วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

"พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา" นิคเนม "ลุงแมว" บุตรชายของ "พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในคณะราษฎรฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ นายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย ลุงแมวสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยก่อนแล้ว แต่สอบไม่ติดจึงไปสมัครเป็นนักเรียนนายสิบ ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงเรียนในสมัยนั้น เมื่อเห็นนามสกุลก็ต้องรีบเรียกตัวมาพูดคุย "เป็นอะไรกับพระพหลฯ?" คือคำถาม ลุงแมวตอบว่า "เป็นลูกครับ" "แล้วท่านผู้หญิงบุญหลง?" "เป็นแม่ผมครับ" ลุงแมวตอบอย่างธรรมดา ไม่มีการอวดเบ่งว่าเป็นบุตรหลานของผู้ก่อการใหญ่ ทำการเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ผู้หลักผู้ใหญ่โรงเรียนนายสิบกระซิบถาม "แล้วมาเข้าโรงเรียนนายสิบทำไม? ทำไมไม่ไปเข้าโรงเรียนนายร้อย" ลุงแมวตอบว่า "ผมสอบไม่ติด" แต่ด้วยความที่เป็นบุตรชายของพระยาพหลฯ แน่นอนว่าในบ้านนี้เมืองนี้ซึ่งระบบอุปถัมภ์ค้ำชูยังงอกเงยอยู่ได้ การที่ "ลุงแมว" จะถูกฝากเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ชัดเจนสำหรับชายชื่อ "พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา" คือการปฏิเสธ ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "ก็สอบไม่ติด...จะให้ไปเรียนได้ยังไง" ฟังดูแล้วน่าประทับใจนะ สิ่งนึงที่ฝังรากในประเทศไทยมานานคือสิ่งที่เรียกว่า ระบอบอุปภัมป์ คนที่มีเส้นสายเป็นญาติสนิทมิตรสหาย เป็นเพื่อนพ้องกับผู้มีอำนาจ ก็มักจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการแข่งขันวัดทักษะเหมือนคนทั่วไป จนหลายๆครั้ง คนที่มีความสามารถในบ้านเราก็ถูกมองข้าม ถูกละเลยและเสียโอกาส เพียงเพราะเขาไม่มีเส้นสาย ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายระบบอุปถัมป์ แต่ที่น่าสังเวชคือ เราอยู่ในระบบที่เห็นเรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาไปเสียแล้ว เป็นแบบนี้ต่อไปมันจะดีแล้วจริงๆเหรอวะครับ ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คงต้องเริ่มจากทุกคนนั่นแหละ ทั้งคนที่มีอำนาจมีเครือข่ายระบบอุปถัมป์ ทั้งคนให้ ควรตระหนักว่า วิธีนี้มันไม่แฟร์เลย มาแข่งขันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่นๆเหอะ ส่วนคนรับนี่ก็เหมือนกัน ถามจริง ได้ตำแหน่งมาโดยไม่ได้อาศัยความสามารถของตัวเอง มันน่าภาคภูมิใจตรงไหนกัน ส่วนประชาชนก็ควรจะเลิกมองว่าไอ้เรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของสังคมไทยได้แล้ว แล้วที่สำคัญ มึงต้องยึดหลักการว่าอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกว่ามันไม่ถูก ไม่ใช่เห็นว่าคนทำคือฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนแล้วก็หลับหูหลับตาอวยกันต่อไปไม่ว่าจะทำห่าทำเหวอะไรก็ตาม รู้ไหมว่านั่นก็คือระบบอุปถัมป์รูปแบบนึงเหมือนกัน อ้างอิง http://www.matichon.co.th Cr.Drama addict

"พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา"
นิคเนม "ลุงแมว" บุตรชายของ
"พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในคณะราษฎรฝ่ายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็น 1 ใน 4 ทหารเสือ นายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย

ลุงแมวสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยก่อนแล้ว แต่สอบไม่ติดจึงไปสมัครเป็นนักเรียนนายสิบ ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงเรียนในสมัยนั้น เมื่อเห็นนามสกุลก็ต้องรีบเรียกตัวมาพูดคุย

"เป็นอะไรกับพระพหลฯ?" คือคำถาม

ลุงแมวตอบว่า "เป็นลูกครับ"

"แล้วท่านผู้หญิงบุญหลง?"

"เป็นแม่ผมครับ"

ลุงแมวตอบอย่างธรรมดา ไม่มีการอวดเบ่งว่าเป็นบุตรหลานของผู้ก่อการใหญ่ ทำการเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

ผู้หลักผู้ใหญ่โรงเรียนนายสิบกระซิบถาม "แล้วมาเข้าโรงเรียนนายสิบทำไม? ทำไมไม่ไปเข้าโรงเรียนนายร้อย"

ลุงแมวตอบว่า "ผมสอบไม่ติด"

แต่ด้วยความที่เป็นบุตรชายของพระยาพหลฯ แน่นอนว่าในบ้านนี้เมืองนี้ซึ่งระบบอุปถัมภ์ค้ำชูยังงอกเงยอยู่ได้ การที่ "ลุงแมว" จะถูกฝากเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนนายร้อยไม่ใช่เรื่องยาก

แต่สิ่งที่ชัดเจนสำหรับชายชื่อ "พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา" คือการปฏิเสธ

ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ "ก็สอบไม่ติด...จะให้ไปเรียนได้ยังไง"

ฟังดูแล้วน่าประทับใจนะ สิ่งนึงที่ฝังรากในประเทศไทยมานานคือสิ่งที่เรียกว่า ระบอบอุปภัมป์ คนที่มีเส้นสายเป็นญาติสนิทมิตรสหาย เป็นเพื่อนพ้องกับผู้มีอำนาจ ก็มักจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการแข่งขันวัดทักษะเหมือนคนทั่วไป
จนหลายๆครั้ง คนที่มีความสามารถในบ้านเราก็ถูกมองข้าม ถูกละเลยและเสียโอกาส
เพียงเพราะเขาไม่มีเส้นสาย ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายระบบอุปถัมป์

แต่ที่น่าสังเวชคือ เราอยู่ในระบบที่เห็นเรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาไปเสียแล้ว

เป็นแบบนี้ต่อไปมันจะดีแล้วจริงๆเหรอวะครับ

ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คงต้องเริ่มจากทุกคนนั่นแหละ ทั้งคนที่มีอำนาจมีเครือข่ายระบบอุปถัมป์ ทั้งคนให้ ควรตระหนักว่า วิธีนี้มันไม่แฟร์เลย มาแข่งขันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกับคนอื่นๆเหอะ  ส่วนคนรับนี่ก็เหมือนกัน ถามจริง ได้ตำแหน่งมาโดยไม่ได้อาศัยความสามารถของตัวเอง มันน่าภาคภูมิใจตรงไหนกัน

ส่วนประชาชนก็ควรจะเลิกมองว่าไอ้เรื่องพรรค์นี้มันเป็นเรื่องปรกติธรรมดาของสังคมไทยได้แล้ว แล้วที่สำคัญ มึงต้องยึดหลักการว่าอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกว่ามันไม่ถูก ไม่ใช่เห็นว่าคนทำคือฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุนแล้วก็หลับหูหลับตาอวยกันต่อไปไม่ว่าจะทำห่าทำเหวอะไรก็ตาม

รู้ไหมว่านั่นก็คือระบบอุปถัมป์รูปแบบนึงเหมือนกัน

อ้างอิง http://www.matichon.co.th

Cr.Drama addict

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น