ผู้อ่านคนหนึ่งเขียนถึง Abigail Van Buren แห่งคอลัมน์ตอบปัญหาชีวิต Dear Abby จดหมายฉบับนั้นเขียนว่า :
“…ฉันทำงานเป็นแคชเชียร์ที่ร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งมาตรงช่องจ่ายเงินที่ฉันประจำอยู่ มีสินค้าในตะกร้าราวสิบชิ้น รวมสตรอว์เบอร์รีและเค้กก้อนเล็ก
ฉันชวนเธอคุย บอกว่าสตรอว์เบอร์รีดูสวยน่ากินจัง เธอว่าเห็นด้วยและบอกฉันว่ามันเป็น ‘รางวัล’ เล็ก ๆ สำหรับตัวเอง เนื่องจากเธอไม่ได้รับเงินบำนาญของสามีมากนัก
เมื่อฉันแจ้งราคารวมของสินค้า ใบหน้าเธอหงอยลง เธอบอกให้ฉันเอาสตรอว์เบอร์รีและเค้กเล็กออกจากรายการ เพราะเธอไม่มีเงินจ่าย
ฉันรู้สึกเศร้าใจและอายแทนเธอ ฉันคิดจะซื้อของเหล่านี้เอง แต่ไม่มีเงินสด และไม่แน่ใจว่าขัดต่อนโยบายของร้านหรือไม่ เธอจ่ายเงินส่วนที่เหลือแล้วเดินออกจากร้าน ไปนั่งบนม้านั่งก่อนเดินกลับบ้าน
ฉันเริ่มสแกนสินค้าของลูกค้าคนถัดไป ขณะที่พยายามไม่คิดถึงเรื่องเศร้า ๆ ที่ผู้หญิงคนนั้นผิดหวัง
ลูกค้าคนใหม่ถามฉันว่า ทำไมผู้หญิงคนนั้นไม่เอาสตรอว์เบอร์รี ฉันอธิบายให้เธอฟังและกดราคารวมของเธอ
ผู้หญิงคนนี้บอกฉันให้รวมค่าสตรอว์เบอร์รีเข้าไปในบิลของเธอ ไม่ใช่สำหรับเธอ แต่สำหรับผู้หญิงสูงวัยข้างนอกร้าน เธอไม่ต้องการคำขอบคุณใด ๆ เธอขอให้ฉันเอาของไปให้ผู้หญิงสูงวัย
ฉันเอาสตรอว์เบอร์รีไปให้ผู้หญิงที่ม้านั่ง อธิบายให้เธอฟังว่ามีคนซื้อมาให้
เธอมองดูสตรอว์เบอร์รี หยิบมันใส่กระเป๋า แล้วเริ่มร้องไห้ พึมพำว่าคนแปลกหน้าใจดีเหลือเกิน
ฉันกลับเข้าไปข้างในร้าน และต้องใช้เวลาสิบห้านาทีต่อมาอธิบายให้ลูกค้าที่ต่อแถวฟังว่าทำไมฉันร้องไห้”
……….
หลักพุทธที่ว่า “เมตตาค้ำจุนโลก” นั้นเป็นสัจธรรม เมตตาคือสิ่งงดงามอย่างหนึ่งของโลก ที่ทำให้เราเห็นว่าโลกไม่ได้มืดหม่นอย่างที่เห็นบ่อย ๆ
หยดน้ำใสเล็ก ๆ หยดหนึ่งอาจไม่สามารถชะล้างความสกปรกทั้งหมดในโลก แต่ความคิดว่ายังมีหยดน้ำใสอย่างนี้ในโลกก็ช่วยทำให้เราอยากอยู่ในโลกใบนี้มากขึ้น แม้ว่ามันเป็นโลกที่ไม่ใช่ทุกคนสามารถกิน ‘สตรอว์เบอร์รี’
มี ‘สตรอว์เบอร์รี’ หลายอย่างที่เราทึกทักเอาจนชินว่าเป็นของธรรมดา แต่สำหรับคนด้อยโอกาส ของธรรมดาเหล่านั้นคือของพิเศษ
ในชีวิตเรา จะเจอ ‘สตรอว์เบอร์รี’ หลายอย่างหลายชิ้นที่เราไม่รู้สึกว่ามันมีค่า จนกว่าเราตั้งใจมองจนเห็นว่ามันเป็นของพิเศษ มิเพียงทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ ที่เราคิดว่าไร้ค่าเท่านั้น มันยังเชื่อมใจเรากับคนอื่น ๆ ที่ไม่มีโอกาสเหมือนเราอีกด้วย
หัดรู้จักซาบซึ้งกับสิ่งที่มี มันอาจเป็นของธรรมดา แต่มองด้วยสายตาของคนไม่มี เราอาจพบว่ามันกลายเป็นของพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ
‘ของพิเศษ’ มิได้มีแต่ข้าวของ มันยังรวมคนด้วย
พ่อแม่อาจจู้จี้ขี้บ่น คนที่เราอยู่กินด้วยอาจน่าเบื่อ เพื่อนบางคนอาจทำเรื่องน่าหงุดหงิด จนบางครั้งเราอยากหายตัวไปไกล ๆ แต่มองให้ดี หากไม่มีพวกเขา เราอาจรู้สึกหงอยเหงากว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ มองให้ดี พวกเขาก็เป็น ‘ของพิเศษ’ ได้
ไม่เพียงแต่สิ่งของและบุคคลเท่านั้น เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็สามารถเป็น ‘ชั่วขณะพิเศษ’ ได้เช่นกัน หากรู้จักมอง และมีทัศนคติที่ดี
แม้แต่เหตุการณ์ไม่ดี เราก็สามารถที่จะผ่านมันไปได้ หากมองต่างมุมว่า มันเป็นบทเรียนพิเศษที่ทำให้เราแกร่งขึ้น และเห็นคุณค่าของความเรียบง่ายแห่งชีวิตมากขึ้น
หากไม่เคยเจอความมืด ไยจะซาบซึ้งต่อแสงสว่าง
ชีิวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และชีวิตก็ไม่ได้มีแต่ขวากหนาม ทางชีวิตของเราทุกคนโรยด้วย ‘สตรอว์เบอร์รี’ ต่างหาก ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นมันหรือไม่เท่านั้น
……….
(จาก ท้องฟ้าไม่ปิดทุกวัน)
Cr. วินทร์ เลียววาริณ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น