ข้าวแกงกะหรี่ "ที่นี่ที่หนึ่ง"
CoCoICHIBAN : จากเด็กกำพร้าผู้อยากให้ลูกค้ามีความสุข
+++
หากพูดถึงร้านข้าวแกงกะหรี่ของญี่ปุ่นแล้ว
หลายคนน่าจะนึกถึงโลโก้สีเหลืองๆ
ของร้าน CoCoICHIBAN ตามห้างสรรพสินค้า
CoCoICHIBAN เป็นร้านข้าวแกงกระหรี่
ที่มีสาขามากที่สุดในโลก
ตามสถิติที่บันทึกไว้โดย
Guniess world records
โดยมีสาขากว่า 1404 แห่งทั่วโลก
(ข้อมูลเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2015 )
CoCoICHIBAN ถูกก่อตั้ง
โดย Munetsugu Tokuji (宗次徳二)
เมื่อปี 1982
ปัจจุบันเขาได้วางมือ
จากการบริหารบริษัท
และนั่งเป็น Chairman
โดยให้ความไว้วางใจกับ
ประธานบริษัทคนปัจจุบันดูแลแทน
++++
Munetsugu Tokuji
มีชีวิตที่น่าพิศวงอยู่เลยทีเดียว
เขาเกิดในปี 1948
เป็นเด็กกำพร้าที่กำเนิดมา
โดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่แท้ๆของตน
เขาอยู่ในสถานเด็กกำพร้า
จนถึงอายุ 3 ขวบ
แล้วได้ถูกรับเลี้ยงจาก
หนุ่มสาวคู่หนึ่ง
ผู้มีนามสกุลว่า Munetsugu
(จะขอเรียกคุณ Munetsugu Tokuji
ในวัยเด็กว่า เด็กชายTokuji แล้วกันครับ)
แต่ทว่าครอบครัวของเด็กชาย Tokuji
ก็ไม่สู้อบอุ่นสักเท่าไร
พ่อเลี้ยงของเขามีเงินเมื่อไหร่
ก็เอาไปเล่นพนันกับปาจิงโกะจนหมด
ถ้าเด็กชาย Tokuji ไม่ทำความสะอาดบ้าน
ก็จะถูกพ่อเลี้ยงตบตี
ในที่สุดแม่เลี้ยง
ก็หมดรักในตัวพ่อ
แล้วก็หนีจากไป
เหลือไว้เพียงแต่
พ่อเลี้ยงกับเด็กชาย Tokuji
กันเพียงสองคน
ในวัยเด็กนั้นเขายากจนมาก
ถึงขั้นบางทีต้องกินแป้งทำอาหารที่ละลายกับน้ำ
หรือแม้แต่ต้นหญ้าตามพื้นดิน...
เพื่อที่จะเอาใจพ่อ
เด็กชาย Tokuji เดินเข้าร้านปาจิงโกะ
ไปเก็บเศษบุหรี่มาให้พ่อเลี้ยงสูบ
พ่อเลี้ยงจากเขาไปด้วยโรคมะเร็ง
เมื่อตอนที่เด็กชาย Tokuji
กำลังเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมปลาย
“ความทรงจำที่ดีของผม
ต่อพ่อเลี้ยงนั้นคือ
มีครั้งหนึ่งคุณพ่อได้ซื้อแอปเปิล
มาให้ผมกินสองลูก
รสชาติมันหวานอร่อยมากเลย
ซึ่งครั้งนั้นเป็นครั้งเดียว
ที่สามารถเรียกได้ว่า
เป็นความทรงจำที่ดี"
“ตอนเด็กๆผมก็คิดว่า
ชีวิตก็คงเท่านี้แหละ
อย่างน้อยอย่าไปสร้างความลำบาก
ให้กับผู้อื่น
และต้องมีชีวิต
อยู่ได้ด้วยตนเองครับ"
(ต่อไปนี้จะขอเรียกคุณ Munetsugu Tokji
ด้วยนามสกุลของเขาแทนว่า Munetsugu)
Munetsugu เริ่มหาเลี้ยงชีพ
ด้วยการทำงานพิเศษที่ร้านเต้าหู้
พร้อมๆกับเรียนหนังสือ
เมื่อเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยม
เขาก็เข้าทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์
และได้พบรักกับภรรยาของเขาในที่ทำงาน
ต่อมาวงการอสังหาริมทรัพย์เริ่มซบเซา
เขาเลยหาอาชีพเสริม
โดยเปิดร้านคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟและอาหารขึ้นมา
“ผมเริ่มรู้ว่า
ตัวเองชอบงานบริการลูกค้า
การที่ลูกค้าพึงพอใจ
ในการบริการของเรา
ทำให้ผมมีความสุข"
Munetsugu ลาออกจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์
ลงมาทำร้านคาเฟ่เต็มตัว
อาหารที่ขายดีที่สุดในร้านคือ
ข้าวแกงกะหรี่ฝีมือภรรยา
เขาจึงตัดสินใจ
เปิดร้านขายข้าวแกงกะหรี่อย่างจริงจัง
“ผมคิดว่าข้าวแกงกะหรีฝีมือภรรยาผม
นั้นสุดยอดเป็นอันดับ 1
เลยตั้งชื่อร้านว่า
CoCoICHIBAN (ที่นี่ที่หนึ่ง)”
+++
วิธีการทำงานของ Munetsugu
ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่า
"ต้องบริการลูกค้าให้ดีที่สุด"
ซึ่งจะขอยกตัวอย่างดังนี้นะครับ
- แกงกะหรี่ของร้าน CoCoICHIBAN
จะถูกอุ่นไว้ที่อุณหภูมิ 70 – 80 องศา
ไม่ปล่อยให้เดือดในทันที
พอมีออเดอร์เข้ามา
ก็ค่อยตักแยกมาพร้อมเสิร์ฟ 1 จาน
แล้วตั้งไฟจนแกงกะหรี่เดือด
จนฟองแตกออกมา
เป็นกลิ่นหอมหวลพอดีในตอนเวลาเสิร์ฟ
(ขอเสริมว่า ข้าวแกงกะหรี่ของร้านทั่วไป
จะต้มแกงกะหรี่ในหม้อใหญ่จนเดือดเลย
ทำให้กลิ่นหอมของแกงกะหรี่ลอยหนีออกไป
พอมีคนสั่งก็ค่อยตักเสิร์ฟใส่จาน
ทำให้ความหอมอร่อยไปไม่ถึง 100% )
- ทางร้านจะอุ่นจานให้ร้อน
ไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าเย็นมือเมื่อจับจาน
ซึ่งเป็นความเคยชินจากสมัยที่ทำร้านคาเฟ่
ซึ่งต้องมีการอุ่นถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนเสิร์ฟ
- ร้าน CoCoICHIBAN จะใส่ใจว่า
เสิรฟ์อาหารกับลูกค้าให้ได้เร็ว
ถ้าเมนูบางอย่างต้องใช้เวลาในการเตรียม
และอาจจะก่อให้เกิดความล่าช้า
อย่างเช่นข้าวคะซึคาเร่ (ข้าวแกงกะหรี่หน้าหมูทอด)
พนักงานเสิร์ฟในร้าน
จะตะโกนเข้าไปในครัวว่า
"ข้าวคะซึคาเร่ได้ยัง"
เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า
"เออพนักงานเขายังไม่ลืมเรา"
- ทุกสาขาต้องมีวัตถุดิบ
พร้อมเสริฟ์ทุกเมนูในร้าน
ถ้าหากร้านใดมีท่าทีว่าของจะขาด
ก็จะเอามาเติมจากสาขาอื่นใกล้ๆ
แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่สามารถหาของมาเติมได้
จน Munetsugu ต้องนั่งชินคันเซนจากแดนไกล
เอาของไปเติมด้วยตนเอง
- การเปิดแต่ล่ะสาขาของร้าน CoCoICHIBAN
นั้นจะต้องบริหารร้านให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด
"เพื่อลูกค้าในท้องถิ่นนั้นๆ"
ซึ่งในสมัยที่ Munetsugu ยังเป็นประธานบริษัทอยู่นั้น
สาขาของร้าน CoCoICHIBAN มีทั้งหมด 800 สาขา
มีปิดตัวไปทั้งหมดเพียง 2 สาขาเท่านั้น
และในวันที่ร้านปิดนั้น
Munetsugu นั่งรถไฟชินคันเซน
ไปยังสาขาที่ปิด
เพื่อที่จะได้บอกกับลูกค้า
ที่ออกไปจากร้านว่า
"อาริกาโต้โกะไซมะชิตะ" (ขอบคุณครับ)
-เขาไม่ขายแฟรนไชส์ให้คนอื่นพร่ำเพรื่อ
ซึ่งเขาอนุญาตเพียงแต่
พนักงานของร้านผู้ที่รับรู้ถึง
วิญญาณการบริการลูกค้าเท่านั้น
ที่สามารถจะเอาแฟรนไชส์ไปทำต่อได้
แล้วเขาก็ไม่ได้คิดค่า Loyalty จากผงแกงกะหรี่
กับร้านแฟรนไชส์เหล่านั้นด้วย
- แต่ล่ะสาขาของร้าน CoCoICHIBAN
จะมีไปรษณียบัตรวางไว้
ให้ลูกค้ากรอกความคิดเห็นในการบริการ
แล้วส่งกลับมา
Munetsugu จะนั่งอ่านไปษณียบัตรทุกวัน
ซึ่งวันๆหนึ่งมีกว่า 1000 ฉบับ
ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะอ่านจบ
เดือนๆหนึ่งจะหมดค่าแสตมป์ไปกว่า 2ล้านเยน
และถ้าพบว่ามีลูกค้าที่แสดงความไม่พอใจ
อย่างเช่น "พนักงานบริการไม่ดี" “อาหารมาเสิร์ฟช้า"
เขาก็จะจดบันทึกไว้แล้วส่ง Fax
แนบรูปไปรษณียบัตรไปยังสาขานั้นๆ
เพื่อบอกว่าขอให้ปรับปรุงการบริการโดยเร็วไว
- เขาหลีกเลี่ยงการมีเพื่อนเที่ยวเล่น
หรือไปดื่มเหล้ากินเลี้ยง
เขาบอกว่าเวลาที่มีควรจะเอาไปคิดว่า
จะปรับปรุงการบริการให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เดินสายเยี่ยมชมสถานที่ทำงานจริงตามสาขาต่างๆ
- เขาบอกกับเพื่อนร่วมงาน
ที่อยู่ด้วยกันมานานตั้งแต่สมัยก่อตั้งว่า
"หากวันใด อยากเป็นประธานบริษัทล่ะก็ขอให้บอก"
และพอมาวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานคนนั้น
มาบอกว่าจะขอรับหน้าที่ประธานบริษัท
วันรุ่งขึ้น Munetsugu ก็ประกาศ
ลงจากตำแหน่งประธานบริษัทด้วยวัย 53 ปี
เขาไม่ได้คิดว่าจะมอบบริษัทให้กับลูกชาย
ด้วยเหตุผลว่า "บริษัทไม่ใช่ของคนๆเดียว"
(ลูกชายของ Munetsugu เป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ)
- แม้จะวางมือจากการบริหาร
ร้าน CocoICHIBAN แล้ว
Munetsugu ก็ยังไม่หยุดนิ่ง
ทำงานด้านการกุศลต่อไป
+++
หากมองในประวัติ
การทำงานของ Munetsugu แล้ว
เขาทุ่มเททั้งชีวิตกับการทำงาน
ผมสงสัยว่าเขาสามารถ
ทำงานติดต่อกันได้อย่างไร
ไม่มีพักผ่อนบ้างหรือ
ฤาว่า การที่เขาได้เห็นลูกค้าพอใจในการบริการที่ร้าน มันคงทำให้เขาชื่นใจและมีพลังในการทำงานต่อ
เมื่อมองชีวิตกำพร้าในวัยเด็กของเขา
เราคงต้องทึ่งว่าเขาผ่านชีวิตความลำบาก
และเติบโตมาเป็นผู้ก่อตั้งร้าน CocoICHIBAN ได้
ผมทึ่งจริงๆที่เขามีความพยายาม
ไม่รู้สึกท้อแท้กับชีวิตที่ไม่ได้อบอุ่นในวัยเด็ก
อะไรทำให้เขามาได้ถึงขนาดนี้
“ตอนเด็กๆผมก็คิดว่าชีวิตก็คงเท่านี้แหละ
อย่างน้อยอย่าไปสร้างความลำบากให้ผู้อื่น
และต้องมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองครับ"
เขาคิดอย่างนี้แต่เด็กได้อย่างไร
หรือว่าเขาสามารถ "ปลงได้" ตั้งแต่เด็กๆ
มีอะไรในชีวิตตอนเด็กที่เป็นจุดเปลี่ยนที่เรายังไม่รู้บ้าง?
เพราะอะไร
ถึงทำให้คุณ Munetsugu
ทำเพื่อคนอื่นได้ถึงขนาดนี้
เพราะว่าถูกทิ้งในวัยเด็
เพราะอะไรกันแน่
ผมยังหาคำตอบให้คุณผู้อ่านไม่เจอ
แต่ผมคิดว่าเรื่องราวของคุณ Munetsugu
คงทำให้เราอยากไปลองไปกินข้าวแกงกระหรี่ที่ร้าน CocoICHIBAN ว่ามันจะหอมหวลขนาดนั้นจริงหรือไม่
เราในฐานะคนที่เกิดมา
จะยากจน จะฐานะปานกลาง หรือมีจะฐานะ
เราจะทำอย่างไรให้มีความคิดที่ว่า
"จะไม่รบกวนผู้อื่น
อยู่ได้ด้วยตนเอง
และก็ทำเพื่อผู้อื่น"
เป็นปริศนาที่ไขไม่ออกจริงๆ
น่าพิศวงจริงๆครับ
++++
16/3/17 Thought on Japan
ข้อมูลอ้างอิง
http://www.nikkan-gendai.com/articles/view/news/168329
http://zasshi.news.yahoo.co.jp/article?a=20160312-01071266-sspa-soci
http://systemincome.com/tag/宗次徳二/page/2
http://matome.naver.jp/odai/2133609858986742301
http://www.leaders-style.com/keyperson/munetsugu_tokuji/main_new
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น