วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เบื้องหลังของความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขันโอลิมปิกที่ เม็กซิโก ซิตี้ ในปี 1968 ดิ๊ก ฟอสบิวรี่ นักกีฬากระโดดสูงตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการกระโดดสูงทั่วโลกโดยการทำลายสถิติโอลิมปิก (เขากระโดดได้ที่ความสูง 2.24 เมตร) และนั่นเพิ่งจะเป็นโอลิมปิกแรกของเขาเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ การทำลายสถิติในครั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากการใช้ ”ขีดจำกัดของร่างกาย” เพื่อทำลายสถิติ แต่เขาได้ใช้ ”วิธีการ” กระโดดแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก ในวันนั้น โลกก็ได้รู้จักท่ากระโดดสูงแบบใหม่ ที่ชื่อ ฟอสบิวรี่ ฟลอป ขึ้น ใครเคยดูกีฬากระโดดสูง พอจะนึกภาพออกนะครับ ที่เค้าวิ่งมาเฉียงๆ แล้วพอจะถึงไม้กั้น ก็กระโดดแอ่นหลังเพื่อให้พ้นไม้น่ะครับ หลังจากวันนั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี นักกระโดดสูงทั่วโลกแทบจะทุกคนหันมาฝึกท่าฟอสบิวรี่ ฟลอปกันหมด ถือเป็นการปฏิวัติวงการกระโดดสูงของโลกโดยสิ้นเชิง ในปี 2003 นักกีฬาชั้นนำของโลกได้โหวตให้ท่า ฟอสบิวรี่ ฟลอป เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา ซึ่งคะแนนของนวัตกรรมชิ้นนี้ สูงกว่าการคิดค้นรองเท้าวิ่งเป็นคู่แรกของโลก หรือการจัดการแข่งโอลิมปิกเป็นครั้งแรกเสียอีก ดิ๊ก ฟอสบิวรี่ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักกีฬาผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาลของกีฬาประเภทลู่และลาน คำถามที่น่าสนใจก็คือ นายดิ๊ก คิดค้นวีธีกระโดดนี้ขึ้นได้ยังไง? หลายคนบอกว่าดิ๊ก ได้สร้างนวัตกรรมในด้านกีฬาอย่างสุดยอดขึ้นมา ทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงในแข่งขันอันมาจากวิธีการใหม่ ไม่ได้เป็นพัฒนาขีดจำกัดของร่างกายจนถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ ทำให้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาได้ หากเปรียบเหมือนกับนักธุรกิจ ก็คงเปรียบได้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากดังเช่น แจ๊ค หม่า หรือ บิล เกตส์ ที่คิดค้นแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมากินตลาดเดิมแทบทั้งหมดแล้วสถาปนาตัวเป็นเจ้าตลาดนั้นๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองของคนนอก มองเข้ามาที่ตัวของดิ๊กครับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดิ๊กเป็นคนอนุรักษ์นิยมมาก เขาได้ยึดท่ากระโดดสูงแบบ Scissors Jump เป็นหลัก (เป็นการกระโดดแบบโบราณที่ยกขาขึ้นผ่านไม้กั้น โดยก้นของผู้กระโดดอยู่ด้านล่าง) – ดูภาพประกอบใน Comment นะครับ ในขณะที่นักกีฬาคนอื่นเปลี่ยนท่ากระโดดกันเป็นแบบ Straddle Jump กันหมดแล้ว ซึ่งเป็นการกระโดดแบบเหมือนนอนคว่ำหน้าเมื่อผ่านไม้กั้น คล้ายๆกับกำลังกระโดดขึ้นขี่ม้า – ดูภาพประกอบใน Comment นะครับ ท่า Scissors Jump นั้นเป็นท่ากระโดดแบบเก่าที่ดิ๊กถนัดมากและทำได้ดีกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีการกระโดดแบบ Straddle นั้น ผู้กระโดดจะได้เปรียบกว่าท่า Scissors มาก ทำให้คนทั่วทั้งโลกหันมากระโดดแบบ Straddle กันหมด ดิ๊กก็เคยฝึกท่า Straddle อย่างหนักด้วย แต่เขาทำได้ไม่ดีพอเมื่อเทียบกับนักกีฬาคนอื่นๆ นั่นทำให้เขาเคยเกือบจะเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ขอโค้ชกลับมาฝึกท่า Scissors เหมือนเดิม เนื่องจากเขาถนัดกว่า มาคราวนี้ เขากลับมาวิเคราะห์ท่า Scissors นี้อย่างเอาจริงเอาจัง ดิ๊กรู้ว่าจุดอ่อนที่สุดของการกระโดดท่า Scissors ก็คือสะโพก เนื่องจากเป็นจุดต่ำสุดของร่างกายตอนกระโดด เขาจึงเริ่มทดลองกระโดดให้สะโพกของตัวเองลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ มันเวิร์ก! ทุกครั้งที่เขาพยายามยกสะโพกตัวเองสูงขึ้น เขาก็ทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ ลองไปลองมา ค่อยๆยกสะโพกตัวเองไปเรื่อยๆ สุดท้ายเลยพัฒนาไปจบเป็นท่าฟอสบิวรี่ ฟลอป นี้ขึ้นมา....... หากใครไม่รู้ที่มาที่ไป คงคิดไม่ออกแน่ ว่า ฟอสบิวรี่ ฟลอป มันมีพื้นฐานมาจากท่า Scissors Jump หากมองกันที่ผลลัพธ์ของบรรทัดสุดท้าย ก็อาจจะมองว่าดิ๊กฉลาดและโชคดีที่คิดท่าที่สุดแสนจะได้เปรียบชาวบ้านขึ้นมาได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังนั้นเขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการพัฒนาท่ากระโดดแบบโบราณคร่ำครึที่คนเค้าไม่กระโดดกันแล้ว มาเป็นท่าใหม่แบบสุดยอดขึ้นมา เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง เจ้านาย ลูกค้า หรือนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคน บางทีดูเหมือนว่าพวกเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมรวยเอารวยเอา ทำไมสวรรค์ช่างลำเอียงขนาดนี้ T_T ก่อนจะไปคิดอคติแบบนั้น ลองถามก่อนว่า เราได้รู้เบื้องหลังจริงๆของเขามากพอหรือเปล่า เราได้อยู่กับเค้าตลอดเวลาหรือไม่ บางทีเขาอาจจะใช้ความพยายามอย่างมากตอนที่เราสบายอยู่ก็ได้นะครับ :) Cr.Iggy kit ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก mediad.publicbroadcasting.net และ gettyimages.com

เบื้องหลังของความคิดสร้างสรรค์

การแข่งขันโอลิมปิกที่ เม็กซิโก ซิตี้ ในปี 1968

ดิ๊ก ฟอสบิวรี่ นักกีฬากระโดดสูงตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา ได้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการกระโดดสูงทั่วโลกโดยการทำลายสถิติโอลิมปิก (เขากระโดดได้ที่ความสูง 2.24 เมตร) และนั่นเพิ่งจะเป็นโอลิมปิกแรกของเขาเท่านั้น

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ การทำลายสถิติในครั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากการใช้ ”ขีดจำกัดของร่างกาย” เพื่อทำลายสถิติ แต่เขาได้ใช้ ”วิธีการ” กระโดดแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก

ในวันนั้น โลกก็ได้รู้จักท่ากระโดดสูงแบบใหม่ ที่ชื่อ ฟอสบิวรี่ ฟลอป ขึ้น

ใครเคยดูกีฬากระโดดสูง พอจะนึกภาพออกนะครับ ที่เค้าวิ่งมาเฉียงๆ แล้วพอจะถึงไม้กั้น ก็กระโดดแอ่นหลังเพื่อให้พ้นไม้น่ะครับ

หลังจากวันนั้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี นักกระโดดสูงทั่วโลกแทบจะทุกคนหันมาฝึกท่าฟอสบิวรี่ ฟลอปกันหมด ถือเป็นการปฏิวัติวงการกระโดดสูงของโลกโดยสิ้นเชิง

ในปี 2003 นักกีฬาชั้นนำของโลกได้โหวตให้ท่า ฟอสบิวรี่ ฟลอป เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการกีฬา ซึ่งคะแนนของนวัตกรรมชิ้นนี้ สูงกว่าการคิดค้นรองเท้าวิ่งเป็นคู่แรกของโลก หรือการจัดการแข่งโอลิมปิกเป็นครั้งแรกเสียอีก

ดิ๊ก ฟอสบิวรี่ ถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักกีฬาผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาลของกีฬาประเภทลู่และลาน

คำถามที่น่าสนใจก็คือ นายดิ๊ก คิดค้นวีธีกระโดดนี้ขึ้นได้ยังไง?

หลายคนบอกว่าดิ๊ก ได้สร้างนวัตกรรมในด้านกีฬาอย่างสุดยอดขึ้นมา ทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงในแข่งขันอันมาจากวิธีการใหม่ ไม่ได้เป็นพัฒนาขีดจำกัดของร่างกายจนถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ ทำให้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมาได้

หากเปรียบเหมือนกับนักธุรกิจ ก็คงเปรียบได้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากดังเช่น แจ๊ค หม่า หรือ บิล เกตส์ ที่คิดค้นแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมากินตลาดเดิมแทบทั้งหมดแล้วสถาปนาตัวเป็นเจ้าตลาดนั้นๆ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองของคนนอก มองเข้ามาที่ตัวของดิ๊กครับ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ดิ๊กเป็นคนอนุรักษ์นิยมมาก เขาได้ยึดท่ากระโดดสูงแบบ Scissors Jump เป็นหลัก (เป็นการกระโดดแบบโบราณที่ยกขาขึ้นผ่านไม้กั้น โดยก้นของผู้กระโดดอยู่ด้านล่าง) – ดูภาพประกอบใน Comment นะครับ

ในขณะที่นักกีฬาคนอื่นเปลี่ยนท่ากระโดดกันเป็นแบบ Straddle Jump กันหมดแล้ว ซึ่งเป็นการกระโดดแบบเหมือนนอนคว่ำหน้าเมื่อผ่านไม้กั้น คล้ายๆกับกำลังกระโดดขึ้นขี่ม้า – ดูภาพประกอบใน Comment นะครับ

ท่า Scissors Jump นั้นเป็นท่ากระโดดแบบเก่าที่ดิ๊กถนัดมากและทำได้ดีกว่าคนอื่น อย่างไรก็ตาม วิธีการกระโดดแบบ Straddle นั้น ผู้กระโดดจะได้เปรียบกว่าท่า Scissors มาก ทำให้คนทั่วทั้งโลกหันมากระโดดแบบ Straddle กันหมด

ดิ๊กก็เคยฝึกท่า Straddle อย่างหนักด้วย แต่เขาทำได้ไม่ดีพอเมื่อเทียบกับนักกีฬาคนอื่นๆ นั่นทำให้เขาเคยเกือบจะเลิกเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ขอโค้ชกลับมาฝึกท่า Scissors เหมือนเดิม เนื่องจากเขาถนัดกว่า

มาคราวนี้ เขากลับมาวิเคราะห์ท่า Scissors นี้อย่างเอาจริงเอาจัง

ดิ๊กรู้ว่าจุดอ่อนที่สุดของการกระโดดท่า Scissors ก็คือสะโพก เนื่องจากเป็นจุดต่ำสุดของร่างกายตอนกระโดด เขาจึงเริ่มทดลองกระโดดให้สะโพกของตัวเองลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ มันเวิร์ก! ทุกครั้งที่เขาพยายามยกสะโพกตัวเองสูงขึ้น เขาก็ทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ

ลองไปลองมา ค่อยๆยกสะโพกตัวเองไปเรื่อยๆ สุดท้ายเลยพัฒนาไปจบเป็นท่าฟอสบิวรี่ ฟลอป นี้ขึ้นมา.......

หากใครไม่รู้ที่มาที่ไป คงคิดไม่ออกแน่ ว่า ฟอสบิวรี่ ฟลอป มันมีพื้นฐานมาจากท่า Scissors Jump

หากมองกันที่ผลลัพธ์ของบรรทัดสุดท้าย ก็อาจจะมองว่าดิ๊กฉลาดและโชคดีที่คิดท่าที่สุดแสนจะได้เปรียบชาวบ้านขึ้นมาได้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เบื้องหลังนั้นเขาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการพัฒนาท่ากระโดดแบบโบราณคร่ำครึที่คนเค้าไม่กระโดดกันแล้ว มาเป็นท่าใหม่แบบสุดยอดขึ้นมา

เหมือนกับคนที่ประสบความสำเร็จรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง เจ้านาย ลูกค้า หรือนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคน บางทีดูเหมือนว่าพวกเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมรวยเอารวยเอา

ทำไมสวรรค์ช่างลำเอียงขนาดนี้ T_T

ก่อนจะไปคิดอคติแบบนั้น ลองถามก่อนว่า เราได้รู้เบื้องหลังจริงๆของเขามากพอหรือเปล่า เราได้อยู่กับเค้าตลอดเวลาหรือไม่ บางทีเขาอาจจะใช้ความพยายามอย่างมากตอนที่เราสบายอยู่ก็ได้นะครับ :)

Cr.Iggy kit

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก mediad.publicbroadcasting.net และ gettyimages.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น