วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Marketing Mind วันก่อนผมได้อ่านเจอบทความชิ้นนึงครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายขอทานชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ผมคิดว่าแกค่อนข้างที่จะมีหัวทางด้านการตลาดเอามากๆ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยอยากจะแชร์ต่อให้เพื่อนๆได้ฟังกัน . . เป็นเรื่องที่เห็นกันได้อย่างชินตา สำหรับขอทานทั่วทั้งโลกนี้ ที่จะมาพร้อมด้วยถ้วยใส่เศษเหรียญเก่าๆใบนึง นั่งประจำการอยู่บนทางเท้าของแหล่งชุมชน แต่ที่ไม่ปกติสำหรับขอทานชาวอเมริกันคนนี้ก็คือ แทนที่แกควรจะมีถ้วยใส่เศษเหรียญอยู่แค่ใบเดียว แกกลับมีถึง 9ใบ และในแต่ละใบก็มีป้ายกำกับติดไว้ แยกตามศาสนา...... มีครบหมดตั้งแต่ พุทธ คริสต์ มุสลิม ฮินดู ยิว พวกไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเชื่อในจิตวิญญาณ จนไปถึงคนไร้ศาสนา หน้าที่ของขอทานคนนี้ก็คือ ถือป้ายที่ทำจากกระดาษลูกฟูก ที่ถูกเขียนด้วยปากกาแมจิคว่า “ศาสนาไหนจะห่วงใยคนไร้บ้านมากที่สุด” สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แทนที่เขาควรจะเขียนในสิ่งที่เขาต้องการ เช่น”ช่วยผมด้วย ผมไม่มีเงินกินข้าว หรืออะไรทำนองนี้” แต่เขากลับเขียนในสิ่งที่คนอ่านต้องการจะเห็นมากกว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเรียบเรียงความคิดย้อนกลับอย่างเป็นระบบ - แบบที่ Trevor Baylis ได้ใช้ประจำ หาอ่านได้ในบทความที่ชื่อ Upstream Marketing ที่ผมโพสต์ไว้ในวันที่ 6 กรกฎาคม นะครับ เขาเริ่มต้นด้วยวิธีคิดดังนี้ ท้ายที่สุดแล้ว เขาอยากได้อะไร....... สิ่งที่เขาอยากได้คือการทำทานไง แล้วอะไรล่ะ ที่จะก่อให้เกิดการทำบุญทำทาน........ ก็ความเวทนา สงสารไง แล้วใครล่ะที่จะมีความเวทนา สงสาร........ ก็พวกนับถือศาสนาไง โป๊ะเชะ! คำตอบก็คือคนที่มีศาสนายังไงล่ะ ถึงจะมีแนวโน้มที่จะเอาเงินมาให้เขา จากนั้นก็แค่ใส่วิชาการตลาดลงไปอีกนิดหน่อย แยกให้เป็นหมวดหมู่ออกมา แล้วก็จัดทำเป็นโพลล์มันออกมาซะเลย โหวตกันไปเลยว่าศาสนาไหนจะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากที่สุด จบหนึ่งวัน ก็ประกาศผลหนึ่งที ส่วนเขาก็กินรวบทั้ง 9 ชาม ถึงพรุ่งนี้เช้า ก็เริ่มใหม่..... เขาทำโพลล์นี้ออกมาทุกวัน ให้ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าศาสนาไหนมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ไล่ตั้งแต่มากที่สุด จนไปถึงน้อยที่สุด อยากทราบผลโพลล์ไหมครับ ว่าที่พี่แกรวบรวมมานานแสนนาน ศาสนาไหนได้คะแนนมากสุด? คำตอบคือ พวกไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และ ศาสนาพุทธครับ มีหลายคนคัดค้านและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการทำโพลล์นี้เป็นอย่างมาก เพราะกลุ่มตัวอย่างก็มีแต่กลุ่มเดิมๆ แถมในบริเวณนั้นอัตราส่วนของชาวคริสต์และมุสลิมก็น้อย อีกทั้งมีอีกหลายคนรู้สึกรังเกียจกับการที่เอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการหาเงินด้วย แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุด ผลลัพธ์ก็คือ ขอทานคนนี้เข้าใจถึงหลักการตลาดกว่าคนหลายคนนัก และแกก็เป็นขอทานที่มีรายได้ดีทีเดียว . . . ฉันต้องการอะไร? , ใครจะเอาสิ่งนั้นมาให้ฉัน? , และทำไมเขาเหล่านั้นต้องเอาสิ่งนั้นมาให้ฉัน? แค่ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร (แม้แต่อาชีพที่แทบจะไม่เรียกว่าเป็นอาชีพ อย่างขอทาน) ก็ทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันอีกหลายคนแล้วครับ Credit รูปภาพและเนื้อหาบางส่วนจาก anorak.co.uk

Marketing Mind   วันก่อนผมได้อ่านเจอบทความชิ้นนึงครับ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายขอทานชาวอเมริกันคนหนึ่งที่ผมคิดว่าแกค่อนข้างที่จะมีหัวทางด้านการตลาดเอามากๆ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยอยากจะแชร์ต่อให้เพื่อนๆได้ฟังกัน . . เป็นเรื่องที่เห็นกันได้อย่างชินตา สำหรับขอทานทั่วทั้งโลกนี้ ที่จะมาพร้อมด้วยถ้วยใส่เศษเหรียญเก่าๆใบนึง นั่งประจำการอยู่บนทางเท้าของแหล่งชุมชน  แต่ที่ไม่ปกติสำหรับขอทานชาวอเมริกันคนนี้ก็คือ แทนที่แกควรจะมีถ้วยใส่เศษเหรียญอยู่แค่ใบเดียว แกกลับมีถึง 9ใบ และในแต่ละใบก็มีป้ายกำกับติดไว้ แยกตามศาสนา......  มีครบหมดตั้งแต่ พุทธ คริสต์ มุสลิม ฮินดู ยิว พวกไม่เชื่อในพระเจ้า พวกเชื่อในจิตวิญญาณ จนไปถึงคนไร้ศาสนา  หน้าที่ของขอทานคนนี้ก็คือ ถือป้ายที่ทำจากกระดาษลูกฟูก ที่ถูกเขียนด้วยปากกาแมจิคว่า “ศาสนาไหนจะห่วงใยคนไร้บ้านมากที่สุด”  สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แทนที่เขาควรจะเขียนในสิ่งที่เขาต้องการ เช่น”ช่วยผมด้วย ผมไม่มีเงินกินข้าว หรืออะไรทำนองนี้” แต่เขากลับเขียนในสิ่งที่คนอ่านต้องการจะเห็นมากกว่า  ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเรียบเรียงความคิดย้อนกลับอย่างเป็นระบบ - แบบที่ Trevor Baylis ได้ใช้ประจำ หาอ่านได้ในบทความที่ชื่อ Upstream Marketing ที่ผมโพสต์ไว้ในวันที่ 6 กรกฎาคม นะครับ   เขาเริ่มต้นด้วยวิธีคิดดังนี้  ท้ายที่สุดแล้ว เขาอยากได้อะไร....... สิ่งที่เขาอยากได้คือการทำทานไง  แล้วอะไรล่ะ ที่จะก่อให้เกิดการทำบุญทำทาน........ ก็ความเวทนา สงสารไง  แล้วใครล่ะที่จะมีความเวทนา สงสาร........ ก็พวกนับถือศาสนาไง  โป๊ะเชะ! คำตอบก็คือคนที่มีศาสนายังไงล่ะ ถึงจะมีแนวโน้มที่จะเอาเงินมาให้เขา จากนั้นก็แค่ใส่วิชาการตลาดลงไปอีกนิดหน่อย แยกให้เป็นหมวดหมู่ออกมา  แล้วก็จัดทำเป็นโพลล์มันออกมาซะเลย โหวตกันไปเลยว่าศาสนาไหนจะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากที่สุด  จบหนึ่งวัน ก็ประกาศผลหนึ่งที ส่วนเขาก็กินรวบทั้ง 9 ชาม   ถึงพรุ่งนี้เช้า ก็เริ่มใหม่.....  เขาทำโพลล์นี้ออกมาทุกวัน ให้ทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าศาสนาไหนมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ไล่ตั้งแต่มากที่สุด จนไปถึงน้อยที่สุด  อยากทราบผลโพลล์ไหมครับ ว่าที่พี่แกรวบรวมมานานแสนนาน ศาสนาไหนได้คะแนนมากสุด?  คำตอบคือ พวกไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และ ศาสนาพุทธครับ  มีหลายคนคัดค้านและไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการทำโพลล์นี้เป็นอย่างมาก เพราะกลุ่มตัวอย่างก็มีแต่กลุ่มเดิมๆ แถมในบริเวณนั้นอัตราส่วนของชาวคริสต์และมุสลิมก็น้อย อีกทั้งมีอีกหลายคนรู้สึกรังเกียจกับการที่เอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการหาเงินด้วย  แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุด ผลลัพธ์ก็คือ ขอทานคนนี้เข้าใจถึงหลักการตลาดกว่าคนหลายคนนัก และแกก็เป็นขอทานที่มีรายได้ดีทีเดียว  . . . ฉันต้องการอะไร? , ใครจะเอาสิ่งนั้นมาให้ฉัน? , และทำไมเขาเหล่านั้นต้องเอาสิ่งนั้นมาให้ฉัน?   แค่ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร (แม้แต่อาชีพที่แทบจะไม่เรียกว่าเป็นอาชีพ อย่างขอทาน) ก็ทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันอีกหลายคนแล้วครับ  Credit รูปภาพและเนื้อหาบางส่วนจาก anorak.co.uk

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น