วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

*มือของเราสอนธรรมะเราได้ด้วยหรือนี่? : ลูกจงดูมือของตัวเองทั้งหงายมือและคว่ำมือ ขณะหงายมือและคว่ำมือให้พิจารณามือเราไปด้วย ลูกจงหงายมือและคว่ำมือหลาย ๆ ครั้ง พ่อจะถามว่าเรามีมือเหมือนกันไหม? ......... (เหมือนกันค่ะ) แล้วตรงไหนไม่เหมือนกัน ............ (ขนาดมือไม่เท่ากัน นิ้วมือไม่เหมือนกัน ความสั้นยาวของนิ้วไม่เท่ากัน มือหยาบกระด้างไม่เหมือนกัน) ทำไมถึงไม่เหมือนกัน เพราะเป็นคนละคนกันใช่ไหม เพราะหลากหลายการดูแลใช่ไหม? เหมือนกับชีวิตเราไหม? ชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน ลูกลองหงายมือและคว่ำมืออีกครั้ง แล้วลูกจงพิจารณามือที่คว่ำกับมือที่หงายว่ามือส่วนไหนสวยกว่ากัน? ...........(หงายมือสวยกว่าค่ะ) เพราะอะไร? ..........(ผิวพรรณสวยกว่า เต่งตึงกว่า) หงายมือหมายถึงชีวิตของเรา นี่คือตัวเราที่มีพระธรรม เมื่อมีพระธรรมก็เหมือนกับมือที่หงาย แต่หงายแล้วก็ยังไม่เหมือนกันอีก เหมือนกับชีวิตของเรา ขาวไม่เท่ากัน ความนิ่มไม่เหมือนกัน ความละเอียดของผิวไม่เท่ากัน ความผ่องใสก็ไม่เท่ากัน คนที่มือหนามือด้านก็เหมือนกับคนที่รู้พระธรรมแล้วจิตยังหยาบ หรือคนที่รู้พระธรรมดีแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตาม มือคว่ำเปรียบเหมือนกับคนที่ไม่มีพระธรรม คือ ดำมืด มือหงายคือคนที่มีพระธรรมคือสว่าง ชีวิตของคนเรามีสองด้านคือมืดกับสว่าง จิตของคนมีหลากหลาย แม้แต่จิตที่เป็นกุศลยังมีจิตกุศลมากจิตกุศลน้อยเลย เหมือนกับมือของคนนับล้านทั่วโลกที่ไม่เหมือนกัน หากมือเหมือนกันก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีจิตเหมือนกันมีกุศลเหมือนกันหรือคนที่มาทางเดินเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในธรรมะก็ใช่ว่าเขาจะดีเสียทุกคนหรือเขาจะพร้อมเสียทุกคน มีไม่พร้อมก็มาก และมีพร้อมที่จะไปก็มาก บางคนเหมือนคนที่พร้อมที่จะไปแต่มือยังไม่นิ่ม เหมือนการทาโลชั่นต้องใช้เวลาไหม กว่ามือจะนิ่มเหมือนเดิม? จิตคนก็เช่นกัน บางคนเร่งวิปัสสนา เร่งกรรมฐาน เร่งสวดมนต์ เร่งทำความเพียรทั้งวันทั้งคืน แต่ยังไม่เห็นผลอะไร ถึงเราหักโหมนั่งสวดมนต์ทั้งวันทุ่มเททั้งวันทั้งคืนแล้วแต่ยังไม่เห็นผลอะไร นี่เป็นเพราะจิตเราเหนื่อย กายเราเหนื่อย เราก็เป็นทุกข์ เราควรทำพอดีๆ เหมือนการทาโลชั่น หากเราทาตลอดเวลาทามากเกินไปก็เปลืองโลชั่นเปล่า ๆ เพราะโลชั่นที่เราทาซึมซาบเข้าผิวได้ไม่หมด เช่นเดียวกันกับจิตของเราเวลาปฏิบัติ ให้ทำเต็มที่แบบพอดีๆ ทางสายกลางที่เราไม่เหนื่อย เราไม่ทุกข์ หากเราเหนื่อยเราก็พัก เหมือนทาโลชั่นเราควรทาพอดีกับผิวแล้วเราก็หยุดทา หากอยากทาโลชั่นมากกว่านั้นอีกก็ไม่ได้ช่วยให้ผิวดีขึ้นได้ ทางที่ดีเราควรเว้นระยะเวลาในการทาโลชั่น เช่นเดียวกับเราเราควรปฏิบัติแบบไม่ทุกข์ ทำพอดีๆ แบบทางสายกลาง พ่อไม่ได้สอนให้มุ่งทางธรรมจนลืมทางโลก ไม่ใช่ ถ้าเราทำแต่ทางนี้แล้วทำให้ข้างหลังเดือดร้อน หน้าที่ทางโลกไม่ทำก็ไม่ใช่ ต้องทำให้สมดุลกันทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งทางกายและทางจิต.......

*มือของเราสอนธรรมะเราได้ด้วยหรือนี่? :

ลูกจงดูมือของตัวเองทั้งหงายมือและคว่ำมือ ขณะหงายมือและคว่ำมือให้พิจารณามือเราไปด้วย ลูกจงหงายมือและคว่ำมือหลาย ๆ ครั้ง พ่อจะถามว่าเรามีมือเหมือนกันไหม?

......... (เหมือนกันค่ะ)

แล้วตรงไหนไม่เหมือนกัน

............ (ขนาดมือไม่เท่ากัน นิ้วมือไม่เหมือนกัน ความสั้นยาวของนิ้วไม่เท่ากัน มือหยาบกระด้างไม่เหมือนกัน)

ทำไมถึงไม่เหมือนกัน

เพราะเป็นคนละคนกันใช่ไหม

เพราะหลากหลายการดูแลใช่ไหม?

เหมือนกับชีวิตเราไหม?

ชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน ลูกลองหงายมือและคว่ำมืออีกครั้ง แล้วลูกจงพิจารณามือที่คว่ำกับมือที่หงายว่ามือส่วนไหนสวยกว่ากัน?

...........(หงายมือสวยกว่าค่ะ)

เพราะอะไร?

..........(ผิวพรรณสวยกว่า เต่งตึงกว่า)

หงายมือหมายถึงชีวิตของเรา นี่คือตัวเราที่มีพระธรรม เมื่อมีพระธรรมก็เหมือนกับมือที่หงาย

แต่หงายแล้วก็ยังไม่เหมือนกันอีก เหมือนกับชีวิตของเรา ขาวไม่เท่ากัน ความนิ่มไม่เหมือนกัน ความละเอียดของผิวไม่เท่ากัน ความผ่องใสก็ไม่เท่ากัน

คนที่มือหนามือด้านก็เหมือนกับคนที่รู้พระธรรมแล้วจิตยังหยาบ หรือคนที่รู้พระธรรมดีแล้วแต่ไม่ปฏิบัติตาม

มือคว่ำเปรียบเหมือนกับคนที่ไม่มีพระธรรม คือ ดำมืด

มือหงายคือคนที่มีพระธรรมคือสว่าง

ชีวิตของคนเรามีสองด้านคือมืดกับสว่าง จิตของคนมีหลากหลาย แม้แต่จิตที่เป็นกุศลยังมีจิตกุศลมากจิตกุศลน้อยเลย

เหมือนกับมือของคนนับล้านทั่วโลกที่ไม่เหมือนกัน หากมือเหมือนกันก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีจิตเหมือนกันมีกุศลเหมือนกันหรือคนที่มาทางเดินเดียวกัน

เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในธรรมะก็ใช่ว่าเขาจะดีเสียทุกคนหรือเขาจะพร้อมเสียทุกคน มีไม่พร้อมก็มาก และมีพร้อมที่จะไปก็มาก
บางคนเหมือนคนที่พร้อมที่จะไปแต่มือยังไม่นิ่ม เหมือนการทาโลชั่นต้องใช้เวลาไหม กว่ามือจะนิ่มเหมือนเดิม?

จิตคนก็เช่นกัน บางคนเร่งวิปัสสนา เร่งกรรมฐาน เร่งสวดมนต์ เร่งทำความเพียรทั้งวันทั้งคืน แต่ยังไม่เห็นผลอะไร

ถึงเราหักโหมนั่งสวดมนต์ทั้งวันทุ่มเททั้งวันทั้งคืนแล้วแต่ยังไม่เห็นผลอะไร

นี่เป็นเพราะจิตเราเหนื่อย กายเราเหนื่อย เราก็เป็นทุกข์ เราควรทำพอดีๆ เหมือนการทาโลชั่น หากเราทาตลอดเวลาทามากเกินไปก็เปลืองโลชั่นเปล่า ๆ เพราะโลชั่นที่เราทาซึมซาบเข้าผิวได้ไม่หมด

เช่นเดียวกันกับจิตของเราเวลาปฏิบัติ ให้ทำเต็มที่แบบพอดีๆ ทางสายกลางที่เราไม่เหนื่อย เราไม่ทุกข์ หากเราเหนื่อยเราก็พัก

เหมือนทาโลชั่นเราควรทาพอดีกับผิวแล้วเราก็หยุดทา หากอยากทาโลชั่นมากกว่านั้นอีกก็ไม่ได้ช่วยให้ผิวดีขึ้นได้ ทางที่ดีเราควรเว้นระยะเวลาในการทาโลชั่น

เช่นเดียวกับเราเราควรปฏิบัติแบบไม่ทุกข์ ทำพอดีๆ แบบทางสายกลาง พ่อไม่ได้สอนให้มุ่งทางธรรมจนลืมทางโลก ไม่ใช่ ถ้าเราทำแต่ทางนี้แล้วทำให้ข้างหลังเดือดร้อน หน้าที่ทางโลกไม่ทำก็ไม่ใช่ ต้องทำให้สมดุลกันทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งทางกายและทางจิต.......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น