วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อซอกแจถูกโดดเดี่ยว เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นที่จังหวัด คย็องกี ประเทศเกาหลีใต้ ในชั้นเรียนประถมสี่ของโรงเรียน มีเด็กนักเรียนชายที่ชื่อซอกแจ เขาไม่เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของเพื่อนๆ ไม่มีใครคุยด้วย ไม่มีใครเล่นด้วย ไม่มีใครยอมทำงานกลุ่มด้วย เขาถูกโดดเดี่ยวโดยเพื่อนๆทั้งหมดในห้อง เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของครูประจำชั้น หลังจากครูได้ศึกษาพฤติกรรมทั้งหมด จึงได้วางแผนจัดการแก้ไขเรื่องนี้ โดยขอความร่วมมือจากทางโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เช้าวันจันทร์เมื่อนักเรียนทุกคนเข้าห้องเรียนแล้ว ครูบอกนักเรียนว่าจะมีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ให้นักเรียนทุกคนไปวัดส่วนสูง โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่สูงเกิน 140 ซม. กับกลุ่มที่เตี้ยกว่า 140 ซม. ครูบอกนักเรียนว่า โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ คนสูงมักจะมีปัญญาทึบกว่าคนเตี้ย จึงคัดเลือกพวกที่สูงเกิน 140 ซม. เป็นพวกปัญญาทึบ ส่วนพวกเตี้ยกว่า 140 ซม. เป็นพวกปัญญาดี และให้กลุ่มปัญญาทึบสวมเสื้อกั๊กสีแดงทุกคน เพื่อง่ายต่อการแยกแยะ ตลอดระยะเวลาของการทดสอบ นักเรียนกลุ่มปัญญาดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกไปหมด ได้รับคำชมจากครูตลอด วาดรูปธรรมดาๆออกมารูปหนึ่งก็ชมว่ามีพรสวรรค์ อ่านออกเสียงหน้าชั้นแบบงูๆปลาๆจะถูกชมว่าออกเสียงเยี่ยม นั่งเฉยๆก็ถูกชมว่ามีความสงบเรียบร้อยดี เวลากินข้าวก็ได้กินก่อน เป็นรางวัลสำหรับความขยันของทุกคนในกลุ่ม กินข้าวเสร็จก็ได้ออกไปวิ่งเล่นพักผ่อนในสนาม ทำอะไรๆก็เลอเลิศถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง ส่วนนักเรียนกลุ่มปัญญาทึบ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกตำหนิไปหมด วาดรูปออกมาสวยขนาดไหนก็ถูกครูพยายามหาที่ติจนได้ อ่านออกเสียงจะชัดเจนถูกต้องแค่ไหนครูก็ยังไม่พอใจ จะพูดหรือเสนออะไรครูก็ไม่รับฟัง เหมือนเป็นอากาศธาตุในห้องเรียน กินข้าวก็ได้กินทีหลังเพื่อนอีกกลุ่ม กินเสร็จต้องเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องเรียนไม่ให้ออกไปวิ่งเล่น ความถูกต้องทั้งหมดถูกปฏิเสธโดยครูอย่างไม่แยแส ตลอดระยะเวลาของการทดสอบในสองสามวันที่ผ่านมา นักเรียนกลุ่มปัญญาทึบเริ่มมีปฏิกิริยา เริ่มสับสนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกตน สงสัยว่านี่เป็นการทดสอบแบบไหนกันแน่ หาความยุติธรรมไม่ได้เลย บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป ความเซ็ง อึดอัด น้อยใจ เสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน สงสัยทำไมครูจึงเลือกปฏิบัติกับพวกตนเช่นนี้ ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ เริ่มมีความไม่ชอบหน้ากลุ่มปัญญาดี เด็กชายซอกแจซึ่งมีความสูงเกิน 140 ซม. ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาทึบ เขาไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โวยวาย เพราะเขาชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด เขาถูกโดดเดี่ยว ถูกเมินเฉยจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา เขาอมยิ้มมองดูปฏิกิริยาความไม่พอใจจากเพื่อนๆอย่างเงียบๆ ในขณะที่เพื่อนกลุ่มปัญญาดีนั้น แม้จะรู้สึกมีความสุข เพราะถูกครูยกย่องชมเชยตลอด แต่ก็รู้สึกเกรงใจและสงสารเพื่อนๆอีกกลุ่ม บางคนกลับบ้านไปบ่นให้ผู้ปกครองฟังว่าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย เหตุการณ์ดำเนินไปถึงบ่ายวันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของแผนการทดสอบ ครูให้นักเรียนทุกคนเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้อ่านความรู้สึกของแต่ละคนออกมาให้เพื่อนๆฟัง ความไม่พอใจต่างๆถูกพรั่งพรูออกมาจากกลุ่มปัญญาทึบทุกคน และแล้วก็มีคนเขียนความรู้สึกว่า "ครูไม่สนใจใยดีพวกเรา เมินเฉยต่อพวกเรา เหมือนที่พวกเราทุกคนทำกับซอกแจ พวกเรากล่าวหาซอกแจ หาว่าสกปรก อ้วน ขี้เกียจ ซึ่งความจริงจะเป็นแบบที่พวกเรากล่าวหาหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะฟังเขาบอกเล่ามาอีกที...... แต่พวกเราได้โดดเดี่ยว รังเกียจ และเพิกเฉยต่อซอกแจไปนานแล้ว" ครูถูกใจความเห็นอันนี้มาก สั่งให้ทุกคนฟังครูให้ดี ก่อนที่ครูจะสรุปให้ทุกคนฟังว่า "นั่นคือสาเหตุของการทดสอบครั้งนี้ ความจริงซอกแจเป็นเด็กดี น่ารัก ยิ้มง่าย ซอกแจก็ถือว่าเป็นเด็กเรียนดี ขยัน และรักสะอาด แต่ทำไมพวกเราจึงกลั่นแกล้งและโดดเดี่ยวซอกแจอย่างไม่เป็นธรรม หวังว่าการทดสอบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้พวกเรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ฟังแต่สิ่งที่เขาเล่ามา อคติกับคนอื่นแบบไร้เหตุผล และไร้ความยุติธรรม มันเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและเจ็บปวดดั่งที่พวกเราได้ประสบมาแล้วกับตัวเอง หวังว่าจากประสบการณ์ในสามวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้จดจำ และไม่ควรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต” ช่วงสุดท้ายก่อนจบการทดสอบ ครูได้จับสลากเอารายชื่อขึ้นมาสี่ชื่อ ให้นักเรียนทุกคนเขียนถึงความดีของเพื่อนทั้งสี่คนนี้ และซอกแจเป็นหนึ่งในสี่คน อาจด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป ซอกแจกจึงได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนๆ บางคนถึงกับกล่าวคำขอโทษ และบางคนได้ออกมาโอบกอดซอกแจเป็นการแสดงมิตรไมตรี บัดนี้ซอกแจได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว "ขจรศักดิ์" แปลและเรียบเรียง

เมื่อซอกแจถูกโดดเดี่ยว

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นที่จังหวัด
คย็องกี ประเทศเกาหลีใต้

ในชั้นเรียนประถมสี่ของโรงเรียน
มีเด็กนักเรียนชายที่ชื่อซอกแจ
เขาไม่เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของเพื่อนๆ
ไม่มีใครคุยด้วย
ไม่มีใครเล่นด้วย
ไม่มีใครยอมทำงานกลุ่มด้วย
เขาถูกโดดเดี่ยวโดยเพื่อนๆทั้งหมดในห้อง

เรื่องนี้เป็นที่จับตามองของครูประจำชั้น
หลังจากครูได้ศึกษาพฤติกรรมทั้งหมด
จึงได้วางแผนจัดการแก้ไขเรื่องนี้
โดยขอความร่วมมือจากทางโรงเรียนและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

เช้าวันจันทร์เมื่อนักเรียนทุกคนเข้าห้องเรียนแล้ว
ครูบอกนักเรียนว่าจะมีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์
ให้นักเรียนทุกคนไปวัดส่วนสูง
โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มที่สูงเกิน 140 ซม. กับกลุ่มที่เตี้ยกว่า 140 ซม.

ครูบอกนักเรียนว่า
โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์
คนสูงมักจะมีปัญญาทึบกว่าคนเตี้ย
จึงคัดเลือกพวกที่สูงเกิน 140 ซม. เป็นพวกปัญญาทึบ
ส่วนพวกเตี้ยกว่า 140 ซม. เป็นพวกปัญญาดี
และให้กลุ่มปัญญาทึบสวมเสื้อกั๊กสีแดงทุกคน เพื่อง่ายต่อการแยกแยะ

ตลอดระยะเวลาของการทดสอบ
นักเรียนกลุ่มปัญญาดี
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกไปหมด
ได้รับคำชมจากครูตลอด
วาดรูปธรรมดาๆออกมารูปหนึ่งก็ชมว่ามีพรสวรรค์
อ่านออกเสียงหน้าชั้นแบบงูๆปลาๆจะถูกชมว่าออกเสียงเยี่ยม
นั่งเฉยๆก็ถูกชมว่ามีความสงบเรียบร้อยดี
เวลากินข้าวก็ได้กินก่อน เป็นรางวัลสำหรับความขยันของทุกคนในกลุ่ม
กินข้าวเสร็จก็ได้ออกไปวิ่งเล่นพักผ่อนในสนาม
ทำอะไรๆก็เลอเลิศถูกต้องไปหมดทุกเรื่อง

ส่วนนักเรียนกลุ่มปัญญาทึบ
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ถูกตำหนิไปหมด
วาดรูปออกมาสวยขนาดไหนก็ถูกครูพยายามหาที่ติจนได้
อ่านออกเสียงจะชัดเจนถูกต้องแค่ไหนครูก็ยังไม่พอใจ
จะพูดหรือเสนออะไรครูก็ไม่รับฟัง
เหมือนเป็นอากาศธาตุในห้องเรียน
กินข้าวก็ได้กินทีหลังเพื่อนอีกกลุ่ม
กินเสร็จต้องเข้าไปอุดอู้อยู่ในห้องเรียนไม่ให้ออกไปวิ่งเล่น
ความถูกต้องทั้งหมดถูกปฏิเสธโดยครูอย่างไม่แยแส

ตลอดระยะเวลาของการทดสอบในสองสามวันที่ผ่านมา
นักเรียนกลุ่มปัญญาทึบเริ่มมีปฏิกิริยา
เริ่มสับสนสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกตน
สงสัยว่านี่เป็นการทดสอบแบบไหนกันแน่
หาความยุติธรรมไม่ได้เลย
บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไป
ความเซ็ง อึดอัด น้อยใจ เสียใจ บางคนถึงกับร้องไห้ไม่อยากมาโรงเรียน
สงสัยทำไมครูจึงเลือกปฏิบัติกับพวกตนเช่นนี้
ดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ
เริ่มมีความไม่ชอบหน้ากลุ่มปัญญาดี

เด็กชายซอกแจซึ่งมีความสูงเกิน 140 ซม.
ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาทึบ
เขาไม่ได้เสียใจ ไม่ได้โวยวาย
เพราะเขาชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด
เขาถูกโดดเดี่ยว ถูกเมินเฉยจนกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
เขาอมยิ้มมองดูปฏิกิริยาความไม่พอใจจากเพื่อนๆอย่างเงียบๆ

ในขณะที่เพื่อนกลุ่มปัญญาดีนั้น
แม้จะรู้สึกมีความสุข
เพราะถูกครูยกย่องชมเชยตลอด
แต่ก็รู้สึกเกรงใจและสงสารเพื่อนๆอีกกลุ่ม
บางคนกลับบ้านไปบ่นให้ผู้ปกครองฟังว่าไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย

เหตุการณ์ดำเนินไปถึงบ่ายวันที่สาม
ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของแผนการทดสอบ
ครูให้นักเรียนทุกคนเขียนความรู้สึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
และให้อ่านความรู้สึกของแต่ละคนออกมาให้เพื่อนๆฟัง
ความไม่พอใจต่างๆถูกพรั่งพรูออกมาจากกลุ่มปัญญาทึบทุกคน
และแล้วก็มีคนเขียนความรู้สึกว่า
"ครูไม่สนใจใยดีพวกเรา เมินเฉยต่อพวกเรา เหมือนที่พวกเราทุกคนทำกับซอกแจ พวกเรากล่าวหาซอกแจ หาว่าสกปรก อ้วน ขี้เกียจ
ซึ่งความจริงจะเป็นแบบที่พวกเรากล่าวหาหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะฟังเขาบอกเล่ามาอีกที......
แต่พวกเราได้โดดเดี่ยว รังเกียจ และเพิกเฉยต่อซอกแจไปนานแล้ว"

ครูถูกใจความเห็นอันนี้มาก
สั่งให้ทุกคนฟังครูให้ดี
ก่อนที่ครูจะสรุปให้ทุกคนฟังว่า
"นั่นคือสาเหตุของการทดสอบครั้งนี้
ความจริงซอกแจเป็นเด็กดี น่ารัก ยิ้มง่าย
ซอกแจก็ถือว่าเป็นเด็กเรียนดี ขยัน และรักสะอาด
แต่ทำไมพวกเราจึงกลั่นแกล้งและโดดเดี่ยวซอกแจอย่างไม่เป็นธรรม
หวังว่าการทดสอบครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้พวกเรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ ไม่ฟังแต่สิ่งที่เขาเล่ามา อคติกับคนอื่นแบบไร้เหตุผล และไร้ความยุติธรรม มันเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดและเจ็บปวดดั่งที่พวกเราได้ประสบมาแล้วกับตัวเอง หวังว่าจากประสบการณ์ในสามวันนี้ จะทำให้ทุกคนได้จดจำ และไม่ควรให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต”

ช่วงสุดท้ายก่อนจบการทดสอบ
ครูได้จับสลากเอารายชื่อขึ้นมาสี่ชื่อ
ให้นักเรียนทุกคนเขียนถึงความดีของเพื่อนทั้งสี่คนนี้
และซอกแจเป็นหนึ่งในสี่คน
อาจด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป
ซอกแจกจึงได้รับคำชมมากมายจากเพื่อนๆ
บางคนถึงกับกล่าวคำขอโทษ
และบางคนได้ออกมาโอบกอดซอกแจเป็นการแสดงมิตรไมตรี

บัดนี้ซอกแจได้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น