่าคนอื่นประเมินค่าคุณยังไง ย้อนคิดกลับไปว่าคุณเองก้ประเมินค่าเขาไว้ยังไง?
...
กฎของคำเล่าลือคือ คำเล่าลือเหมือนน้ำป่า ไปเร็วและมีความทำลายล้างสูง
...
กฎของความกลัวคือ คนใหม่กลัวคนเก่า คนเก่ากลัวคนเก่ง คนเก่งกลัวพลั้งพลาด
...
กฎของความสุขและความเสียใจคือ คนที่หัวเราะยามคุณเสียใจคือศัตรู คนที่หัวเราะยามคุณมีความสุขคือเพื่อน คนที่เสียใจเมื่อเห็นคุณเสียใจก็คือคนในครอบครัว
...
กฎของความโง่คือ การเห็นคนอื่นโง่ไปเสียหมด คุณนั่นแหละโง่บรมเลย

.....
นุสนธิ์บุคส์

คุณดูแลต้นแคร์ของคุณ .. ดีแค่ไหน? เวลา .. มีปัญหา เวลา .. มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน เคยแคร์ .. ความรู้สึกคนอื่นบ้างใหม? เคยคิดถึงใจเขา - ใจเรา หรือไม่ ? ช่างมัน .. ฉันไม่แคร์ หรือ เขาไม่มีค่าพอ .. ให้เราแคร์ แคร์ความรู้สึก .. คนอื่น ไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ แต่ .. เป็นเรื่องอ่อนโยน มิใช่เรื่องแข็งกระด้าง แต่ .. เป็นเรื่องจิตใจที่แข็งแกร่ง มิใช่เรื่องพ่ายแพ้ แต่ .. เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เธอง้อฉันก่อนสิ! ต่างคน .. ต่างรอ สุดท้าย .. ก็จะเป็นศิลามนุษย์ เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะเริ่มเป็นคนที่อ่อนโยน เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะปรับตัวก่อน เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะขอโทษเป็น เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะยอมแพ้โดยง่ายดาย เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. สุดท้ายคนอื่นก็จะต้องกลับมาแคร์คุณ ต้นแคร์เมื่อปลูกแล้ว อย่าให้โตเองโดยธรรมชาติ แต่เจ้าของชีวิต .. ต้องรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอ ต้นแคร์ .. ไม่มีในหัวใจ ของคนแข็งกระด้าง แคร์ .. คนอื่นเขาบ้าง ให้ความอาทรเป็นดั่งสายธารหลั่งใหลที่ฉ่ำชื่น แล้วเราจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ มีจิตใจดีงาม มีเสน่ห์ ทุกวันนี้ .. คุณดูแลต้นแคร์ของคุณดีแค่ไหน .. เอ่ย? ..:ღ´¨) ¸.•´¸.•*´¨) ¸.•*¨) (¸.•´ (¸.•` บทความดีๆในชีวิต ღ¸¸.•*¨*•.

คุณดูแลต้นแคร์ของคุณ .. ดีแค่ไหน?

เวลา .. มีปัญหา
เวลา .. มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน

เคยแคร์ .. ความรู้สึกคนอื่นบ้างใหม?
เคยคิดถึงใจเขา - ใจเรา หรือไม่ ?

ช่างมัน .. ฉันไม่แคร์
หรือ เขาไม่มีค่าพอ .. ให้เราแคร์

แคร์ความรู้สึก .. คนอื่น
ไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ แต่ .. เป็นเรื่องอ่อนโยน
มิใช่เรื่องแข็งกระด้าง แต่ .. เป็นเรื่องจิตใจที่แข็งแกร่ง
มิใช่เรื่องพ่ายแพ้ แต่ .. เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

เธอง้อฉันก่อนสิ! ต่างคน .. ต่างรอ
สุดท้าย .. ก็จะเป็นศิลามนุษย์

เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะเริ่มเป็นคนที่อ่อนโยน
เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะปรับตัวก่อน
เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะขอโทษเป็น
เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. เราจะยอมแพ้โดยง่ายดาย
เมื่อแคร์ความรู้สึกคนอื่น .. สุดท้ายคนอื่นก็จะต้องกลับมาแคร์คุณ

ต้นแคร์เมื่อปลูกแล้ว อย่าให้โตเองโดยธรรมชาติ
แต่เจ้าของชีวิต .. ต้องรดน้ำพรวนดินสม่ำเสมอ
ต้นแคร์ .. ไม่มีในหัวใจ ของคนแข็งกระด้าง

แคร์ .. คนอื่นเขาบ้าง
ให้ความอาทรเป็นดั่งสายธารหลั่งใหลที่ฉ่ำชื่น
แล้วเราจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ มีจิตใจดีงาม มีเสน่ห์
ทุกวันนี้ .. คุณดูแลต้นแคร์ของคุณดีแค่ไหน .. เอ่ย?

..:ღ´¨)
¸.•´¸.•*´¨) ¸.•*¨)
(¸.•´ (¸.•` บทความดีๆในชีวิต ღ¸¸.•*¨*•.

เราจะไม่เคยเห็นเพื่อนเราบนเฟซบุ๊ค โพสต์อะไรในหน้ารวมเลย (news feed) แม้ว่าเขาจะโพสต์อยู่ทุกวัน ถ้าเราไม่ค่อยได้สนใจเขา ไม่ค่อยไลก์เขา ไม่ค่อยคอมเม้นท์เขา เราจะไม่เห็นเขาเลย คุณจะไม่เห็นโพสต์นี้ของดิฉันบนหน้า news feed ถ้าไม่ค่อยได้เข้ามาในเพจ ไม่ค่อยได้มาไลก์ มาเม้นท์ มาแชร์ แม้ว่าดิฉันจะโพสต์เกือบทุกวันก็ตาม เฟซบุ๊คจะกรองคนที่คุณไม่ค่อยสนใจ ออกไปจากชีวิตคุณ เขาจะค่อยๆ หายไป จนคุณนึกว่าเขาอาจจะไม่มีอะไรอัพเดทแล้ว แม้ว่าเขาจะอัพเดททุกวันก็ตาม เมื่อคุณเริ่มไปสนใจอย่างอื่น คนที่คุณไม่ค่อยสนใจ ก็จะค่อยๆ หายไปจากสายตาคุณ แม้ว่าเขาจะยังมีตัวตนอยู่ก็ตาม แต่เขาจะไม่สำคัญแล้ว และไม่มีผลอะไรกับคุณอีกต่อไป เหมือนเพื่อนบนเฟซบุ๊คนี่แหละ เพราะโลกกว้างคนข้างๆ จึงสำคัญ บอกรัก...ใส่ใจคนข้างๆ กันบ้างนะคะ #ทำมาหากินทำมาหาธรรม เครดิตเพจ : หัวใจตื่นรู้

เราจะไม่เคยเห็นเพื่อนเราบนเฟซบุ๊ค
โพสต์อะไรในหน้ารวมเลย (news feed)
แม้ว่าเขาจะโพสต์อยู่ทุกวัน
ถ้าเราไม่ค่อยได้สนใจเขา
ไม่ค่อยไลก์เขา ไม่ค่อยคอมเม้นท์เขา
เราจะไม่เห็นเขาเลย

คุณจะไม่เห็นโพสต์นี้ของดิฉันบนหน้า news feed
ถ้าไม่ค่อยได้เข้ามาในเพจ
ไม่ค่อยได้มาไลก์ มาเม้นท์ มาแชร์
แม้ว่าดิฉันจะโพสต์เกือบทุกวันก็ตาม

เฟซบุ๊คจะกรองคนที่คุณไม่ค่อยสนใจ
ออกไปจากชีวิตคุณ
เขาจะค่อยๆ หายไป
จนคุณนึกว่าเขาอาจจะไม่มีอะไรอัพเดทแล้ว
แม้ว่าเขาจะอัพเดททุกวันก็ตาม

เมื่อคุณเริ่มไปสนใจอย่างอื่น
คนที่คุณไม่ค่อยสนใจ
ก็จะค่อยๆ หายไปจากสายตาคุณ
แม้ว่าเขาจะยังมีตัวตนอยู่ก็ตาม
แต่เขาจะไม่สำคัญแล้ว
และไม่มีผลอะไรกับคุณอีกต่อไป
เหมือนเพื่อนบนเฟซบุ๊คนี่แหละ

เพราะโลกกว้างคนข้างๆ จึงสำคัญ
บอกรัก...ใส่ใจคนข้างๆ กันบ้างนะคะ

#ทำมาหากินทำมาหาธรรม
เครดิตเพจ : หัวใจตื่นรู้

1 เหรียญ 50 เซนต์ ในร้านหนังสือหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์แฟรงคลิน มีชายคนหนึ่งยืนลังเลเกือบชั่วโมงแล้ว จึงถามพนักงานในร้านว่า "หนังสือเล่มนี้ราคาเท่าไร" "1 เหรียญ" พนักงานตอบ "หนึ่งเหรียญ?" เขาถามอีกว่า "ถูกกว่านี้ได้ไหม" ผมต้องการหนังสือเล่มนี้มาก" "ราคาของมันคือ 1 เหรียญครับ" พนักงานร้านตอบ เขาดูอีกครู่ใหญ่ จากนั้นถามว่า "คุณแฟรงคลินอยู่ไหม?" "อยู่ เขากำลังง่วนกับงานในโรงพิมพ์" "งั้นดี ผมขอพบเขาหน่อย" เขายืนยันต้องการพบแฟรงคลิน แฟรงคลินจึงถูกตามตัวมาพบลูกค้า "คุณแฟรงคลิน หนังสือเล่มนี้ ขายให้ผมถูกสุดได้เท่าไหร่?" "1.25 เหรียญ" แฟรงคลินตอบโดยไม่ต้องคิดอะไร "1.25 เหรียญ? แต่พนักงานของคุณบอกว่า 1 เหรียญนะ" "ไม่ผิด" แฟรงคลินตอบว่า "แต่... ผมยินดีขาย 1 เหรียญมากกว่าจะทิ้งงานของผมออกมาพบคุณอย่างนี้" ชายคนนั้นถึงกับนิ่งอึ้ง แต่ก็คิดว่า เอาเถิด ยุติการเจรจาที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นดีกว่า เขาพูดว่า "เอางี้ก็แล้วกัน คุณว่าหนังสือเล่มนี้ราคาต่ำสุดเท่าไร?" "1 เหรียญ 50 เซนต์" "เอ้า ทำไมกลายเป็น 1 เหรียญ 50 เซนต์ล่ะ?" เมื่อกี้คุณบอกว่า 1 เหรียญ 25 เซนต์ไม่ใช่หริอ?" "ถูกต้อง" แฟรงคลินพูดอย่างเย็นชาว่า "ตอนนี้ราคาต่ำสุดที่ผมให้ได้คือ 1 เหรียญ 50 เซนต์" เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบจ่ายเงิน คว้าหนังสือแล้วเดินออกจากร้าน นักฟิสิกส์และนักการเมืองชื่อดังท่านนี้ให้บทเรียนที่ยากแก่การลืมเลือนแก่เขาชั่วชีวิต สำหรับผู้มีความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ เวลาก็คือเงินทอง เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเราอยู่? "คุณรักชีวิตหรือไม่?" ถ้าเช่นนั้น จงอย่าสิ้นเปลืองเวลา เพราะเวลาคือ 'วัสดุ' ที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิต" แฟรงคลินกล่าวไว้เช่นนี้ เวลาคือชีวิต เวลาคือเงินทอง มีแต่คนที่สามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจะสามารถประเมินคุณค่าและราคาของเวลาได้ จงถนอมรักเวลาดุจถนอมรักชีวิตของตนเอง ศึกษาหาความรู้และทำอะไรไว้บ้างขณะที่มีชีวิตอยู่... ช่วยเหลือคนอื่น เติมเต็มตัวเองใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย Peerawat Sereewattananukul Tag: ข้อคิดจากเรื่องเล่า

1 เหรียญ 50 เซนต์

ในร้านหนังสือหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์แฟรงคลิน มีชายคนหนึ่งยืนลังเลเกือบชั่วโมงแล้ว จึงถามพนักงานในร้านว่า "หนังสือเล่มนี้ราคาเท่าไร"

"1 เหรียญ" พนักงานตอบ

"หนึ่งเหรียญ?" เขาถามอีกว่า "ถูกกว่านี้ได้ไหม" ผมต้องการหนังสือเล่มนี้มาก"

"ราคาของมันคือ 1 เหรียญครับ" พนักงานร้านตอบ

เขาดูอีกครู่ใหญ่ จากนั้นถามว่า "คุณแฟรงคลินอยู่ไหม?"

"อยู่ เขากำลังง่วนกับงานในโรงพิมพ์"

"งั้นดี ผมขอพบเขาหน่อย" เขายืนยันต้องการพบแฟรงคลิน

แฟรงคลินจึงถูกตามตัวมาพบลูกค้า

"คุณแฟรงคลิน หนังสือเล่มนี้ ขายให้ผมถูกสุดได้เท่าไหร่?"

"1.25 เหรียญ" แฟรงคลินตอบโดยไม่ต้องคิดอะไร

"1.25 เหรียญ? แต่พนักงานของคุณบอกว่า 1 เหรียญนะ"

"ไม่ผิด" แฟรงคลินตอบว่า "แต่... ผมยินดีขาย 1 เหรียญมากกว่าจะทิ้งงานของผมออกมาพบคุณอย่างนี้"

ชายคนนั้นถึงกับนิ่งอึ้ง แต่ก็คิดว่า เอาเถิด ยุติการเจรจาที่ตนเป็นผู้ก่อขึ้นดีกว่า เขาพูดว่า "เอางี้ก็แล้วกัน คุณว่าหนังสือเล่มนี้ราคาต่ำสุดเท่าไร?"

"1 เหรียญ 50 เซนต์"

"เอ้า ทำไมกลายเป็น 1 เหรียญ 50 เซนต์ล่ะ?" เมื่อกี้คุณบอกว่า 1 เหรียญ 25 เซนต์ไม่ใช่หริอ?"

"ถูกต้อง" แฟรงคลินพูดอย่างเย็นชาว่า "ตอนนี้ราคาต่ำสุดที่ผมให้ได้คือ 1 เหรียญ 50 เซนต์"

เขาไม่กล้าพูดอะไรอีก รีบจ่ายเงิน คว้าหนังสือแล้วเดินออกจากร้าน นักฟิสิกส์และนักการเมืองชื่อดังท่านนี้ให้บทเรียนที่ยากแก่การลืมเลือนแก่เขาชั่วชีวิต สำหรับผู้มีความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ เวลาก็คือเงินทอง

เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเราอยู่?

"คุณรักชีวิตหรือไม่?" ถ้าเช่นนั้น จงอย่าสิ้นเปลืองเวลา เพราะเวลาคือ 'วัสดุ' ที่ประกอบขึ้นเป็นชีวิต" แฟรงคลินกล่าวไว้เช่นนี้ เวลาคือชีวิต เวลาคือเงินทอง มีแต่คนที่สามารถใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจะสามารถประเมินคุณค่าและราคาของเวลาได้

จงถนอมรักเวลาดุจถนอมรักชีวิตของตนเอง ศึกษาหาความรู้และทำอะไรไว้บ้างขณะที่มีชีวิตอยู่... ช่วยเหลือคนอื่น เติมเต็มตัวเองใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย

Peerawat Sereewattananukul
Tag: ข้อคิดจากเรื่องเล่า

บทลงโทษด้วยความรัก วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุม ห้องนั่งเล่น ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม ขณะที่ ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ เมื่อพ่อ เดินเข้ามาในห้อง แอนดี้ก็ก้มหน้างุด และทำท่ากระ สับกระส่าย เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด แม้จาก ระยะไกล ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้า หนังสือของพ่อ และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อ ตาโตด้วยความหวาดหวั่นรอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อ หยิบหนังสือขึ้นมามอง แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ โดยไม่พูดอะไรสักคำ หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก หนังสือคือ ความรู้ และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคา แพง แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้น ยอดเยี่ยมมาก แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้ หรือแม้แต่ตำหนิ ความซุกซน พ่อกลับนั่งลงหยิบปากกาในมือแอนดี้ ขึ้นมาถือไว้แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนัง สือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง. พ่อเขียนที่ข้างๆ ลาย เส้นที่แอนดี้ขีดว่า " ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ " ต่อไปนี้ ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เปิด พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่น่ารัก และดวงตาที่ สดใสของลูก และจะขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานเด็ก น้อยคนนี้ มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย เหมือน กับที่พี่ ๆ ของลูก นำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อ เหมือนกัน ว้าว !.. ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ ? นานๆ ครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้ มาให้ลูกหลาน ของฉันขีดเขียนเล่นทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิก เหล่านั้น ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น พ่อได้ สอนให้ฉันรู้ว่า อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเรา อย่างแท้จริงซึ่งนั่นก็คือคนที่เรารักไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ลองมองย้อนดูตัวคุณเอง ในแต่ละวันเกิดเหตุการณ์ แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ เช่น คุณนั่งกินข้าวกับภรรยา อยู่ที่ร้านอาหาร เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณแต่ มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ และคุณก็ทำ สีหน้าตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า " เดี๋ยวผมเทเองก็ได้ " นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก น้ำตาใสๆ ก็เริ่ม เอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน และอาหารมื้อนั้น ไม่มีรส ชาติสำหรับเธอเสียแล้ว แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า " ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้น มาใช้ครั้งใด ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ และจะได้คิดถึงทุก ครั้งว่า ภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด อยาก ปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม ) แต่ว่าคราว หน้าออกมาทานข้าว ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้ง ล่ะ ( ทีนี้ตาผมมั่ง ) " ... รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบิน แค่นี้คุณก็ ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้ว สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่นาฬิกาเรือนละแสน หรือเนคไทเส้นละหลายๆ พัน แต่เป็นความอบอุ่นใน หัวใจที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้ารักเฝ้าถนอมเฝ้าห่วง ใย และคอยแคร์ความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก แล้วคุณล่ะ เคยลงโทษใครด้วยความรักหรือเปล่า ? ขอมอบบทความนี้ ให้กับผู้มีหัวใจ ที่เต็มเปี่ยมด้วย "ความรัก" ทุกท่านและอย่าพยายามทำร้ายหัวใจใคร อีกเลย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ขอขอบคุณเภสัชกรศรัญญา

บทลงโทษด้วยความรัก

วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุม
ห้องนั่งเล่น  ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม ขณะที่
ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือสะสมราคาแพงของพ่อ
แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ เมื่อพ่อ
เดินเข้ามาในห้อง แอนดี้ก็ก้มหน้างุด  และทำท่ากระ
สับกระส่าย เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด แม้จาก
ระยะไกล ฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่วบนหน้า
หนังสือของพ่อ  และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองพ่อ
ตาโตด้วยความหวาดหวั่นรอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อ
หยิบหนังสือขึ้นมามอง   แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
โดยไม่พูดอะไรสักคำ

หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก    หนังสือคือ
ความรู้     และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคา
แพง     แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก
สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้น ยอดเยี่ยมมาก
แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้   หรือแม้แต่ตำหนิ
ความซุกซน   พ่อกลับนั่งลงหยิบปากกาในมือแอนดี้
ขึ้นมาถือไว้แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนัง
สือสะสมราคาแพงนั่นเสียเอง. พ่อเขียนที่ข้างๆ ลาย
เส้นที่แอนดี้ขีดว่า
" ภาษาของแอนดี้ เมื่ออายุสองขวบ "

ต่อไปนี้  ไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
เปิด  พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ ที่น่ารัก และดวงตาที่
สดใสของลูก และจะขอบคุณพระเจ้า ที่ประทานเด็ก
น้อยคนนี้ มาให้ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ
ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย   เหมือน
กับที่พี่ ๆ ของลูก     นำความหมายมาสู่ชีวิตของพ่อ
เหมือนกัน

ว้าว !.. ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ ? นานๆ
ครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้     มาให้ลูกหลาน
ของฉันขีดเขียนเล่นทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิก
เหล่านั้น   ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น  พ่อได้
สอนให้ฉันรู้ว่า      อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิตของเรา
อย่างแท้จริงซึ่งนั่นก็คือคนที่เรารักไม่ใช่วัตถุสิ่งของ

ลองมองย้อนดูตัวคุณเอง ในแต่ละวันเกิดเหตุการณ์
แบบนี้ขึ้นได้อยู่เสมอ   เช่น คุณนั่งกินข้าวกับภรรยา
อยู่ที่ร้านอาหาร เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณแต่
มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ  และคุณก็ทำ
สีหน้าตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า
" เดี๋ยวผมเทเองก็ได้ "
นอกจากคำขอโทษที่เธอพร่ำบอก   น้ำตาใสๆ ก็เริ่ม
เอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน  และอาหารมื้อนั้น ไม่มีรส
ชาติสำหรับเธอเสียแล้ว

แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า
" ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก  เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้น
มาใช้ครั้งใด ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป
ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ และจะได้คิดถึงทุก
ครั้งว่า  ภรรยารักและเอาใจใส่ผมมากเท่าใด  อยาก
ปรนนิบัติเอาใจ (จนเทซอสหกใส่ผม )   แต่ว่าคราว
หน้าออกมาทานข้าว ผมจะเป็นคนเทซอสให้คุณมั้ง
ล่ะ ( ทีนี้ตาผมมั่ง ) " ...
รอยยิ้มจากหัวใจของเธอได้เริ่มโบยบิน   แค่นี้คุณก็
ลงโทษเธอให้ระวังมากขึ้นแล้ว

สิ่งที่มีค่าต่อชีวิตคนเรานั้นไม่ใช่นาฬิกาเรือนละแสน
หรือเนคไทเส้นละหลายๆ พัน แต่เป็นความอบอุ่นใน
หัวใจที่คุณรู้ว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้ารักเฝ้าถนอมเฝ้าห่วง
ใย และคอยแคร์ความรู้สึกคุณอยู่ตลอดเวลาต่างหาก
แล้วคุณล่ะ เคยลงโทษใครด้วยความรักหรือเปล่า ?

ขอมอบบทความนี้   ให้กับผู้มีหัวใจ  ที่เต็มเปี่ยมด้วย
"ความรัก" ทุกท่านและอย่าพยายามทำร้ายหัวใจใคร
อีกเลย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

ขอขอบคุณเภสัชกรศรัญญา