ใครกำลังท้อแท้ ผิดหวัง บ้างครับ
"ทำไมฉันไม่ตายๆ ไปซะที"
"อืม หนูรู้อยู่แล้วแหละ ว่าแม่ต้องคิดอย่างนี้
ถ้าอยากตายนัก แม่ก็ตายสิ"
นี่คือบทสนทนาจริงๆของสองแม่ลูกคู่นึง
มันอาจฟังดูห้วนๆ นะครับ
แต่เบื้องหลังของประโยคเหล่านี้
มันมีเหตุผลที่ลึกซึ้ง
นี่คือเรื่องเล่าของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นคนนึง
ที่ขึ้นไปพูดในเวทีใหญ่ระดับโลกอย่างTEDx
แต่สิ่งที่แตกต่างคือ เธอไม่ยืนพูดเหมือน Speaker ท่านอื่น
แต่คุณแม่ "Hiromi Kishida" อยู่บนเวที
ด้วยท่าทางสง่าๆ บนรถเข็นคนพิการ
เธอเล่าว่าไม่แปลกนักที่ไม่ว่าใครๆ
เห็นสภาพของเธอจะมีความรู้สึก
"น่าสงสารจัง"
"ดูลำบากเนอะ"
"อยากจะช่วยอะไรเค้าจัง"
เธอคือคุณแม่ลูกสอง ที่อดีตเคยเดินได้อย่างปกติ
แต่เมื่อ 7 ปีที่แล้วได้เจอประสบกับโรค
"การฉีดขาดของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
เอออร์ต้า"
ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน ทำให้ต้องรับการผ่าตัดด่วน เป็นจำนวนกว่า 10 ชั่วโมง โรคนี้เป็นโรคอันตราย อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
แต่เคราะห์ดี คุณแม่ฮิโรมิโชคดีมีชีวิตรอด
กลับมาได้
แต่ต้องแลกมากับการที่เส้นประสาท
ตั้งแต่บริเวณหน้าอกลงไปเป็นอัมพาต
ทำให้ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป
สิ่งที่เคยทำได้แต่ก่อน มาวันนี้เธอทำไม่ได้
อีกต่อไปแล้ว ชีวิตจมดิ่งลงไปอยู่กับโลก
แห่งความสิ้นหวังหมดหวัง
ครอบครัวของเธอประกอบไปด้วยลูกอีกสองคน
สามีของเธอตายจากไปซะก่อน
ลูกชายคนโตก็ป่วยเป็นโรคดาวน์ซินโดรม
ดังนั้นที่พึ่งของเธอที่เดียวคือ "ลูกสาว"
ลูกสาวคอยอยู่เคียงข้างให้้กำลังใจ
เธอมาโดยตลอด
"ไม่เป็นไรนะแม่ สู้ไปพร้อมๆ กัน"
นี่คือคำที่ลูกสาวคนนี้พยายามพร่ำบอก
ผู้เป็นแม่ที่สิ้นหวังในชีวิต
จนมาวันนึงช่วงที่จะได้ออกจากโรงพยาบาล
ลูกสาวได้วางแผนเที่ยวต่างจังหวัดกับแม่ :)
เมื่อไปถึงสถานที่เที่ยว..คุณฮิโรมิค้นพบว่า
มันแย่สุดๆ ที่จะต้องเอ่ยปาก ขอโทษกับทุกๆคนตอนที่พยายามจะเอารถเข็นผ่าน
สภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่พร้อมเลย
ไม่ว่าจะเป็นความไม่สะดวกในการใช้ห้องน้ำ เป็นต้น
เธอสะสมความทุกข์ความกังวล จนระเบิดออกมากับลูกสาวว่า
"ทำไมแม่ถึงยังมีชีวิตอยู่ ตายไป
น่าจะดีซะกว่านะ อยากตาย"
"อ๋อ รู้แล้วแหละ รู้ตั้งแต่แรกแล้ว
ถ้าอยากตายล่ะก็ ตายสิ"
"หนูรู้สึกว่าถ้าตายไปจะสบายกว่า
แม่ทรมานและต่อสู้มามากพอแล้ว
จะตายก็ตายนะ แต่ไม่ว่ายังไง แม่ก็ยังคงเป็นแม่ของฉันตลอดไป จะเดินได้หรือไม่ได้
แม่ก็คือแม่คนเดิม ที่ยังคงสนับสนุนหนูอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีทางเปลี่ยนไป"
"ดังนั้นไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ เชื่อได้เลยว่า
ไม่เป็นไร 200 ล้านเปอร์เซนต์"
ด้วยคำพูดของลูกสาว ทำให้คุณแม่หวนคิดได้ว่า
"จะเดินได้ หรือเดินไม่ได้ แค่มีชีวิตอยู่เนี่ย
ก็อาจจะมีประโยชน์หรือเป็นที่พึ่ง
ของลูกสาวได้แล้ว ถ้าคิดได้อย่างนี้
จะทำให้เราพยายามคิดว่ายังทำอะไร
เพิ่มเพื่อครอบครัวได้อีกมั้ย
ถ้ามัวแต่เศร้าโศกที่เดินไม่ได้
ชีวิตก็จะจบปลักอยู่กับเรื่องนั้น แล้วก็เป็นทุกข์"
ทั้งหมดนี้ ผมสัมผัสได้ว่า
คุณ HIROMI พยายามจะบอกว่า
วันใดที่คุณรู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง ไม่ไหวแล้ว
อยากให้คุยและเล่าความรู้สึกนั้นออกมา
ให้คนสำคัญฟังอย่างจริงใจ
แล้วคุณเองจะพบว่า...
คุณไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้
ยังมีคนที่รักและเป็นห่วงคุณอยู่..แน่นอน
Re-live Thailand
Cr. JapanSalaryman
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น